เปิด 3 แบรนด์ไทยต้นแบบ นำร่องกองทุน 2 หมื่นล้าน

updated: 12 มิ.ย. 2560 เวลา 08:00:00 น.

 

ความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อย (SMEs) ในต่างจังหวัดเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีตามแนวทางประชารัฐ หรือ "กองทุน 20,000ล้านบาท" เพื่อพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมหลัง 1 เดือนที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดกิจกรรม "คลินิกเอสเอ็มอีสัญจรแนวประชารัฐ" ลงพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ และล่าสุดที่ จ.เชียงใหม่ "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์ 3 บริษัทต้นแบบ "กาแฟวาวี-ที แกลเลอรี่-ศิริเรืองอำไพ" ในฐานะที่สร้างแบรนด์ไทยแท้สู่ตลาดโลก หลังได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอี



กู้ทุนหมุนเวียนดันKlintaste ขึ้นห้าง

การรุกตลาดห้างสรรพสินค้าของเอสเอ็มอี จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนไว้สำรอง เนื่องจากหลายห้างมีเงื่อนไขต้องวางสินค้าล่วงหน้าก่อนหลายเดือนถึงจ่ายเงินให้ "บริษัท ศิริเรืองอำไพ จำกัด" ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูปประเภทเครื่องเทศและสมุนไพรอบแห้ง ภายใต้แบรนด์ "Klintaste" ถือเป็นหนึ่งในเอสเอ็มอีที่มีการบริหารจัดการที่ดี มีแผนการตลาดในการบุกห้างอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน มีแผนในการสต๊อกสินค้ารองรับความผันผวนของราคาสินค้าเกษตร หากรู้ว่าราคาสินค้าเกษตรจะปรับขึ้นล่วงหน้า จะแจ้งให้ลูกค้าทราบ 1 เดือนก่อนปรับราคา จีงได้ผ่านเกณฑ์การคัดเลือก

โดยนางอำไพ ศิริอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศิริเรืองอำไพ จำกัดกล่าวว่า ได้รับอนุมัติเงินกู้จากกองทุน 3.6 ล้านบาท มีแผนจะก่อสร้างอาคารใหม่เพื่อรองรับออร์เดอร์การขยายกำลังการผลิตที่จะเพิ่มขึ้น 20% และสินค้าตัวใหม่ที่เตรียมบุกตลาดในปีนี้ รวมถึงใช้เป็นทุนหมุนเวียน คาดจะเพิ่มรายได้ให้บริษัทเป็น 180 ล้านบาท จาก 120 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากต่างประเทศ 12 ล้านบาทต่อปี นับตั้งแต่ก่อตั้งปี 2540 เห็นครอบครัวทำธุรกิจมาหลายปีรูปแบบของสินค้าและแบรนด์ไม่ทันสมัยแข่งขันยาก จึงศึกษารูปแบบการพัฒนาและความต้องการของตลาด จึงดึงจุดเด่นเรื่องของการใช้วัตถุดิบธรรมชาติ 100% ไม่มีสารแต่งกลิ่นและทำแบรนด์ใหม่ "Klintaste" (กลิ่นเทศ) 7 แบบ จะเริ่มบุกตลาดอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เป้าหมายเพื่อส่งออกไปขายจีน 20% และในประเทศยังคงยึดตลาดหลักส่งห้างสรรพสินค้าแม็คโครสัดส่วนถึง 70% ที่เหลืออีก 10% ผ่านช่องทางตัวแทนอนาคตมีแผนเข้าห้างท็อปส์ และเซเว่นอีเลฟเว่นต่อไป



"ทีแกลเลอรี่" ต่อยอดนวัตกรรมสู่เวทีโลก

การมุ่งพัฒนาสินค้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งด้านมาตรฐานและนวัตกรรม รวมถึงการวางแผนธุรกิจที่ดี ถือเป็นจุดแข็งทำให้ "บริษัท ที แกลเลอรี่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด" ผู้ผลิตและจำหน่ายชา กาแฟ สมุนไพรไทย และผลิตภัณฑ์อาหาร ภายใต้แบรนด์ "MADI" ผ่านด่านแรกของเงื่อนไขการให้เงินกู้ของ"กองทุน 20,000 ล้าน"

โดยบริษัทมีเป้าหมายเป็นทั้งผู้ปลูก ผู้ผลิต รวมถึงรับจ้างผลิต (OEM) ด้วยการเลือกใช้วิธีสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าจากชาจีนธรรมดาเป็นน้ำชาหมักที่ได้จากการวิจัยให้มีคุณสมบัติบำรุงร่างกายถือเป็นการใช้ภูมิปัญญาและอารยะเดิมต่อยอดสู่เวทีโลก

นางสาวสุวลี เกียรติ์กรัณย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที แกลเลอรี่ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อบริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้น มีแผนจะขยายกำลังการผลิตขึ้นอีก 50% จึงยื่นขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุน และได้รับอนุมัติ 3 ล้านบาท จะนำไปทำวิจัยเพื่อพัฒนาสินค้าตัวใหม่ ปรับปรุงเครื่องจักรให้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ รองรับการขยายตลาดส่งออกเพิ่มจาก 50% เป็น 80% โดยตลาดส่งออกสำคัญ เช่น ญี่ปุ่น จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย อิตาลี รวมถึงอินเดียที่อยู่ระหว่างเจรจา ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้หลังขยายแผนธุรกิจจะมีรายได้เพิ่มจาก 30 ล้านบาท เป็น 45 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากต่างประเทศ 8 ล้านบาท ขณะเดียวกัน มีเป้าหมายลดการนำเข้าให้รายใหญ่ใช้ชาที่ปลูกในไทย

"ครอบครัวดำเนินธุรกิจชาจีนตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อ แต่เจอวิกฤตการนำเข้าชาจีนจากประเทศจีน ส่งผลให้ยอดขายลดลงจนถึงขั้นใกล้ปิดกิจการ ขณะนั้นทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เปิดโครงการพัฒนาผู้ประกอบการ และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่กำลังประสบวิกฤตในปี 2552 จึงเข้าร่วมโครงการพัฒนาต่าง ๆ และตัดสินใจกลับมาฟื้นธุรกิจของครอบครัวขึ้นใหม่ โดยซื้อพื้นที่ส่วนหนึ่งในการปลูกไร่ชาเพื่อป้อนให้กับโรงงาน"



"กาแฟวาวี" กู้ซื้อเครื่องจักร-ขยายสาขา

บริษัทที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการทางด้านการเงิน และแผนธุรกิจที่ดีย่อมผ่านเงื่อนไขการพิจารณาจากกองทุนเงินกู้ต่าง ๆ ได้ไม่ยาก เฉกเช่น "บริษัท กาแฟวาวี จำกัด" ผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟครบวงจรภายใต้แบรนด์ "WAWEE" ถือเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนอยู่แล้ว ได้ยื่นแผนขอกู้เงินเพื่อลงทุนขยายธุรกิจเพิ่มจำนวน 10 ล้านบาท แต่คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุมัติให้เพียง 8 ล้านบาท โดยเห็นว่ามูลค่าการซื้อเครื่องจักรและขยายสาขาวงเงินจำนวนนี้เพียงพอ

นายไกรสิทธิ์ ฟูสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟวาวี จำกัดเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีร้านกาแฟ 22 สาขาทั่วประเทศ หลังจากได้รับเงินจากกองทุน 8 ล้านบาท เพื่อซื้อเครื่องจักร/อุปกรณ์ และขยายสาขาเพิ่มเป็น 28 แห่ง กระจายอยู่ในเชียงใหม่ 16 สาขา กรุงเทพฯ 5 สาขา และจังหวัดอื่น ๆ อีก 6 สาขา เงินทุนดังกล่าวยังเป็นตัวเสริมด้านการพัฒนาให้กาแฟวาวีเกิดมูลค่าเป็นสินค้า

ระดับพรีเมี่ยมอย่างกาแฟออร์แกนิกที่อยู่ระหว่างเตรียมแปลงทดลอง9ไร่ และทำให้บริษัทมีศักยภาพในการขยายตลาดไปประเทศญี่ปุ่น และ สปป.ลาว ขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อส่งออกเพิ่มภายในปีนี้ คาดว่าปีนี้จะมีรายได้เพิ่มจาก 67 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท จากการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ 3.5-5 ล้านบาทต่อปี

การลงทุนขยายกิจการเพิ่มเติมครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้มีการจ้างงานเพิ่มขึ้น 25 คน กระจายรายได้ สู่ไร่กาแฟ 15 ไร่ มีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 150 คน

"ธุรกิจกาแฟวารีเริ่มต้นหลังจากเรียนจบวิศวะและเปิดธุรกิจโฆษณาในระยะหนึ่ง แต่ประสบปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) จำนวนมาก จำเป็นต้องทิ้งกิจการและไปอาศัยกับครอบครัวที่ ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ซึ่งได้เรียนรู้เทคนิคการทำไร่กาแฟจากชุมชนชาวเขา จึงเริ่มศึกษาเพื่อต่อยอดไปสู่ธุรกิจกาแฟครบวงจร โดยมีเป้าหมายคือ ต้องการให้ครอบครัวกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ ดังนั้น จึงนำเงินลงทุน 3 ล้านบาทตั้งบริษัทเมื่อปี 2543 ใช้เวลากว่า 17 ปีในการสร้างแบรนด์คนไทยด้วยตนเอง การกู้เงินครั้งนี้ถือเป็นการขยายกิจการเพิ่มขึ้น"

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบริษัทได้เข้าร่วมกิจกรรมและได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐหลายโครงการ
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม