"ปลัดสธ." สะท้อนปัญหาระบบสุขภาพ จำเป็นต้องแก้ "กม.บัตรทอง"

updated: 19 มิ.ย. 2560 เวลา 14:36:56 น.

 

เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ 4 ภาคออกแถลงการณ์คัดค้านและแสดงออกไม่เข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์แก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ว่า ตนได้ปรึกษานพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ซึ่งท่านชื่นชมการทำประชาพิจารณ์ที่มีคนมาแสดงความคิดเห็นกัน อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.ฯ ฉบับที่ประชาพิจารณ์นี้ก็ไม่ใช่ร่างหลักที่จะใช้ เพราะจะมีการปรับปรุงจากการทำประชาพิจารณ์ และเดิมทีท่านรัฐมนตรีฯ และตนต่างไม่อยากแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อมีคำถามและอาจเกิดความไม่เข้าใจก็จำเป็นต้องออกมาย้ำว่า การแก้กฎหมายครั้งนี้เป็นในเรื่องของการปรับแก้การบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ไม่ได้ไปแตะต้องกับสิทธิประโยชน์ หรือสิทธิบริการใดๆของประชาชนเลย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีกลุ่มไม่เห็นด้วยมองว่าการแก้กฎหมายครั้งนี้เอื้อประโยชน์ต่อกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดึงอำนาจกลับคืน นพ.โสภณ กล่าวว่า ไม่เคยคิดจะยึดอำนาจใครเลย ตั้งแต่มี พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ พวกตน หน่วยบริการก็ทำงาน และเคารพ พ.ร.บ.ที่มีมา โดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)  เป็นผู้ซื้อให้บริการเพื่อประชาชน ทางกระทรวงฯ ก็มีรพ.ให้บริการแก่ประชาชน ซึ่งตนคิดว่าควรมาร่วมกันคิดร่วมกันทำงานเพื่อประชาชนมากกว่า ไม่ใช่มาแบ่งกันว่า ผู้ซื้อ ผู้ขาย

"กรณีการแก้ไขให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปเป็นรองประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) นั้น ส่วนตัวผมว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็น เพราะคณะกรรมการดูให้สมดุลกันก็เพียงพอแล้ว เพราะที่ผ่านมามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน อย่างผมก็เป็นกรรมการ ซึ่งผมมองว่า หากกรรมการหากบอร์ดคิดถึงประโยชน์ของประชาชน คิดถึงความเป็นจริงในการให้บริการ ที่จะส่งผลต่อการบริการประชาชน มีจุดยืนที่ประชาชนเป็นที่ตั้ง  ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ คือ ถ้าเราทำอะไรที่ไม่ยึดหลักพวกพ้อง ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวก็จะไม่มีปัญหา" ปลัดสธ.กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มไม่เห็นด้วยมองว่าการแก้กฎหมายแยกเงินเดือนบุคลากรสาธารณสุขออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ถือเป็นการดึงอำนาจกลับคืน และจะส่งผลกระทบต่อระบบในเรื่องการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ นพ.โสภณ กล่าวว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมามีการวมเงินเดือนอยู่ในงบเหมาจ่าย ก็เห็นผลชัดเจนแล้วว่า ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหาการกระจายตัวของบุคลากรเลย แต่กลับทำให้เกิดปัญหางบประมาณของหน่วยบริการไม่เพียงพอ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีประชากรน้อย อย่างสมุทรสงคราม และสิงห์บุรี เนื่องจากเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรออกจากบเหมาจ่ายรายหัวที่รพ.ได้รับ กลับมีงบเหลือไม่เพียงพอที่จะให้บริการแก่ประชาชน อย่างรพ.บางแห่งติดหนี้ จนไม่สามารถสั่งซื้อยาเข้ามาได้ แต่หากมีการแยกเงินเดือนออกจากงบเหมาจ่ายรายหัวแล้ว จะทำให้ทุกรพ.ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัวเพื่อใช้เป็นการบริการประชาชนที่เท่ากัน เพราะไม่ต้องมีตัวแปรเงินเดือนมาเกี่ยวข้อง ยกเว้นบางรพ.ที่อาจได้รับเพิ่ม เพราะเป็นพื้นที่พิเศษ เนื่องจากอยู่ห่างไกล อยู่บนเกาะ เป็นต้น

"เรื่องแยกเงินเดือนมีการศึกษามาก่อนว่า จำเป็นต้องแยกออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็บอกว่าจำเป็นต้องเอาเงินเดือนแยกออกมา เพราะหากทำแล้วระบบจะอยู่ได้ และจะส่งผลดีต่อการบริการประชาชน ซึ่งเรื่องพวกนี้มีข้อมูลการันตี และรพ.ในพื้นที่ก็ประสบปัญหาจริงๆ สุดท้ายก็จะส่งผลต่อประชาชน อย่างรพ.อินทร์บุรี รพ.สิงห์บุรี ในจ.สิงห์บุรี และรพ.สมุทรสงคราม" นพ.โสภณ กล่าว

เมื่อถามว่าถูกมองว่าเป็นการแก้กฎหมายที่นอกเหนือจากมาตรา 44 คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ให้แก้ปัญหาการบริหารจัดการ นพ.โสภณ กล่าวว่า  การแก้กฎหมายครั้งนี้ เป็นไปตามคำสั่ง คสช.ที่ต้องการปลดล็อกให้การบริหารจัดการทำงานได้ อย่างการจัดซื้อยารวมของ สปสช. เดิมทีคณะกรรมการติดตาม และตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ทักท้วงว่า สปสช.ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการทำตรงนี้ ซึ่งตนถามว่าการซื้อยาร่วมทำไมต้อง 1.ให้ สปสช.ซื้อ หรือ 2.ให้กระทรวงฯซื้อ แต่ทำไมไม่เลือกทางเลือกที่ 3. คือ ให้ทั้ง สปสช.และกระทรวงฯร่วมกันซื้อเพื่อประโยชน์ของประชาชน ทำไมเราทำงานร่วมกันไม่ได้ ทั้งที่ตอนนี้เป็นยุคปฎิรูป ยุคปรองดอง

"สำหรับการแก้กฎหมายบัตรทองนั้น ขณะนี้ นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ในฐานะโฆษกคณะกรรมการพิจารณายกร่าง พ.ร.บ. กำลังประสานสถาบันพระปกเกล้า มาประเมินผลกระทบจากการแก้พ.ร.บ.ฯด้วย ล่าสุดทางกระทรวงฯร่วมด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ระหว่างร่างรายละเอียดในการจัดตั้ง คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอขึ้น ซึ่งจะเป็นการบูรณาการงบประมาณด้านคุณภาพชีวิตทั้งหมด ทั้งงบส่วนของสธ. งบท้องถิ่น งบกองทุนสุขภาพตำบล  งบหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ทำงานโดยไม่ซ้ำซ้อน เช่นเรื่องการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ หากมีงบของหน่วยงานอื่นเข้าไปแล้ว ทางสธ.ก็ไม่ต้องส่งไปต่อ เพื่อให้ไม่ซ้ำซ้อนและนำงบไปใช้อย่างอื่นได้อีก โดยขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำร่างรายละเอียด ซึ่งล่าสุดรัฐมนตรีฯ ได้นำเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้ โดยจะตั้งเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับอำเภอ ทั้งหมดก็เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ" ปลัดสธ.กล่าว





ที่มา : มติชนออนไลน์
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม