เศรษฐกิจจีนปีนี้ โตดีตามเป้า

updated: 10 มิ.ย. 2560 เวลา 07:40:00 น.

 

คอลัมน์ ช่วยกันคิด โดย ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร อรกันยา เตชะไพบูลย์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

หน้าสื่อในช่วงที่ผ่านมามุ่งความสนใจไปกับเหตุการณ์สำคัญหลายหลากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในฝรั่งเศส กระบวนการออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แผนปฏิรูปภาษี และนโยบายประกันสุขภาพของสหรัฐ รวมถึงความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี

แต่มีประเด็นสำคัญหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกบดบังอยู่ในเงา ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งขยายตัวได้ดีขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปี 2560 แต่เริ่มกลับมามีสัญญาณแผ่วลงอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นของไตรมาส 2

สถานการณ์เศรษฐกิจจีนในช่วงเริ่มต้นของปี 2560 สดใสกว่าปีก่อน โดยเศรษฐกิจจีนในไตรมาส 1 ปี 2560 ขยายตัวร้อยละ 6.9 เร่งขึ้นจากปี 2559 ที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 6.7 และอยู่เหนือเป้าหมายของทางการจีนที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6.5 สำหรับทั้งปี 2560 โดยได้รับแรงส่งสำคัญจากภาคบริการซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 52 ของเศรษฐกิจ ขยายตัวได้ในอัตราสูงถึงร้อยละ 8 เสริมด้วยภาคอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 40 ของเศรษฐกิจ ขยายตัวได้ในอัตราค่อนข้างสูงเช่นกันที่ร้อยละ 6 ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 8 ของเศรษฐกิจขยายตัวได้เพียงร้อยละ 3


นอกจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเป้าหมายที่ทางการจีนประกาศไว้แล้ว ด้านเสถียรภาพภายในประเทศก็อยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.4 และการจ้างงานก็สอดคล้องกับกำลังแรงงาน สะท้อนจากอัตราการว่างงานทรงตัวต่อเนื่องจากปีก่อนที่ร้อยละ 4.0 ในขณะที่เสถียรภาพภายนอกประเทศก็น่าห่วงน้อยลง โดยแรงกดดันเงินทุนไหลออกก็ลดลง

ส่วนหนึ่งจากมาตรการคุมเข้มการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกจีน และค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพมากขึ้น ส่วนหนึ่งจากความชัดเจนของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐ ไม่เกิน 2 ครั้งในปีนี้ ส่งผลให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมา 3 เดือนตั้งแต่ต้นปี 2560

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจจีนในช่วงไตรมาส 2 เริ่มดูเหมือนจะครึ้มฟ้าครึ้มฝน ไม่สดใสเหมือนช่วง 3 เดือนก่อนหน้า โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจสำคัญในเดือนเมษายน 2560 แทบทุกตัวแผ่วลง ทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมที่ลดลง สะท้อนภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวชะลอลง สอดคล้องกับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนเดียวกันที่ขยายตัวชะลอลง สอดรับกับราคาโลหะอุตสาหกรรม เช่น เหล็ก ที่ต่างเริ่มปรับตัวลดลง

นอกจากนี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการก็เริ่มปรับลดลงสะท้อนภาคบริการซึ่งเคยเป็นแรงส่งเศรษฐกิจหลักในปีก่อนที่เริ่มอ่อนความร้อนแรงลงอีกทั้งยอดค้าปลีกและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่สะท้อนอุปสงค์ในประเทศก็ต่างเรียงแถวชะลอลงเช่นกัน

แต่ในบรรยากาศที่เริ่มขมุกขมัวก็มีแสงสว่างส่องมาจากภาคการค้าระหว่างประเทศที่น่าจะเข้ามาเป็นแรงส่งเศรษฐกิจหลักในปี 2560 นี้ โดยในเดือนเมษายน 2560 มูลค่าการส่งออกยังขยายตัวได้ต่อเนื่องที่ร้อยละ 4.2 ใกล้เคียงกับในไตรมาส 1 และนับว่าดีขึ้นมากเทียบกับที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 2 ปี

ดังนั้นจากสัญญาณเศรษฐกิจเหล่านี้ จึงทำให้คาดว่า แม้แนวโน้มเศรษฐกิจจีนจะยังอยู่ในช่วง "ขาลง" แต่จะเป็นขาลงแบบ Softlanding คือ เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอยู่ภายใต้การออกแบบและดูแลอย่างใกล้ชิดของทางการจีน และที่สำคัญคือเศรษฐกิจจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้

เมื่อพิจารณาในรายละเอียดจะเห็นได้ว่ามีปัจจัยลบ 3 ด้านที่เป็นแรงดึงถ่วงเศรษฐกิจจีนในปีนี้ ได้แก่ 1.นโยบายเพิ่มความเข้มงวดในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของทางการจีน ที่เดิมเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในปี 2559 แต่ในช่วงกลางปีก่อน เริ่มมีสัญญาณความเสี่ยงจากฟองสบู่และการเก็งกำไร เพราะราคาอสังหาริมทรัพย์ขยายตัวสูงมากกว่าปกติ ทำให้ทางการจีนต้องออกมาตรการลดความร้อนแรงลง เช่น เพิ่มสัดส่วนเงินดาวน์

2.ความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจด้านอุปทาน เช่น ในอุตสาหกรรมเหล็กและถ่านหินเพื่อลดกำลังการผลิตส่วนเกินที่เข้มข้นขึ้น ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างงาน และการลดการให้เงินอุดหนุนช่วยเหลือบริษัทที่ผลประกอบการแย่ หรือที่เรียกว่า Zombie Company

3.นโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงในภาคการเงินจากการ Leverage หรือเป็นหนี้มาก โดยการเข้าควบคุมธุรกรรม Shadow Banking และ Wealth Management Products

ในทางตรงกันข้าม ปัจจัยบวกของเศรษฐกิจจีนปีนี้จะมาจาก 3 แรงส่ง คือ 1) ภาคการค้าระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปี 2560 จะเข้ามาเสริมแรงส่งเศรษฐกิจในปีนี้ ร่วมกับ 2) ภาคบริการที่ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และ 3) การใช้นโยบายการคลังแบบความผ่อนคลาย คือมีการใช้จ่ายภาครัฐมูลค่ามหาศาลเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ประกอบกับความเสี่ยงสำคัญในปีก่อนบรรเทาลงในปีนี้โดยเฉพาะประเด็นเงินทุนไหลออกและเงินหยวนอ่อนค่าที่มีแนวโน้มทุเลาลง แต่ในประเด็นนี้ก็ยังยากจะคาดเดา เพราะความไม่แน่นอนในตลาดโลกยังมีอยู่มาก เช่น หากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากกว่าคาด หรือบ่อยกว่าคาดในช่วงที่เหลือของปี หรือกรณี Brexit ไม่เป็นไปตามแผน หรือความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีรุนแรงขึ้น ก็อาจก่อให้เกิดความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายได้

แต่ปัจจัยสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจจีนในปีนี้คือจะมีการผลัดเปลี่ยนอำนาจสำคัญในหมู่ผู้บริหารในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการประชุม 19th National Congress of the Communist Party of China ในช่วงเดือนตุลาคม 2560 ทำให้เชื่อได้ว่า ทางการจีนจะต้องทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นและรักษาเสถียรภาพในประเทศ

เพราะในภาพใหญ่ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเองก็ต้องการทำให้เศรษฐกิจเติบโต การจ้างงานเพิ่ม ประชาชนพอใจ และในภาพย่อย ผู้บริหารแต่ละมณฑล แต่ละเมืองก็ต้องการทำให้เศรษฐกิจในพื้นที่ของตนเติบโตได้ตามเป้าที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อหน้าที่การงานของตนเอง

ดังนั้นเชื่อว่าทางการจีนทุกภาคส่วนจะทำทุกทางเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตได้ตามเป้าเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านอำนาจราบรื่นที่สุด การขยายตัวไม่น้อยกว่าร้อยละ 6.5 ในปีนี้ จึงไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน




ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม