"พีที"จีบปั๊มเก่าเปลี่ยนแบรนด์ รุก"กทม."-กาแฟพันธุ์ไทยเข้าตลาด

updated: 17 มิ.ย. 2560 เวลา 11:00:44 น.

 

พีทีจีสวนกระแส รุกขยายปั๊มน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล ไล่จีบปั๊มเก่าใกล้หมดสัญญาเช่าให้เปลี่ยนเป็นปั๊มพีทีจี ทำสัญญายาว 10-30 ปี ชี้ลงทุนน้อยแต่ขยายได้เร็ว นำร่องแห่งแรกบนถนนกาญจนาภิเษก ยอดขายวิ่งฉลุย 8 แสนลิตร เล็งขยายต่อที่หนองจอก มีนบุรี ฯลฯ

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ถึงแผนขยายสถานีบริการน้ำมันว่า สำหรับในปีนี้จะขยายรวม 400 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 1,436 แห่ง และคาดว่าภายในปี 2565 จะขยายเพิ่มเป็น 4,000 แห่งทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่จะให้ความสำคัญในการขยายต่อจากนี้คือ พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล หลังจากที่ก่อนหน้านี้เน้นให้ความสำคัญกับการขยายในพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก สำหรับวิธีการขยายนั้น พีทีจีจะเริ่มจากการส่งทีมลงพื้นที่เพื่อสำรวจว่ามีสถานีบริการใดบ้างที่จะหมดสัญญาเช่า ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นสถานีบริการน้ำมัน และส่วนหนึ่งเป็นสถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หลังจากนั้นจึงเข้าไปเจรจาเพื่อขอเช่าและปรับปรุงสถานีบริการเป็นแบรนด์พีทีจี ซึ่งใช้เงินลงทุนประมาณ 5 ล้านบาท/แห่ง (ยังไม่รวมการลงทุนในธุรกิจเสริม เช่น ร้านสะดวกซื้อและร้านกาแฟ) ซึ่งทำให้พีทีจีขยายได้เร็วและลงทุนน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับการสร้างสถานีบริการใหม่ ที่ต้องใช้เงินลงทุน 10-15 ล้านบาท

ทั้งนี้ สถานีบริการในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลที่ได้เริ่มดำเนินการปรับปรุงจากแบรนด์เดิมมาเป็นแบรนด์พีทีจีแล้วเช่นถนนกาญจนาภิเษกบางบอน ขนาดของพื้นที่ 2.5 ไร่ ภายหลังจากที่ปรับเปลี่ยนแบรนด์มาเป็นพีทีจีแล้ว จากเดิมที่มียอดขายอยู่ที่ 400,000 ลิตร/เดือน ตอนนี้ยอดขายเพิ่มเป็น 800,000 ลิตร/เดือน นอกจากยังมีสถานีบริการที่เตรียมปรับปรุงมาเป็นแบรนด์พีทีจีแทนคือในพื้นที่เขตหนองจอก, มีนบุรี, ลาดกระบัง, บางบัวทอง, สี่แยกคลองตัน และพระโขนง รวมถึงบนถนนวิภาวดีรังสิต

"ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีความต้องการใช้น้ำมันสูงถึง 32% ของความต้องการใช้ทั้งประเทศ เราจึงคิดว่าจะต้องเข้ามาเจาะพื้นที่ไข่แดงอย่างกรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ ให้ได้ และหากถ้าสังเกตดี ๆ จะเริ่มเห็นปั๊มน้ำมันพีทีจี สีเขียว ขยายและเปิดให้บริการในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯแล้ว ส่วนหนึ่งรู้ข้อมูลว่าแต่ละปั๊มจะหมดอายุเมื่อไหร่ เราก็เข้าไปคุยต่อเนื่องจนกระทั่งเจ้าของที่ตัดสินใจให้เราเช่า โดยที่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเงื่อนไขพิเศษอะไรเลย และสัญญาเช่าจะเน้นเช่าระยะยาวที่ 10-30 ปี"

นายพิทักษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การขยายสถานีบริการน้ำมันให้ครอบคลุมทั่วประเทศนั้น จะทำให้พีทีจีสามารถขยายธุรกิจเสริมอื่น ๆ ควบคู่กันไปได้ด้วย เช่น ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ที่คาดว่าภายในปีนี้จะมีรวม 200 แห่ง และคาดว่าจะนำธุรกิจร้านกาแฟเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ภายในปี 2563 รวมถึงร้านสะดวกซื้อ "แมกซ์ มาร์ท" ที่ปัจจุบันมีรวม 70 สาขา และภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 140 สาขาได้ และขณะนี้อยู่ในระหว่างพิจารณาความเหมาะสมในการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจค้าปลีกโดยเฉพาะซึ่งจะทำให้พีทีจีลดความเสี่ยงจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมันในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนหรือค่าการตลาด(Marketing Margin) ตกต่ำลง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา ค่าการตลาดลดลง 20 สตางค์/ลิตร ส่งผลให้ผลประกอบการมีกำไรเพียง 186 ล้านบาท จากที่ควรจะมีกำไรอยู่ที่ประมาณ 360 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ อย่างเช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ต่างใช้วิธีการขยายสถานีบริการในรูปแบบดีลเลอร์มากกว่าที่จะลงทุนเอง และที่สำคัญเน้นขยายสถานีบริการในพื้นที่ต่างจังหวัดมากกว่าในเขตกรุงเทพฯ โดยเฉพาะบนถนนสายรอง เนื่องจากราคาที่ดินค่อนข้างสูงมาก ในขณะที่พีทีจีเน้นมาขยายสถานีบริการในพื้นที่กรุงเทพฯทดแทน ตามข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ผู้ค้าน้ำมันที่มีจำนวนสถานีบริการมากที่สุดในขณะนี้คือ ปตท. รวม 1,692 แห่ง รองลงมาคือ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) รวม 1,436 แห่ง, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวม 1,075 แห่ง, บริษัท เอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รวม 540 แห่ง และบริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด รวม 506 แห่ง

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม