"ธงทอง" พินิจแผนปรองดอง สัญญาประชาคม...ไม่ใช่สุดยอดตอนจบ

updated: 12 มิ.ย. 2560 เวลา 11:00:00 น.

 

แสงสุดท้ายของความพยายามสร้างความปรองดองภายใต้ "ร่มใหญ่" คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง ของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาถึงช่วง "หัวเลี้ยวหัวต่อ"

"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์พิเศษ "ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ" อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปัจจุบันเป็น 1 ใน 39 ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ป.ย.ป. เพื่อคลำหา "ต้นสาย" และ "ปลายสุด" ของความปรองดองในวาระนี้

Q : วันนี้สังคมตกผลึกหรือยังว่า รากเหง้าของปัญหาความขัดแย้งคืออะไร

ผมทำงานช่วงสั้น ๆ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการกำกับทิศทางการดำเนินการจัดทำเวทีประชาเสวนา พูดจาหาทางออกประเทศไทย 108 เวที พยายามจะหาเวทีเพื่อให้คนคุยกันได้

แต่เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น คุยกันไปได้แค่หน สองหน ยังไม่ไปถึงไหน แต่อย่างน้อยได้เห็นว่าการแก้ปัญหาของเมืองไทยโดยรวม ไม่เฉพาะเหตุการณ์ใด

เหตุการณ์หนึ่ง การหารือร่วมกัน ไม่ได้นำไปสู่ข้อสรุปอะไรโดยรวดเร็ว แต่เป็นการเริ่มต้นให้คนได้พูดกัน ถ้าคนไม่พูดกัน ไม่สื่อสารกัน มันเป็นการเหลือวิสัยที่จะรู้ได้ว่าคนเขาคิดอะไร

Q : การสร้างความปรองดองในระยะเปลี่ยนผ่านควรยึดหลักอะไร

การจะปรองดองต้องฟังกันให้มากและนำความเห็นเหล่านั้นมาประมวล ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างการนำความเห็นต่าง ๆ เหล่านั้นมา วิเคราะห์ จัดกลุ่มก้อน ในแผนการทำงานของคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ชุดที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นประธานจะทำเป็นสัญญา ประชาคม

ในเรื่องสัญญาประชาคมมันเป็นเพียงแค่เอกสารประกาศความ ตั้งใจ เป็นบันไดขั้นต้นที่ต้องคิดถึงเรื่องนี้ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ แผนงาน หรือ ความตั้งใจจริง ที่จะทำให้สิ่งที่เราพูดกัน สิ่งที่อยู่ในกระดาษนั้นไปสู่การปฏิบัติ ร่างสัญญาประชาสังคมนั้น แม้ว่าเมื่อร่างขึ้นมาแล้ว อย่าเพิ่งสรุปโดยเร็ววัน การรับฟังความคิดเห็นอีกรอบหนึ่งอาจจะจำเป็น จะได้แก่นสารที่ตรงกับเรื่องราวมากขึ้น

Q : การสร้างความปรองดองในครั้งนี้เข้าใกล้ความสำเร็จที่สุดแล้วหรือยัง

ทุกคนมีความหวัง ต้องถามทุกคนในเมืองไทย ในฐานะที่เป็นประชาชนมันไม่สำคัญสุดยอดตอนจบของเรื่องอยู่ที่สัญญาประชาคม เท่านั้น มันหมายถึงการปฏิบัติที่จะต่อเนื่องไปจากตรงนั้นด้วย ทุกคนเห็นพ้องต้องกันหรือไม่ว่า ต้องทำอย่างนี้ร่วมกัน มันอาจจะใกล้ หรือจะไกลที่สุดหรือยัง ผมตอบไม่ได้ เพราะมันไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง มันไม่ได้อยู่ที่ คสช. ไม่ได้อยู่ที่พรรคการเมือง ตัวละครที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้คือประชาชนทั้งหมด เรายังไม่เห็นแผนที่เลยว่าปลายทางมันอยู่ตรงไหน

Q : ความยุติธรรมระยะเปลี่ยนผ่าน อาจารย์คิดว่าจะสามารถนำมาใช้อย่างไรได้บ้าง

กระบวนการยุติธรรมมักเป็นคำตอบมาตรฐานในเวลาที่เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือเก่า เป็นหนังสือที่คุณชายคึกฤทธิ์ ปราโมทย์ เขียนไว้ เมื่อประมาณปี 2510-2515 มีประเด็นหนึ่งที่ผ่านตาและยังติดใจอยู่

ท่านบอกว่า การที่จะทำให้ทุกอย่างเดินไปได้ปกติในบ้านเมืองของเรานั้น ประชาชนต้องมีความเชื่อมั่นในสถาบันต่าง ๆ ว่า นั้นเป็นหลักที่เขาพึ่งพิงได้

จริง ๆ ท่านไม่ได้หมายถึงเฉพาะเจาะจงสถาบันใดสถาบันหนึ่งโดยเฉพาะ และสถาบันที่ว่านั้น ต้องอยู่ที่การกระทำ หรือสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคน ไม่ใช่เป็นเพียงคำขวัญ หรือ เป็นเพียงเพลงประจำสถาบัน ไม่ใช่ความหมายในเชิงพิธีกรรมเป็นสิ่งที่เราต้องย้อนกลับมาถามตัว

เราเองว่า ถ้าการระงับความขัดแย้งในบ้านเมือง มีกลไก กฎหมาย มีกระบวนการยุติธรรม ประชาชนทั้งหลายคงมุ่งหวังให้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นกลาง สามารถเชื่อใจได้ กระบวนการยุติธรรมนั้น ผมเชื่อว่าเป็นสถาบันหลัก สถาบันหนึ่งในการสร้างความปรองดอง ให้คำตอบที่เราพอใจได้ แต่การทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่เชื่อมั่นได้ เหมือนอย่าง

ที่คุณชายคึกฤทธิ์ว่านั้น อยู่ที่คนที่เป็นตัวละครในสถาบันเหล่านั้น ถ้าย้อนถามว่า วันนี้วางใจได้หรือไม่ ก็คงแล้วแต่มุมมอง แล้วแต่เรื่องกระมัง

Q : ระดับความเข้มข้นของกระบวนการยุติธรรมที่จะสร้างความสมดุลและเกิดการยอมรับได้ทุกฝ่ายควรเป็นอย่างไร

ผมว่าความยุติธรรมมันมีระดับเดียว คือ ทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย การตัดสินก็ว่าไปตามกฎหมาย การยึดถือความถูกต้องตามกฎหมาย คือ วิถีทางของการปกครองประเทศ ทั้งในเรื่อง

หลักนิติธรรมเรื่องการใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้ากัน การไม่เลือกปฏิบัติ การตีความกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เข้ากับข้อเท็จจริงตามหลักวิชา

Q : การใช้กฎหมายเพียว ๆ จะสามารถแก้ปัญหาความขัดแย้ง ทำให้เกิดความปรองดองได้หรือไม่

ถ้าเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ศาลไม่สามารถใช้หลักรัฐศาสตร์มาตัดสินคดีได้ ศาลต้องใช้กฎหมายในการตัดสินคดี แต่การขจัดความขัดแย้งในสังคม ไม่ใช่เฉพาะปัญหาเรื่องการเมืองเท่านั้น กระบวนการขึ้นโรง ขึ้นศาล เป็นทางเลือกหนึ่งแต่ไม่ใช่ทางเลือกทั้งหมดของเรื่อง กระบวนการยุติธรรม เราพูดถึงเรื่องการใช้ดุลยพินิจในการชะลอการฟ้อง ในบางประเทศมีกฎหมายชนิดนี้ แต่ในเมืองไทยกฎหมายเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม พูดกันมาในกระบวนการยุติธรรมสักพักใหญ่ 10 กว่าปีแล้ว

ที่เราพูดกันถึงกฎหมายชะลอการฟ้อง แปลว่า การนำคดีขึ้นสู่ศาลนั้นเป็นทางเลือกที่ต้องคงมีรักษาไว้ แต่ไม่ควรเป็นคำตอบเดียว น่าจะมีประตูอีกหลาย ๆ บานที่เราควรเลือกเดินได้

Q : การสร้างความปรองดองในอดีตอะไรคือ ข้ออ่อนด้อย และครั้งนี้อะไรเป็นจุดแข็ง ของรัฐบาล-คสช.

(นิ่ง คิดนาน) ผมไม่ได้โทษคนใดคนหนึ่งนะ ผมคิดว่าตัวละครต่างยึดมั่นในความเห็นของตัวเองจนไม่ยอมที่จะผ่อนเข้าหากัน ทุกคน หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ อาจเพราะว่าเรื่องมันผูกพันเข้าไปถึงตัวเขามาก ต่างคนต่างมีมุมมองไม่ยอมลดราวาศอกให้แก่กัน ส่วนจุดแข็งของความพยายามในการสร้างความปรองดองในครั้งนี้

ผมว่าเวลาที่ผ่านมา 3 ปี จนถึงวันนี้ มันอาจจะถึงเวลาที่ทุกคนและทุกฝ่ายด้วยซ้ำไปว่า เราควรมีเวลาที่ว่างพอและนิ่งพอที่จะกลับมาดูเรื่องราวในอดีตว่า ที่ผ่านมาเป็นอย่างไรและวันข้างหน้าเราจะทำอย่างไรกับสิ่งที่ยังเป็นปัญหา ตกค้างอยู่ ยังไม่จบนะ ความสงบในปัจจุบันทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า มันยังมีเงื่อน มีปม ที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย แก้ไข ที่รอการพูดคุยกันอย่างจริงจัง หวังอย่างเดียวว่า เราจะมีเวลาคิด ทบทวน ในเรื่องที่ผ่านมาและมาช่วยกันหาคำตอบอย่างจริงจังแบบเคารพความเห็นซึ่งกัน และกัน

Q : ความขัดแย้งที่ผ่านมา สถาบันสูงสุดถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง สังคมควรกลับมาตั้งหลักอย่างไร

ผมคิดว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับคนไทย ในช่วงเวลาที่ผ่านมาทุกคนคงตระหนักดีว่า ประเด็นการเมืองและความขัดแย้งทั้งหลาย เชื่อมโยงไปถึงความมั่นคง การดำรงอยู่ของสถาบันพระมหากษัตริย์

สถาบันพระมหากษัตริย์นั้นเป็น ที่เคารพ สักการะและควรจะอยู่ในฐานะที่ปลอดจากข้อเกี่ยวข้องในการเข้าไปอยู่ใกล้ชิด หรือถูกนำไปอยู่ใกล้ชิดกับความขัดแย้งในทางการเมือง

ส่วนใครจะทำอะไร จริงหรือไม่จริง อย่างไร การกระทำของแต่ละคน แต่ละฝ่าย เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปย่อมมีวิจารณญาณที่จะมีความเห็นได้ว่า มันตรงกับเรื่องราว หลักการหรือไม่

Q : ทหารกับนักการเมืองมักถูกจับมาเป็นคู่ขัดแย้งกัน ทั้งสองฝ่ายควรมีพื้นที่ที่ควรสงวนไว้ทั้งสองฝ่ายอย่างไร

(นิ่งคิด)...ผมอาจจะตอบสั้น ๆ แต่โลกจะเข้าใจแค่ไหนก็อยู่ที่คนอ่าน ผมคิดว่าทุกคนควรทำหน้าที่ของตัวเอง ก็เท่านั้น

 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม