เกษตรฯ ปฏิบัติภารกิจเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานร. 9-เฉลิมพระเกียรติ ร.10

updated: 06 ก.ค. 2560 เวลา 20:26:10 น.

 

“9 วัน สู่วันมหามงคล 65 วันสืบสานพระราชปณิธาน”  กระทรวงเกษตรฯ บูรณาการ  7 หน่วยงาน และภาคประชาชน ร่วมมือปฏิบัติภารกิจเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10

นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากพระบรมราโชวาท รัชกาลที่ 10 ที่กล่าวว่า “...ขอยึดพระราชดำริ รัชกาลที่ 9 ทำงานเพื่อชาติและประชาชน” และจากพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 "พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัว สร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า" แสดงให้เห็น ถึงความห่วงใยประชาชนและปัญหาวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ที่ถูกทำลาย ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สาเหตุส่วนใหญ่มาจากความต้องการใช้ที่ดินทำกินและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎร ที่เข้าไปบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้ เพื่อทำการเกษตร ตลอดจนการล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยถูกทำลายมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ในธรรมชาติและความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดลง กระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติมีค่าผิดปกติตามมา การแสวงหาวิธีการและความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูสภาพผืนป่าที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม ในบางครั้งไม่สามารถดำเนินการเข้าถึงพื้นที่ป่าทางภาคพื้นได้ จึงจำเป็นจะต้องมีการบูรณาการจากหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าเกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ พระบรมราโชวาทรัชกาลที่ 10 และตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวว่า “ในปี 2559 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้ดำเนินโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ หลังการปฏิบัติการฝนหลวงประจำวันในพื้นที่แหล่งต้นน้ำภายใต้แนวคิด“9 สัปดาห์ สู่วันมหามงคล” ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำงานเชิงบูรณการที่มีผลดีต่อระบบนิเวศและการทำฝนหลวง เนื่องจากพื้นที่ป่าเป็นพื้นที่ต้นทุนในการให้กำเนิดความชื้นที่จะก่อตัวเป็นเมฆและตกเป็นฝนกลับสู่พื้นที่ป่าที่เป็นต้นน้ำ ไหลลงสู่พื้นที่การเกษตรและแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติหรืออ่างเก็บน้ำไว้ใช้ต่อไปและเนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร 28 กรกฎาคม 2560 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้จัดทำโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด  “9 วัน สู่วันมหามงคล 65 วัน สืบสานพระราชปณิธาน”เป็นการคืนผืนป่าเพื่อสานต่อพระราชปณิธาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเพิ่มความชื้นให้กับพื้นที่ป่าไม้ ถือได้ว่าเป็นโครงการหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำและน้อมนำแนวพระราชดำริศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน  ไปเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อรักษาระบบนิเวศป่าไม้และสิ่งแวดล้อม ทำให้พื้นที่ป่าไม้ ต้นน้ำสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเอื้อประโยชน์ต่อพื้นที่ชุมชนได้อย่างยั่งยืนรวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติต่อไป”

นายเลิศวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศในพื้นที่แหล่งต้นน้ำบริเวณพื้นที่เดินเท้าเข้าถึงยากหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติการฝนหลวงในแต่ละวัน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ได้ ทั้งนี้ มีหน่วยงานร่วมรับผิดชอบดำเนินการ 7 หน่วยงาน และภาคประชาชน ได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทาน กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 15 จ.เพชรบุรี และมณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์              

กรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมการปกครอง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รวมถึงเกษตรกร อาสาสมัครฝนหลวง และประชาชนทั่วไป เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำ และแหล่งอาหารสัตว์ป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและพื้นที่ผืนป่าทั่วประเทศอย่างยั่งยืนเป็นการสร้างความสมบูรณ์และกำหนดพื้นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าไม่ให้อพยพออกจากป่ามาสร้างความเสียหายให้กับพื้นที่การเกษตร เพิ่มพื้นที่ผืนป่าในแหล่งต้นน้ำของเขื่อนต่างๆ  เป็นการทำงานเชิงบูรณาการระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐ และประชาชนทั่วไป  ทำให้เกิดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืน”

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  กล่าวว่า โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย  สานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำและเป็นแหล่งอาหารให้สัตว์ป่า โดยได้มีการเตรียมความพร้อมการปั้นเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกับกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา มณฑลทหารบกที่ 31 จังหวัดนครสวรรค์ และมณฑลทหารบกที่ 15 จังหวัดเพชรบุรี เพื่อเตรียมเมล็ดพันธุ์พืชสำหรับใช้โปรยในโครงการดังกล่าว ซึ่งมีชนิดเมล็ดพันธุ์พืชที่ใช้ในโครงการและพื้นที่เป้าหมายการโปรยทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ดังนี้

- ภาคกลาง โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 10 ชนิด ได้แก่ กัลปพฤกษ์ กาฬพฤกษ์ ขี้เหล็ก แดง มะค่าแต้ พฤกษ์ ราชพฤกษ์ (คูน) สาธร (กระเจาะ) สีเสียด (สีเสียดแก่น) และอะราง (นนทรีป่า) โดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวและอุทยานแห่งชาติเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์

- ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ไผ่รวกและพะยูง โดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา

- ภาคใต้ โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำนวน 2 ชนิด ได้แก่ ประดู่ (ตีปีก) และมะค่าโมง โดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ ในพื้นที่เป้าหมายบริเวณอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่า ทั่วประเทศไทยฯ ในปีนี้ได้เริ่มดำเนินการระยะที่ 1 เมื่อเดือนเมษายน - กรกฎาคม 2560 ในการเตรียมเมล็ดพันธุ์ จากนั้นระยะที่ 2  ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์ ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม - กันยายน 2560 สำหรับระยะสุดท้าย จะเป็นการประเมินผล ในเดือนสิงหาคม – กันยายน 2560  และจะมีพิธีเปิดโครงการในวันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ณ เขื่อนลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้รับเกียรติจาก พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดด้วย”

 
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม