หมัดเด็ดอีคอมเมิร์ซ ! กลยุทธ์กระจายตัวทุกแพลตฟอร์มโซเชียล หนุนสอนเกษตรกรขายออนไลน์

updated: 17 มิ.ย. 2560 เวลา 08:00:14 น.

 

กูรูด้านธุรกิจดิจิทัล ร่วมเเลกเปลี่ยนทัศนะ เสวนาหัวข้อ “ผ่าเทรนด์ผู้ประกอบการไทยโตไวด้วยดิจิทัล 4.0” ที่ห้อง Meeting room 1-2 ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วานนี้ (16 มิ.ย.) โดยมี ภาวุธ พงศ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการบริษัท ตลาดดอทคอม, พงษ์ศักดิ์ ตันวิสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส, ดร.โสภณ  ผลประพฤติ หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย มทร.อีสาน และสมศักดิ์ สุคำภา ผู้เชี่ยวชาญ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) พร้อมทั้งเฟื่องลดา สรานี สงวนเรือง ในฐานะผู้ดำเนินรายการ

อีคอมเมิร์ซไทยต้องปรับตัว หวั่นต่างชาติเข้าคุมเบ็ดเสร็จ

เริ่มด้วย "ภาวุธ พงศ์วิทยภานุ" กล่าวถึง กระแสความตื่นตัวต่ออีคอมเมิร์ซในประเทศไทยว่า เป็นผลพวงมาจากแรงดันจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ส่งผลให้ขณะนี้สถานการณ์อีคอมเมิร์ซไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีระบบเศรษฐกิจในภาพรวมที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลมีเดียที่มีการโตอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ แต่เราก็ยังคงต้องปรับปรุงและพัฒนา มิเช่นนั้นจะถูกต่างชาติครอบครองตลาดทั้งหมด

“อีคอมเมิร์ซไทยโตขึ้นมาก เพราะมีกลุ่มลูกค้าเป็นเด็กรุ่นใหม่มากขึ้น รวมทั้งกลุ่มใหม่อย่างผู้สูงวัย ทำให้การแข่งขันสูงขึ้นเช่นกัน ต้องยอมรับว่าเราบูมได้เพราะต่างชาติเข้ามาพร้อมเม็ดเงินมหาศาล เช่น จีน เกาหลีใต้ ตอนนี้เหมือนกับว่าเรายืนอยู่ข้างสนามแล้วมองเขาเล่นอยู่ ดังนั้นเราปรับปรุงอยู่ไม่ให้ต่างชาติเข้ามายึดตลาดอีคอมเมิร์ซเบ็ดเสร็จ”

ผู้บริหารตลาดดอทคอม ยังแนะนำอีกว่า การเข้าไปแทรกซึมในทุกๆ ช่องทางที่จะส่งสารไปสู่ผู้บริโภคคือหนึ่งในกลยุทธ์ที่จำเป็น ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ อาทิ เฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาเเกรม เป็นต้น

“ปัจจัยอยู่ที่ทุกคนช่วยกัน เราลดช่องว่างสังคมให้แคบลงด้วยการนำสินค้าโอทอปขึ้นตลาดออนไลน์ คำถามคือคุณซื้อหรือยัง ลองถามตัวเองว่าทำไม่เราไม่ลองซื้อสบู่สมุนไพรของชุมชน ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือต้องช่วยกัน ” ภาวุธทิ้งท้าย

กระจายทุกแพลตฟอร์ม ดีกว่าทวนกระแส เกษตรกรต้องมีที่ยืนในตลาดออนไลน์

ด้าน "พงษ์ศักดิ์ ตันวิสุทธิ์" มีความเห็นในเรื่องการไหลไปกับกระแสธุรกิจออนไลน์ว่า การสินค้าที่เข้าถึงลูกค้าด้วยแพลตฟอร์มหลากหลายส่งผลดีกว่าการทวนกระแส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาคส่วนรัฐบาลและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ ทำให้การทำอีคอมเมิร์ซในวันนี้มีข้อดีมากมายต่อผู้ประกอบการรายย่อยโดยเฉพาะเกษตรกร

“แต่ก่อนการค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ตในยุคแรกมีข้อจำกัดเยอะขณะนั้นยังใช้สื่อสารมวลชนแบบเก่าซึ่งใช้เงินสูงอย่างทีวีแต่ตอนนี้เปลี่ยนไปเพราะทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ฉะนั้นอย่าไปฝืนกระแส การฝืนกระแสอาจรอดแต่ไม่ใช่กับทุกคน เรามีทั้งรัฐบาลสนับสนุนความรู้ มีเม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุน”


โดยเขาได้ยกตัวอย่างเรื่องอีคอมเมิร์ซด้านผลผลิตการเกษตรว่า “มาวันนี้เราช่วยเหลือเกษตรกรให้มีที่ยืนในตลอดออนไลน์ได้ ซึ่งดีกว่าการขายสินค้าผ่านร้านสะดวกซื้อหรือร้านโชห่วย เพราะถ้าขายผ่านออนไลน์ คุณมีสต็อกจำนวนหนึ่งก็พอ ทั้งยังมีความปลอดภัยเรื่องการโอนเงิน ไม่ต้องกลัวเรื่องต่างชาติ เพราะว่าของพื้นบ้านมีแต่เราที่ทำได้” พงษ์ศักดิ์กล่าว

เเนะรัฐให้ความรู้ผู้ประกอบการ-เกษตรกร ขายของยุคดิจิทัล


ขณะที่ "ดร.โสภณ  ผลประพฤติ" ผู้เชี่ยวชาญจาก DEPA มองว่า ประเทศไทยจะแข็งแรงได้ต้องใช้เศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก่อนอื่นควรเริ่มพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นฐานของประเทศก่อน เช่น  SMEs โดยรัฐบาลมีบทบาทในการช่วยเหลือพัฒนาด้านองค์ความรู้เป็นหลัก คือ โครงการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล

“เราต้องให้ความรู้ด้านการประกอบธุรกิจเช่นการสอนทำบัญชี การสอนการประเมินค่าสินค้า การสอนให้เล่าเรื่องสินค้า เช่น ผ้าทอมือย้อมครามมีที่มาที่ไปอย่างไร จากนั้นจึงสอนให้หลอมรวมวิถีชีวิตชุมชนเข้ากับสินค้า เราให้อาสาสมัครของดีป้าลงพื้นที่สอนตามชุมชน ช่วยให้เป็นผู้ประกอบการชุมชนพัฒนาธุรกิจตนเองได้”


 
 
Desktop View