ปฏิบัติการ "สี จิ้นผิง" ไล่บี้ "มหาเศรษฐีจีน" นอกรีต

updated: 17 มิ.ย. 2560 เวลา 21:30:41 น.

 

"อันปัง อินชัวรันซ์ กรุ๊ป" ยักษ์ด้านการลงทุนข้ามชาติอันดับ 3 ของจีน กำลังเผชิญปัญหาครั้งใหญ่ หลังจากเมื่อต้นสัปดาห์ทางบริษัทออกมาประกาศว่า ประธานบริษัทอย่าง "อู๋ เสี่ยวหุย" จะไม่สามารถดำรงตำแหน่งนี้ได้อีกต่อไป เนื่องด้วยเหตุผลส่วนตัว ขณะที่นิตยสารชื่อดังด้านการเงินและธุรกิจอย่างไช่จิง รายงานว่า "ถูกทางการจีนนำตัวไปสอบปากคำ"

นอกจากนี้ล่าสุด แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ทางการจีนได้มีคำสั่งให้บรรดาสถาบันการเงินหยุดการจัดจำหน่ายประกันภัยจากอันปังฯ ซึ่งตอนนี้มีอย่างน้อย 6 ธนาคารใหญ่ได้หยุดขายประกันภัยดังกล่าวในสาขาของตนเองเรียบร้อยแล้ว

นี่เป็นอีกครั้งที่ยืนยันว่า ในจีนแผ่นดินใหญ่ ภายใต้การปกครองของประธานาธิบดี "สี จิ้นผิง" ผู้ได้ชื่อว่าเกรียงไกรเป็นรองเพียงแค่ "เหมา เจ๋อตุง" ไม่ว่าคุณรวยหรือมีอำนาจล้นฟ้า แต่หากเกี่ยวพันกับปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นต่าง ๆ จะไม่สามารถขจัดปัญหาที่ซุกไว้ใต้พรมให้พ้น ๆ ไปได้ โดยมหาเศรษฐีที่มีบทบาทสำคัญทางธุรกิจหลายคนต้องเผชิญความท้าทายกับอำนาจการตรวจสอบของทางการจีน

โดยนับตั้งแต่ "สี จิ้นผิง" ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำเมื่อปี 2012 มีมหาเศรษฐี ตลอดจนเจ้าหน้าที่ระดับสูงในพรรคคอมมิวนิสต์จำนวนมาก ถูกนำขึ้นสอบสวนต่อข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่น อาชญากรรมทางการเงิน ตลอดจนการกระทำต่าง ๆ

"สำหรับคนที่แข็งแกร่งอย่างสี จิ้นผิง ใครที่มีอำนาจที่สามารถจะแปรเป็นทางเลือกอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือการเงิน ถือเป็นผู้ต้องสงสัยทั้งหมด" Arthur Kroeber กรรมการผู้จัดการแห่ง Gavekal Dragonomics กล่าว

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานสาเหตุสำคัญหนึ่งของการปราบปรามที่เกิดขึ้นในสังคมจีนทุกวันนี้ คือเรื่องของเศรษฐกิจ เพราะจีนในฐานะประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลกต้องการที่จะเติบโตอย่างแข็งแรง เพื่อเป็นอันดับหนึ่งของโลก ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เต็มใจมากขึ้นที่จะเมินเฉยต่อสินบน การปล่อยกู้ที่มีความเสี่ยง และการทำธุรกรรมการเงินอย่างไม่โปร่งใส

หลังจากตัวเลขหนี้ของประเทศจีนทะยานขึ้นสูงในช่วงวิกฤตการเงินโลก และปัจจุบันจีนมีหนี้สินรวม 264% ของจีดีพีประเทศ ทางการจีนหันมาโฟกัสการลดความเสี่ยงทางการเงินที่จะชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจจีน และสี จิ้นผิงได้ดำเนินการกวาดล้างการทุจริตอันเป็นการบ่อนทำลายสำคัญในการปกครอง และเพื่อยืนยันในอำนาจของเขา และพรรคคอมมิวนิสต์ควบคู่ไปด้วย

และก่อนหน้านี้มีมหาเศรษฐีหลายคนที่ขัดแข้งขัดขารัฐบาลก็ต้องหายหน้าหายตาไป เช่นนักการเงินรายใหญ่อย่าง "เสี่ยว เจี้ยนหัว" เจ้าของบริษัททูมอร์โรว์ โฮลดิ้ง ซึ่งมีรายงานว่าเขาถูกเจ้าหน้าที่นำตัวจากฮ่องกงโฮเต็ลเมื่อต้นปี และถูกนำตัวกลับมาสอบสวนที่ประเทศจีน

ขณะที่ "กั่ว กวงฉาง" ประธานบริษัท Fosun International อีกหนึ่งยักษ์ด้านการลงทุนในต่างแดน ที่ถูกนำตัวไปสอบสวนเมื่อปี 2015 ซึ่งได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง แต่หุ้นของบริษัทได้รับผลกระทบครั้งใหญ่จากการถูกควบคุมตัว

เช่นเดียวกับมหาเศรษฐี "ไมลส์ กัว" ที่ขณะนี้ลูกน้องระดับสูงในบริษัทถูกสอบสวนในข้อหาทุจริตการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ หลังจากเมื่อเดือนเมษายน กัวถูกทางการจีนยื่นคำร้องต่อตำรวจสากลให้ดำเนินการจับกุมเขา ภายหลังจากที่กัวหลบหนีออกจากจีนนับตั้งแต่ปี 2014 เนื่องจากความบาดหมางกับผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ

จากการสำรวจของบริษัทนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ Savills Studley ในปี 2015 พบว่า มหาเศรษฐีชาวจีนหลายคนพยายามหาช่องทางในต่างแดน โดยราว 80% ได้ยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท EB-5 ซึ่งจะมอบกรีนการ์ดให้แก่ชาวต่างชาติที่ร่ำรวย แลกเปลี่ยนกับการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา

"บรรดาเศรษฐีต้องการเครื่องรับประกันจากพาสปอร์ตใหม่ในการที่จะเดินทางออกนอกประเทศได้ เพราะว่าใคร ๆ ก็สามารถกลายเป็นอาชญากรข้ามคืนได้" หู ซิงโตว ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีปักกิ่งกล่าว

โดยช่วงปี 2013-2016 ที่สี จิ้นผิง ขึ้นดำรงตำแหน่ง ได้มีการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐไปราว 1,165,000 คน ในจำนวนกว่าล้านคนนี้แบ่งเป็นรัฐบาลท้องถิ่น 64% สถาบันการเงิน 4% รัฐวิสาหกิจ 11% และรัฐบาลกลาง 21%
 
 
Desktop View