"ป้อมมหากาฬ" ประชุมครั้งสุดท้าย "สุนี ไชยรส" นำถือป้ายค้านรื้อ กทม.ยันเก็บบ้านทุกหลังไว้ไม่ได้

updated: 06 ก.ค. 2560 เวลา 16:15:00 น.

 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 กรกฎาคม ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ เขตพระนคร กรุงเทพ มีการประชุมครั้งสุดท้ายโดยคณะกรรมการ 3 ฝ่าย ได้แก่ 1.ฝ่าย กทม.นำโดย นายยุทธพันธุ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2.ฝ่ายทหาร โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ 3.ฝ่ายชุมชนและนักวิชาการ เพื่อพิจารณาเนื้อหาเอกสารข้อเสนอ ที่จะนำไปสู่การลงนามร่วมกันของทุกฝ่าย ตามจุดประสงค์เพื่อหาทางออกของปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน 25 ปี หลังจากมีการประชุมและลงพื้นที่ชุมชนรวมหลายครั้งในระยะเวลาราว 2 เดือนที่ผ่านมา โดยมีนักวิชาการ นักศึกษาและหน่วยงานจากภาคส่วนต่างๆ จากภายนอกหลายราย อาทิ นายฉัตรวิชัย พรหมทัตตเวที ผู้บริหารหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, ดร.รังสิมา กุลพัฒน์ นักวิจัยประจำแคโรไลนา เอเชีย เซ็นเตอร์ มหาวิทยาลัยนอร์ธ แคโรไลนา ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการมรดกทางวัฒนธรรม ร่วมสังเกตการณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงแรกของการรับรองการประชุม ได้มีการเปิดเอกสารรายงานการประชุมทั้ง 10 ครั้ง โดยการประชุมวันที่ 2 ก.ค.และ 3 ก.ค. นับเป็นครั้งเดียวกัน โดยแต่ละฝ่ายร่วมปรับแก้ถ้อยแถลงรายงานการประชุม ระหว่างการประชุม นายสิทธิชัย ผลหิตตานนท์ประธานประชาคมฟื้นฟูวัฒนธรรม ย่านบางลำพู ได้มอบดอกไม้แทนใจจากเครือข่ายป้อมมหากาฬ ให้กับทั้ง 3 ฝ่าย



ทั้งนี้การปรับแก้รายงานการประชุม ฝ่ายนักวิชาการ นำโดยนางภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง เห็นว่ามีข้อความหลายส่วนตกหล่นหายไปและมีการสรุปความที่ต้องแก้ไข บางส่วนอาจจะต้องใช้เวลาในการพิจารณา ขณะที่นายยุทธพันธุ์ มีชัย เลขานุการผู้ว่าราชการกทม. ได้ให้เพิ่ม ส่วนข้อความที่เป็นสาระสำคัญที่ตกหล่นไป และมีการทำความเข้าใจและมีการชี้แจงกับประชาชนชาวป้อมมหากาฬ เรื่องการเวนคืน พร้อมระบุถึงกลุ่มบ้านร่วมสมัย 9 หลัง ว่าตัดสินใจไม่อนุรักษ์ไว้ แต่จะมาคุยกันว่าจะย้ายยังไง จะหาที่ใหม่ตรงไหน โดยบรรยากาศเป็นไปอย่างเคร่งเครียด มีการโต้แย้งโดยแต่ละฝ่ายเป็นระยะ

ต่อมาเวลา 13.15 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนจะจบการประชุมช่วงแรก นางสุนี ไชยรส อดีต กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนักศึกษา จากนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ถือป้าย "ขอให้หยุดการรื้อย้ายบ้านในป้อมมหากาฬ" พร้อมส่งจดหมายเปิดผนึก เครือข่ายนักวิชาการ นักศึกษา ศิลปินและภาคประชาสังคม ถึงนายยุทธพันธุ์ เรื่อง ข้อเสนอแนะ ทางออก แก้วิกฤติชุมชนป้อมมหากาฬ

โดยตอนหนึ่งระบุว่า เครือข่ายนักวิชาการ นักศึกษา ศิลปินและภาคประชาสังคม ร่วมลงนาม 141 รายชื่อ 32 องค์กร เพื่อแสดงความห่วงใย โดยมีข้อเสนอดังนี้ คือ ชุมชนป้อมมหากาฬเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียแค่คนในชุมชน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคมไทย และระบุข้อเสนอ ขอให้ยับยั้งการรื้อย้ายบ้านที่เหลืออยู่ในชุมชนป้อมมหากาฬทั้งหมด เพราะคุณค่าของชุมชนป้อมมหากาฬให้เป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตจะดำรงอยู่ได้ต่อเมื่อมี พื้นที่ บ้าน และ ผู้คนดังเดิม ซึ่งทำหน้าที่อนุรักษ์และสามารถดำรงวิถีชีวิตชุมชนต่อไปด้วย

ทั้งนี้นายยุทธพันธุ์ ได้รับมอบจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว แต่ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถเก็บบ้านทุกหลังไว้ได้ ขณะที่ตัวแทนจากชาวบ้าน และภาคส่วนต่างๆ ร่วมแสดงความเห็นอย่างดุเดือด

นายยุทธพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลการประชุมของ 3 ฝ่ายถือว่าสิ้นสุดสำหรับคณะนี้ แต่ผู้บริหารจะว่าอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทุกอย่างจะอยู่ในรายงาน ทั้งความเห็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หมายความว่าผู้บริหารสามารถหยิบไปใช้ได้ทุกมิติ ถ้าวันนี้เสร็จแล้วลงนามกันได้ ก็จะส่งเรื่องถึงพลตำรวจเอก อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้นท่านผู้ว่า กทม.จะเสนอให้พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม

"ถ้าท่านเห็นว่าต้องเพิ่มจำนวนหลัง ก็เพิ่ม แต่ถ้าท่านเห็นว่าลด ก็ต้องลด แล้วถ้าเห็นว่าพอใจในที่นี้เหตุผลก็อยู่ในรายงานนี้หมดแล้วว่าหลังไหนมีคุณค่าด้านไหน หลังไหนมีคุณค่าอย่างไร หลังไหนไม่มีคุณค่าอะไร เรื่องนี้ผมเรียนว่า ท่านผู้ว่ากทม.ต้องการให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเข้าสู่กระบวนการในการแก้ไขปัญหาซึ่งไม่สร้างภาระในปัญหาเพิ่มหรือสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมาหลังจากพิจารณาเรื่องนี้แล้ว จึงให้ผมเข้ามาบริหารจัดการดำเนินการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วน สิ่งที่เรายึดคือเรื่องของ กระบวนการทำงาน ข้อเท็จจริง เรื่ององค์ความรู้และวิชาการจะต้องเข้ามาสนับสนุน" นายยุทธพันธุ์กล่าว

นายยุทธพันธุ์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่มีการประชุมและมีมติรับรองรายงานประชุมแล้ว มติต่างๆ จะถูกเขียนเป็นรายงานการประชุมฉบับสมบูรณ์ที่จะมีข้อสรุป ข้อเสนอเดนะ สภาพข้อเท็จจริง ปัญหาหรือสิ่งที่คณะทำงานทำขึ้นมา ทั้งหมดทั้งสิ้นจะทำให้เสร็จในวันนี้ โดยมีทั้งที่อนุรักษ์และส่วนที่ไม่อนุรักษ์ คือบ้านทั่วไปที่สร้างขึ้นมาใหม่ ไม่ได้มีความยึดโยงกับอดีต ไม่ได้สะท้อนความเป็นอารยะของป้อมมาแต่เดิม ซึ่งทั้งหมดมีอยู่ในเอกสาร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากไม่สามารถลงนามได้ครบในวันนี้จะเป็นอย่างไร นายยุทธพันธุ์ กล่าวว่า ก็เอาวันไหนที่ลงนามกันได้ให้เร็วที่สุด แต่วันนี้คณะกรรมการที่จะลงนามมากันครบ

นายยุทธพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องของคนเป็นเรื่องของวิถีชีวิต ซึ่งมีความหลากหลาย แตกต่างกัน แล้วในสถานะของเดิมมันพิสูจน์ว่าไม่ใช่คนกลุ่มที่อยู่เดิม แล้วถ้าเอาเข้ามาปนกันก็จะเป็นปัญหา เลยพิจารณากันว่ากรอบคุณค่า เราไม่ได้พูดถึงคน เราพูดถึงวิถีชีวิต ว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้ไหม มีความเกี่ยวโยงกับความเป็นมาไหม

"2 เดือนที่ผ่านมาผมได้ความร่วมมือเป็นอย่างดีจากพี่น้องในชุมชนป้อม ซึ่งความสำเร็จมันคืบหน้าเป็นอย่างดีในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้เดือดร้อน หรือผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องย้ายออกเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องดูแล" นายยุทธพันธุ์กล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนของคนในชุมชนไม่ต้องย้ายออกใช่หรือไม่ นายยุทธพันธุ์กล่าวว่า ต้องถามเขาครับ แต่ส่วนของประธานชุมชนได้คุยอยู่กับตนตลอดเวลาและได้ประชุมร่วมกับคณะทำงาน วันนี้ก็มีคนที่ได้อยู่

"เอาเป็นบ้านก่อนไม่ได้พูดเรื่องคน บ้านได้อนุรักษ์ แล้วก็มีบ้านที่ไม่ได้อนุรักษ์ มันมีคนที่ได้แต่ไม่ทั้งหมด หลังจากนี้ต้องมาคุยกันอีกว่าบ้านที่ได้อนุรักษ์จะต้องอนุรักษ์แบบไหน ซึ่งเป็นหลักวิชาที่ต้องให้ครูบาอาจารย์เป็นคนวินิจฉัย ผมคงไม่มีความรู้เพียงพอตอบเรื่องนี้"  นายยุทธพันธุ์กล่าว





ที่มา : มติชนออนไลน์


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม