เดวิด เลา ชิไว ชีวิตคอนโดฯดันอาหารพร้อมทานโต 8%

updated: 17 มิ.ย. 2560 เวลา 12:00:06 น.

 

สัมภาษณ์

อุตสาหกรรมอาหารถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญที่สร้างรายได้สู่ธุรกิจในซัพพลายเชนลงสู่เกษตรกรฐานรากของประเทศ"เดวิดเลาชิไว" ประธานกลุ่มเครื่องปรุงและอาหารพร้อมรับประทาน สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป สมัยที่ 5 เปิดโอกาสให้ "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ถึงทิศทางธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานในปีนี้

Q : แนวโน้มตลาดอาหารพร้อมทาน

ขยายตัวค่อนข้างเร็ว เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคโดยเฉพาะในต่างประเทศ เป็นครอบครัวเดี่ยวทำงานนอกบ้าน ไม่มีเวลาทำอาหาร ซื้ออาหารสำเร็จรูปไปอุ่นรับประทาน ตอนนี้คนไทยเริ่มเปลี่ยนไปอยู่คอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า เพราะรถติด ไม่ทำครัว นิยมซื้ออาหารสำเร็จรูปอุ่น ทำให้ตลาดขยายตัวเร็ว คาดการณ์ว่าปีนี้จะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 8% จากปีก่อน ปัจจุบันสัดส่วนอาหารสำเร็จรูปในส่วนของสมาคม ประมาณ 2 แสนล้านบาท จากภาพรวมของอุตสาหกรรมอาหาร 1 ล้านล้านบาท โดยอาหารพร้อมทาน แยกเป็นอาหารกระป๋อง และอาหารแช่แข็ง ซึ่งมีสัดส่วนการขายมากกว่า

Q : ท่องเที่ยวดันตลาดอาหารโต

เศรษฐกิจไทยมีสัดส่วนรายได้ 55% มาจากภาคบริการ การท่องเที่ยว ปีก่อนมีเข้ามาถึง 32.5 ล้านคน ปีนี้น่าจะมากขึ้น โดยเฉพาะจีนปีนี้เข้ามาถึง 12 ล้านคน เพียงแต่การเมืองขอให้นิ่ง ทุกคนเข้ามาแล้วสบายใจ เมืองไทยมีเสน่ห์ หากนักท่องเที่ยวเข้ามา ธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้รับประโยชน์ เช่น ภัตตาคาร โรงแรม ขนส่ง รถทัวร์ เครื่องบิน ห้างสรรพสินค้า มีส่วนสำคัญช่วยให้เกิดการจ้างงาน กลุ่มอาหารพร้อมรับประทานมียอดขายดี รวมถึงอาหารพร้อมทานที่เสิร์ฟบนเครื่องบินแบบเช่าเหมาลำ ทุกไฟลต์เต็มหมด ส่วนปัจจัยเสี่ยงมีน้อย หลักพยายามใช้วัตถุดิบภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม การเมืองเราเจ็บตัวมา 10 ปีแล้ว ยังไม่รู้ว่าจะมีเลือกตั้งหรือไม่ ปัญหาเดิมจะหมดไปหรือไม่ อย่างมีเหตุระเบิดเกิดขึ้น ก่อนจัดงานแสดงสินค้าอาหาร THAIFEX 2017 แต่ไม่กระทบ หลายคนจองไว้ไม่ยกเลิก ไทยต้องแก้ปัญหาให้การเมืองนิ่ง เน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลักเหมือนสิงคโปร์

Q : การเมืองต่างประเทศกระทบส่งออก

ไม่กระทบ เศรษฐกิจดีหรือไม่ดี สินค้าอาหารขายได้ กรณีอังกฤษที่จะ Brexit หลายคนมองว่าเศรษฐกิจอาจไม่มีเสถียรภาพ แต่ผมว่าไม่จริง เพราะอังกฤษไม่ใช้เงินยูโรตั้งแต่ต้น ทุกวันนี้เงินปอนด์อังกฤษลดลง ทำให้การส่งออกดีขึ้น อสังหาริมทรัพย์ถูกลง แต่มีปัญหาว่าคนอียูที่มาอยู่อังกฤษ 3 ล้านคน อนาคตจะเป็นอย่างไร ต้องย้ายออกหรือไม่ จะมีผลอย่างไร สเปน โปรตุเกส กรีก ซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจยังย่ำแย่อยู่ และบางประเทศ เช่น ฝรั่งเศส ผลิตสินค้าเหมือนไทย ต้องระวังหากสินค้าใดขายดีส่งออกปริมาณมาก ๆ ต้องระวังจะมีการประกาศใช้มาตรการ เช่น เอดี หรือเพิ่มมาตรฐานความเข้มงวดด้านสุขอนามัย ทำให้ส่งออกไม่ได้

ดังนั้น ไทยต้องมีทีมงานขึ้นมาติดตามเรื่องนี้ เช่น กลุ่มอาหารแช่แข็ง และทูน่าประสบปัญหา IUU ปัญหาการใช้แรงงานค้ามนุษย์ ส่วนอาหารพร้อมทานแข่งขันน้อย หากเทียบกับอาหารแช่แเข็ง ส่วนใหญ่เราจะแข่งขันกันด้วยราคา และรสชาติมากกว่า สิ่งเดียวที่สำคัญคือต้องรักษามาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Food Safty) ให้ดีขึ้น และต้องพัฒนาใช้เครื่องจักรแทนคนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพราะต่อไปไม่มีค่าแรงถูกอีกแล้ว แพงกว่าเวียดนาม กัมพูชา ลาว เมียนมา และอินโดนีเซีย ฉะนั้นต้องเอาเครื่องจักรมาแทน ตอนนี้ผู้ประกอบการอาหารทุกคนกำลังปรับตัว ถ้าไม่ปรับจะมีปัญหา เช่น อุตสาหกรรมอาหารทะเล มีการจ้างแรงงานต่างด้าวมากกว่า 4-5 แสนคน รวม ๆ ทุกอุตสาหกรรมน่าจะมีแรงงานต่างด้าวในไทยไม่ต่ำกว่า 5-6 ล้านคน คนไทยไม่ทำงานลำบาก

Q : ทรัมป์อาจใช้มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี (NTMs)

คงไม่หรอก เพราะเท่าที่ติดตาม ทรัมป์ยังไม่สามารถทำอะไรได้ตามที่สัญญาไว้ตอนเลือกตั้ง หลายสิ่งที่พูดเพื่อหาเสียง แต่ทางปฏิบัติต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน รวมถึงเรื่องการใช้มาตรการกับประเทศที่ทำให้ขาดดุลการค้าด้วย เพราะถ้าอเมริกาขึ้นภาษีสูงขึ้น คนที่เจ็บคือประชาชนสหรัฐ ต้องแบกรับราคาแพงขึ้น แล้วภายในอเมริกาผลิตได้เองหรือไม่ ตอนนี้ค่าแรงงานขั้นต่ำ 8.50 เหรียญสหรัฐต่อ ชม. เปรียบเทียบกันเขาจ้าง 3 วัน เท่ากับเราจ้าง 1 เดือน อย่าไปคิดว่าจะดึงโรงงานกลับไปตั้งฐานผลิตในอเมริกา ถึงอย่างไรก็จำเป็นต้องใช้สินค้านำเข้า มีบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในจีนหลายบริษัทน่าจะอยากจับมือแน่นกับจีน เพราะผลประโยชน์ที่มีต่อกันมากกว่า

Q : นโยบาย One Belt One Road

ไม่ใช่ของใหม่ สมัยก่อนเรียกเส้นทางสายไหม เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานของจีน สมมุติทะเลทางญี่ปุ่นกับไต้หวันถูกปิด พลังงานของจีนจะเข้าไม่ได้ นี่จึงเป็นประตูหลังของจีน จีนจึงอยากช่วยประเทศอื่นทำรถไฟความเร็วสูง รวมถึงไทย โดยเฉพาะเส้นจังหวัดหนองคาย-มาบตาพุด จีนทำเส้นทางต่อเชื่อมจากเวียดนามมาลาวทะลุหนองคายไปมาบตาพุด ถ้าต่อไปไทยมีกรุงเทพฯ-มาเลเซีย-สิงคโปร์ และแม่สอด-มัณฑะเลย์-อินเดีย-ตุรกี เหมือนกับจีนมีรถไฟ 14 วันไปอังกฤษ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเครื่องยนต์ที่ไม่ใช้พลังงานอื่นแทนน้ำมันเริ่มมี ในแง่ภาพรวมเศรษฐกิจผู้ประกอบการสามารถส่งสินค้าจากมาบตาพุดไปจีน ผ่านรถไฟความเร็วสูง จะทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ถูกลง ที่ผ่านมา 4-5 ปี จีนสร้างรถไฟความเร็วสูงเยอะมาก ทำให้เกิดความเจริญในพื้นที่

Q : กลยุทธ์ที่จะรักษาการส่งออก

ในอนาคตไทยจะคล้ายจีน ตอนนี้ค่าแรงงานในจีนไม่ถูกเฉลี่ย 500 บาทต่อคน ต่อไปไม่ใช่ Made in China แต่จะเป็น Made for China เพราะนักลงทุนจีนขยายการลงทุนออกมายังกลุ่มอาเซียน อินโดจีน แล้วผลิตสินค้าส่งกลับไปตลาดจีน ในอนาคตนักลงทุนไทยอาจต้องย้ายโรงงาน เพราะปัญหาเรื่องงาน และขาดแคลนวัตถุดิบ เช่น อาหารทะเล อย่างทูน่า 100% นำเข้าหมด ไทยแค่ปรุงรสและทำแพ็กเกจเท่านั้น

ดังนั้น ไทยต้องขายสินค้าที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่อาหารที่ไทยอยากผลิต การเปลี่ยนวิถีการกินเป็นสิ่งที่ลำบาก เราอย่าไปขายสิ่งที่ตัวเองมี เช่น ให้คนญี่ปุ่นกินแกงทุกวันทำได้หรือ เหมือนกับถ้าหากให้เรากินอาหารอินเดีย 7 วัน เรากินได้ไหม ฉะนั้น เราต้องนำวัตถุดิบทีเรามีอยู่ไปผลิตอาหารที่ต่างชาติต้องการ เช่น ทำซอสสปาเกตตีไปขายอาศัยจุดแข็งที่มีต้นทุนวัตถุดิบถูกกว่า แต่คุณภาพเหมือนกัน หากทำอย่างนี้ เกษตรกรไทยอยู่ได้ ไม่ใช่กดราคาจนเกษตรกรหายหมด ส่วนรัฐก็ต้องประสานกับสมาคมในการกำทิศทางการทำงานด้วย

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม