เลาะตะเข็บ 19 ปี กกต. จาก...รุ่งเรือง สู่...วิกฤตศรัทธา ก่อน "เซตซีโร่"

updated: 14 มิ.ย. 2560 เวลา 21:30:59 น.

 

9 มิถุนายน เป็นวันครบรอบ 19 ปี แห่งการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

เป็นช่วงเวลาเดียวกับ กกต.ชุดปัจจุบันกำลังเผชิญวิบากกรรมจากปม "เซตซีโร่" กกต.

ภายหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ประชุมได้มีมติเสียงข้างมาก 161 ต่อ 15 คะแนนเห็นด้วยกับมาตรา 70 ของที่ให้ กกต.ชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง แต่ให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ พร้อมเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประกาศใช้เป็นกฎหมาย

ทั้งนี้ กระบวนการ "เซตซีโร่" จะเริ่มทันที โดย กกต.ใหม่เข้าประจำการคือเดือน "พฤศจิกายน" หากไม่มีอุบัติเหตุแทรกซ้อน

และจะเป็น กกต.ชุดใหม่ 7 คน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จะรับผิดชอบจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป

นายศุภชัย สมเจริญ
ประธาน กกต. บอกความรู้สึกเมื่อถูกผลักให้อยู่ในสภาพหลังพิงฝาว่า "กกต.ไม่รู้สึกกังวล เพราะถือว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมาย จะปฏิบัติในระหว่างดำรงตำแหน่งอย่างดีที่สุด ให้ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ แต่เมื่อร่างกฎหมายผ่านวาระ 3 แล้ว ก็จะดูเนื้อหาและเจตนารมณ์ ว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากพบว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญจะปรึกษาทีมกฎหมายว่าสมควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหรือไม่"

แต่ก่อนที่จะ"เซตซีโร่" กกต.นั้น บนถนนประชาธิปไตยไทย มี "กกต." มาแล้วทั้งหมด 4 ชุด

ชุดหนึ่งมี "กรรมการ" จำนวน 5 คน ซึ่งเรียกกันมาแต่ดั้งแต่เดิมว่า "5 เสือ กกต."

ทว่า ตลอด 19 ปี ของ กกต.ผ่านจุดรุ่งเรืองที่สุด จนถึง ตกต่ำที่สุด และต้องเข้าสู่การฟื้นฟูภาพลักษณ์กันขนานใหญ่

กกต.ยุครุ่งเรืองที่สุด

ชุดรุ่งเรืองที่สุดอาจกล่าวได้ว่าเป็นคือ กกต.ชุดที่มี "ธีรศักดิ์ กรรณสูต" เป็นประธาน อยู่ในวาระ 3 ปีเศษ ตั้งแต่ปี 2540 - 2544 จัดการเลือกตั้ง ส.ส. 1 ครั้ง ได้รับการยอมรับว่าเป็นธรรม เป็นกลางที่สุด เพราะในยุคนั้นมีการแจกใบเหลืองใบแดงมากที่สุดนับร้อยใบ ขณะที่การรณรงค์การเลือกตั้งโดย "โคทม อารียา" กกต.ดูแลด้านการมีส่วนร่วมคณะนั้น ได้ปลุกกระแสการเลือกตั้งให้คนหันมาสนใจ ทำให้จำนวนใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2544 มากที่สุดในยุคนั้น โดยมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่ทั้งหมด 42,759,001 คน มาใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งจริงจำนวน 29,904,940 คน คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 69.94 ถือว่ามีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุดในยุคนั้น



ยุคตกต่ำที่สุด

ชุดต่อมาเป็นชุดที่มี "พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ" เป็นประธาน อยู่ในวาระตั้งแต่ปี 2554 จนถึง 2559 จัดการเลือกตั้ง ส.ส. 1 ครั้ง

แต่กลายเป็นว่า กกต.ชุดที่สองกลายเป็นชุดที่เผชิญข้อครหามากที่สุดจากกรณีการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย โดยศาลรัฐธรรมนูญลงมติด้วยคะแนน 8 ต่อ 6 วินิจฉัยว่ากระบวนการจัดการเลือกตั้งมีการ "จัดคูหาโดยมิชอบ" ช่องลงคะแนนไม่เป็นความลับ และให้จัดการเลือกตั้งใหม่

แต่ระหว่างทางที่ยังไม่มีการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะกกต.ชุด "พล.ต.อ.วาสนา" ต้องเจอมรสุมชีวิต เพราะถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างพรรคไทยรักไทย พรรคฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากพรรคไทยรักไทยต้องแข่งขันเลือกตั้งกับพรรคเล็ก และต้องหนีคะแนน "โหวตโน" ร้อยละ 20 เพราะพรรคขนาดใหญ่และกลางต่าง "บอยคอต"

และการที่ผู้สมัครของพรรคไทยรักไทย ต้องเอาชนะคะแนน "โหวตโน" ร้อยละ 20 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในแต่ละเขตให้ได้ จึงถูกพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งจับทุจริตว่า "จ้างพรรคเล็ก" ลงสนาม เพื่อไม่ให้ผู้สมัครของไทยรักไทยต้องแข่งกับคะแนน "โหวตโน"

ประกอบกับมีการพบว่าเจ้าหน้าที่ กกต.ได้แก้ไขข้อมูลทะเบียนสมาชิกพรรคที่ขาดคุณสมบัติเรื่องการสังกัดพรรค 90 วัน ให้มีคุณสมบัติครบเพื่อลงเลือกตั้งในเขตที่พรรคไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียว เพื่อหนีเกณฑ์ร้อยละ 20 ดังกล่าว

อีกทั้งเป็นช่วงเวลาเดียวกัน "สุเทพ เทือกสุบรรณ" เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ขณะนั้น เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง กกต.3 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.วาสนา นายปริญญา นาคฉัตรีย์ กกต. และ นายวีระชัย แนวบุญเนียร

ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2541 มาตรา 24 และ 42 กรณีที่ไม่เร่งสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อร้องเรียนกล่าวหาพรรคไทยรักไทย ว่าจ้างพรรคการแผ่นดินไทย และพรรคพัฒนาชาติไทย ลงรับสมัครเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย. 2549 เรื่องนี้ต่อสู้กันมาหลายปีจนกระทั่ง 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 2 ปี

ช่วงกู้วิกฤตศรัทธา

ทำให้ กกต.ยุคที่ 3 ที่มี "อภิชาต สุขัคคานนท์" เป็นประธาน อยู่ในวาระปี 2549-2556 ครบ 7 ปี จัดการเลือกตั้งทั่วไป 2 ครั้ง ในปี 2550 และ 2554 ผ่านการทำประชามติครั้งแรกในประวัติศาสตร์อีก 1 ครั้ง แต่ต้องแบกรับภาระกอบกู้ความน่าเชื่อถือของ กกต.ให้ได้รับการยอมรับจากสังคมไทย-สังคมโลกอีกครั้งหนึ่ง

"อภิชาต" ยอมรับก่อนจะหมดวาระในปี 2556 ว่า "ศรัทธาของประชาชนสำคัญที่สุด ผมยังเคยพูดในที่ประชุม ก็เป็นห่วงว่าพวกผมออกไปแล้ว คนที่เข้ามาจะยืนหยัดเรื่องความเป็นกลาง ถูกต้อง และเที่ยงธรรมเหมือนอย่างเราไหม ชุดของเรายืนยันได้ว่าไม่มีนักการเมืองไหนมาสั่งผม คนสำคัญในประเทศ ไม่ว่าคนไหน ก็ไม่เคยมาสั่งผม ผมทำตามตรงอย่างนี้ แล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกแล้ว จึงทำให้เราอยู่มาได้จนจะครบ 7 ปี"

แต่ กกต.ชุดอภิชาต ก็ยังถูกครหาว่า 2 มาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดคือถูกกล่าวหาว่าเข้าข้างพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ "ยกคำร้อง" ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากสำนวนคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท และกรณีเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ที่นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

เนื่องจาก "อภิชาต" ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่ได้ให้ความเห็นในการยุบพรรค และยื่นคำร้องต่อศาลเกินกว่า 15 วันตามกฎเกณฑ์ ศาลจึงยกคำร้อง

"สดศรี สัตยธรรม" อดีต กกต. ย้อนความหลังถึงข้อกล่าวหา 2 มาตรฐานว่า การวินิจฉัย กกต.ก็เหมือนกับศาล การวินิจฉัยคดีต่าง ๆ มีคดีของพรรคการเมืองเข้ามาให้ กกต.วินิจฉัย บางครั้งข้อเท็จจริงในคดีต่างกัน สถานการณ์ต่างกัน พฤติการณ์แห่งคดีก็ไม่เหมือนกัน อาจมองว่า กกต.สองมาตรฐาน แต่ กกต.จะตัดสินเข้าข้างพรรคใดพรรคหนึ่งไม่ได้ เพราะต่างกรรมต่างวาระ ต่างสถานการณ์กัน ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้ 2 มาตรฐาน

ปิดตำนาน 19 ปี 5 เสือ

กระทั่ง กกต.ปัจจุบัน เป็นชุดที่ 4 ที่เข้ามารับงานต่อจาก กกต.ชุดอภิชาต ในจังหวะที่การเมืองข้างถนนกำลังสุกงอม มีม็อบ กปปส.รุกไล่รัฐบาลรักษาการยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ประกาศยุบสภาไปตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 และมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557

แต่หลังรับตำแหน่งไม่ถึงเดือน กกต.ชุดศุภชัย ก็ตั้งโต๊ะแถลงให้รัฐบาลเลื่อนเลือกตั้งออกไป โดยหยิบยกบรรยากาศทางการเมืองอธิบายว่าไม่พร้อมกับการเลือกตั้ง แม้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.เกิดขึ้น แต่ก็ถูกนำไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จนศาลวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะไม่สามารถจัดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรได้

กกต.ชุดที่ 4 มีผลงานโบแดงคือจัดการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อ 7 สิงหาคม 2559 เป็นไปอย่างเรียบร้อย

แต่ทว่า แค่นั้นก็ยังไม่เพียงพอให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป จึงถูกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ สนช.ผนึกกำลัง เขียนกฎหมาย "เซตซีโร่" กกต.ทั้ง 5 คนพ้นกระดาน

อีกไม่นานจะปิดตำนาน 5 เสือ กกต.ที่ยาวนานมากว่า 19 ปี กลายเป็น 7 เสือ กกต.ตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่มีการตัดต่อพันธุกรรมคุณสมบัติคนดีเข้าไปในดีเอ็นเอของ กกต.ยุคใหม่ 7 คน

แถมยังลดอำนาจ รื้อ กกต.จังหวัด ทิ้งไปอีกเสียด้วย เรียกว่า เซตซีโร่ทั้งอำนาจ ทั้งโครงสร้างในคราวเดียวกัน


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม