วินด์ฟาร์มถึงสัมปทานน้ำมัน การใช้ที่ ส.ป.ก.ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเกษตรกร

updated: 19 มิ.ย. 2560 เวลา 09:10:14 น.

 

เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองว่ารัฐบาลจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ในกรณีผู้รับสัมปทานปิโตรเลียม รวม 7 บริษัท ในพื้นที่ของเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ที่ดิน ส.ป.ก.ที่ต้อง "หยุดผลิต" เพราะศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมบนพื้นที่ของเขตปฎิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น ซึ่งขณะนี้ผ่านไปรวม 15 วัน ยังไม่สามารถระบุแนวทางแก้ไขได้ ในขณะที่ตัวเลขผลกระทบทั้งแง่ความเสียหายก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ความเสียหายเบื้องต้นของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุ มีผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมรวม 7 รายที่ต้องได้รับผลกระทบ คือ บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด บริษัท ทวินซ่า ลิมิเต็ด และบริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด มีปริมาณน้ำมันดิบหายไปจากระบบ 16,000 บาร์เรล/วัน ก๊าซธรรมชาติ 110 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และก๊าซธรรมชาติเหลว 100 บาร์เรล/วัน รวมมูลค่า 47 ล้านบาท/วัน

นอกจากนี้รัฐยังสูญเสียรายได้จากค่าภาคหลวงและภาษีเงินได้ปิโตรเลียมรวม 26 ล้านบาท/วัน รวมถึงค่าภาคหลวงที่ต้องส่งเข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีก 3.55 ล้านบาท/วัน



ลุ้นใช้มาตรา 44 แก้ปัญหา

ผลกระทบกระจายไปถึงโรงกลั่นน้ำมันที่ต้องรับน้ำมันดิบจากผู้รับสัมปทานทั้ง 7 บริษัทด้วย โดยเฉพาะน้ำมันจากแหล่งสิริกิติ์ ของบริษัท ปตท.สผ.สยามฯ เช่น โรงกลั่นน้ำมันของบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และโรงกลั่นบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) บรรดาโรงกลั่นจะต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นหรือนำน้ำมันในส่วนของ "สต๊อก" มาใช้ก่อนเป็นการชั่วคราว ทำให้ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นและแน่นอนว่าส่งผลต่อราคาน้ำมันภายในประเทศด้วย นอกจากนี้ยังกระทบไปจนถึงธุรกิจการขนส่งทั้งทางรถและรถไฟที่ต้องชะงักไปด้วย

พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้นำประเด็นความเสียหาย รายงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทันที พร้อมทั้งนำเสนอวิธีแก้ปัญหาคือ การแก้ไขกฎหมายโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ส.ป.ก.หรือการใช้มาตรา 44 แต่เมื่อโจทย์ของการแก้ปัญหาคือ "ต้องเยียวยาเร่งด่วน"

ดังนั้นการใช้มาตรา 44 น่าจะแก้ปัญหาได้รวดเร็วที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนายสมปอง อินทร์ทอง เลขาธิการ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งคาด 19 มิ.ย. นี้จะได้ข้อสรุปแน่นอน

จี้รัฐบูรณาการกฎหมาย

จากปัญหาดังกล่าว ได้กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของภาคเอกชนว่า ภาครัฐควร "บูรณาการ" กฎหมายใหม่โดยเฉพาะกฎหมายที่คาบเกี่ยวหลายกระทรวง ซึ่งถ้ามองย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ปัญหาการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.เคยเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันนี้กับโรงไฟฟ้าพลังงานลม โดยศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม ของบริษัท เทพสถิตย์ วินด์ฟาร์ม จำกัด ในจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ไม่ได้รับประโยชน์โดยตรง ตามที่ระบุไว้วัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่ ส.ป.ก. โดยเมื่อ ส.ป.ก.ตรวจสอบเบื้องต้นขณะนั้นพบว่ายังมีอีก 17 โครงการ รวม 1,571 เมกะวัตต์ ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.หลังจากนั้นหน่วยงานเกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า โครงการไม่มีปัญหา จึงพิจารณาให้ดำเนินการต่อไป แต่ในส่วนของ ส.ป.ก.ได้เตรียมร่างระเบียบการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.ใหม่ โดยเฉพาะรายละเอียดการชดเชยให้กับเกษตรกร

หวั่นปัญหาลามถึงเหมืองแร่

เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจอื่น ๆ ที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ ส.ป.ก.นายสมปอง เลขาธิการ ส.ป.ก.ระบุว่า เตรียมแก้ไขปัญหาระยะยาว ในการใช้แหล่งทรัพยากร 3 ประเภทคือ 1)เหมืองแร่ 2) ปิโตรเลียม และ 3) พลังงานทดแทน ซึ่งขณะนี้เริ่มตรวจสอบในส่วนของกิจการเหมืองแร่ที่อยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก.ว่าเป็นอย่างไร ตามข้อมูลเบื้องต้นมีเหมืองแร่กว่า 10 บริษัทที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. นอกจากนี้อาจต้องตรวจสอบไปจนถึงทางหลวงพิเศษ, ทางรถไฟ เสาไฟฟ้าแรงสูง, ท่อน้ำมัน และท่อก๊าซด้วย ทั้งนี้สำหรับเป้าหมายหลักของ ส.ป.ก.ต้องการแก้ไขหรือเพิ่มกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม