ทำอย่างไร เมื่อไทยกำลังโต ในสินค้าที่กำลังจะตาย

updated: 16 มิ.ย. 2560 เวลา 18:30:43 น.

 

ศศิพงศ์ สุมา นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย


การส่งออกเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยแต่ที่น่าสนใจคือ เครื่องยนต์หลักเครื่องนี้กลับทำงานช้าลงในปัจจุบันเนื่องจากสินค้าส่งออกหลายอย่างของไทยเป็นสินค้าตกรุ่น สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ไทยกำลังโตในสินค้าที่กำลังจะตาย” เพราะไทยยังขาดการพัฒนาสินค้า และมีมูลค่าต่ำ

 

ในระยะนี้และต่อจากนี้ เราจึงจะได้ยินคำว่า“ยุทธศาสตร์ชาติการค้า” มากยิ่งขึ้น จากความตั้งใจขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าวโดยสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานหลักที่ร่วมกับทีดีอาร์ ปักธง ดันไทยเป็นชาติการค้า (TradingNation) ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนอย่างสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออกฯ) สภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ หาแนวทางแก้ปัญหาภาคการส่งออกอย่างตรงจุดเพื่อยกระดับการส่งออกของไทยและเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่การเป็นชาติการค้าที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

 

การเดินหน้ายุทธศาสตร์นี้จะช่วยนำไทยแก้วิกฤตส่งออกอย่างมีทิศทาง เพราะ การเป็นชาติแห่งการค้าจะต้องเข้มแข็งในเรื่องการส่งออกแต่หากดูตัวอย่างจากหลายประเทศที่เป็นชาติการค้ามาก่อนไทยนั้น ประสบความสำเร็จในการเป็นชาติการค้าด้วยการส่งออกสินค้าที่มักมีมูลค่าเพิ่มจากการสร้างแบรนด์และนวัตกรรมสูงซึ่งต่างจากไทยที่เน้นการสร้างมูลค่าโดยเน้นที่ปริมาณ

 

เช่น เกาหลีใต้ซึ่งเป็นชาติการค้าที่มีภาคอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศเหมือนไทยโดยเฉพาะเกาหลีใต้ที่มีโครงสร้างสินค้าส่งออกคล้ายคลึงกับไทยมากถึงร้อยละ 70แต่มูลค่าการส่งออกนั้นกลับมากกว่าไทยถึง 2.5 เท่า

 

สินค้าส่งออกของเกาหลีใต้นั้นเป็นกลุ่มสินค้าที่ใช้ความรู้ความสามารถสูงและมีเพียงไม่กี่ประเทศที่สามารถผลิตได้เนื่องจากในกระบวนการผลิตมีการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ในการผลิตมีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงถึงร้อยละ4.15 ต่อ GDP โดยเป็นสัดส่วนจากภาคเอกชนถึงร้อยละ 80ในขณะที่ไทยมีการลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) อยู่ในระดับต่ำที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 0.48 ของ GDP


เกาหลีใต้ยังมีการสร้างแบรนด์ที่เข้มแข็งเห็นได้จากการที่เกาหลีใต้นั้นมีแบรนด์เป็นที่รู้จักหลายแบรนด์ในระดับโลก เช่น Samsung,LG Hyundai และ KIA เป็นต้นการสร้างแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จจะทำให้สินค้าเป็นที่รู้จักสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า สร้างความภักดีแก่ลูกค้าและทำให้สามารถตั้งราคาสินค้าแบบพรีเมี่ยมได้ซึ่งแตกต่างจากไทยที่ส่วนใหญ่ยังคงทำหน้าที่รับจ้างผลิตหรือประกอบชิ้นส่วนอยู่เป็นหลักโดยไม่มีการสร้างแบรนด์ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มต่ำ

 

ดังนั้นทิศทางสินค้าไทยที่ควรมุ่งเน้นเพื่อพลิกวิกฤตส่งออกคือปรับโครงสร้างสินค้าส่งออกโดยการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการสร้างแบรนด์และนวัตกรรมแทนการผลิตที่เน้นปริมาณแบบเดิมโดยก่อนการสร้างแบรนด์ผู้ประกอบการจะต้องเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมในการออกแบบสินค้าเป็นของตัวเอง

 

วิธีการเรียนรู้นั้นสามารถแบ่งได้เป็น2 แนวทาง คือหนึ่งการเรียนรู้จากภายนอก ในกรณีของนวัตกรรมที่ต้องการความรู้ชัดแจ้ง (ExplicitKnowledge) คือ เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้โดยผ่านวิธีต่าง ๆ ส่วนใหญ่มักจะเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความซับซ้อนต่ำ เช่นสินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น อาจเรียนรู้ได้จากการขออนุญาตการใช้สิทธิในการผลิต(licensing) จากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ หรือการร่วมลงทุนเป็นต้น ตัวอย่างประเทศที่ยึดหลักการเรียนรู้นี้คือ  สิงคโปร์ที่มีนโยบายเปิดให้ต่างชาติมาลงทุนโดยตรงเป็นหลักจึงได้อาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรมจากต่างชาติที่ประสบผลสำเร็จมาแล้ว แตกต่างจากประเทศเกาหลี ไต้หวันที่เน้นสร้างนวัตกรรมด้วยตัวเอง

 

สองการเรียนรู้ด้วยตนเองในกรณีของนวัตกรรมที่ต้องการความรู้พื้นฐานที่กว้างขวางมาก่อนซึ่งไม่สามารถถ่ายทอดได้โดยง่ายเพราะเป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติญาณ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีความซับซ้อนเช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้ายานยนต์ เป็นต้นผู้ประกอบการควรมีการสร้างและสะสมความรู้ (tacit knowledge)และนำความรู้นั้นมาประยุกต์ใช้จากการลองผิดลองถูก หรือการวิจัยและพัฒนา (In-house R&D)


ซึ่งแน่นอนว่าในการลงทุนสร้างนวัตกรรมส่วนใหญ่ผู้ประกอบการรายใหญ่มักจะไม่ค่อยมีปัญหาเพราะมีฐานะทางการเงินมากกว่าผู้ประกอบกลางและขนาดย่อม(SMEs) ดังนั้น นอกจากการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงินแล้วภาครัฐควรจะมีการส่งเสริมในส่วนของการบ่มเพราะธุรกิจ (Business incubation) ด้วย โดยเฉพาะการมีศูนย์บ่มเพาะธุรกิจแบบเสมือนจริงเพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการผลิตหรือคิดค้นสินค้านั้น ๆ ของผู้ประกอบการ (SMEs)

 

นอกจากนี้การส่งเสริมหรือสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเพราะอาจจะมีการส่งเสริมภาคธุรกิจหรือผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ผู้ที่มีศักยภาพมากที่สุด(nonperformers) ไปเรื่อย ๆซึ่งเป็นสาเหตุความล้มเหลวของการส่งเสริมอุตสาหกรรมทารกดังเช่นที่ผ่านมา ดังนั้นจึงควรมีมาตรการคัดกรองออกไปควบคู่ด้วยดังเช่นเกาหลีใต้ที่มีการสนับสนุนกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ Chaebol โดยมีเงื่อนไขว่าต้องพัฒนาตัวเองให้ไล่ตามบริษัทชั้นนำของโลกให้ได้

 

ดังนั้นหากผู้ประกอบการไทยได้มีการปรับเปลี่ยนตัวเองจากเดิมที่ทำเพียงแค่การผลิตเป็นการลงทุนในเรื่องของการใช้นวัตกรรมภาครัฐควรจะเข้ามามีบทบาทในการส่งเสริมหรือสนับสนุน เพื่อให้ผู้ประกอบการประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสินค้าส่งออกทำให้สินค้าไทยกลายเป็นที่ต้องการและมีมูลค่าเพิ่มและจะทำให้ไทยสามารถเป็นชาติการค้าที่ประสบความสำเร็จและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ในที่สุด.

 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม