"บิ๊กเจี๊ยบ" ชี้ระเบิดข้างโรงละคร หาคนทำผิดยาก หลังพบกล้องวงจรปิดไร้คุณภาพ

updated: 19 พ.ค. 2560 เวลา 12:08:18 น.

 

“บิ๊กเจี๊ยบ” ชี้ เหตุระเบิดโรงละครแห่งชาติ-กองสลาก คล้ายคลึงกันยัน ไม่โยงใต้ เพราะ ชิ้นส่วนระเบิดคนละอย่าง รับ หาคนทำผิดยาก หลังพบกล้องวงจรปิดไร้คุณภาพ

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่กองพลทหารท้าที่2รักษาพระองค์(พล.ม.2 รอ.) พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)กล่าวถึงถึง เสียงดังคล้ายระเบิดบริเวณโรงละครแห่งชาติว่า สรุปได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 ครั้ง คือ บริเวณโรงละครแห่งชาติ และ หน้ากองสลาก เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่ผ่านมา เป็นรูปแบบของระเบิดที่มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นการก่อกวนและสร้างสถานการณ์โดยไม่ได้หวังผลร้ายแรง คิดว่าเป็นกลุ่มที่ไม่ต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยความสงบเรียบร้อยซึ่ง นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความห่วงใยและสั่งการผ่านฝ่ายความมั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการบูรณาการข้อมูลข่าวสารด้านการข่าวต้องค้นหาและพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าผู้ที่ก่อเหตุมีพื้นฐานมาจากไหนอย่างใดเกี่ยวข้องกับด้านการเมืองหรือไม่ หรือเป็นกลุ่มคนที่ไม่พอใจเป็นการส่วนตัวหรือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการต่างๆของรัฐบาลและคสช.


พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ในส่วนของทหารหรือกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ซึ่งเรามีกองอำนวยการร่วมอยู่แล้ว ตนได้สั่งการให้ทาง พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ได้พิจารณาทบทวนถ้ามีความจำเป็นให้นำกองกำลัง กกล.รส.ในพื้นที่อื่นเข้าไปเพิ่มเติม โดยประสานกับทางตำรวจซึ่งขณะนี้ในส่วนของตำรวจก็มีการจัดสายตรวจเพิ่มเติมทั้งในและนอกเครื่องแบบตามห้วงเวลาที่เหมาะสม โดย นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร ให้ตำรวจเร่งรัดรูปคดีเพื่อให้สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้โดยเร็ว ส่วนพี่น้องประชาชนขอให้ช่วยกันเนื่องจากพื้นที่บริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวังมีประชาชนไปถวายสักการะ วันละประมาณ 20,000 คนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในบริเวณนั้นประมาณ 30,000 คน ซึ่งคนค่อนข้างพลุพล่าน หากมีอะไรที่จะเป็นสิ่งบอกเหตุ ที่จะก่อให้เกิดอันตรายหรือมีผู้ไม่ประสงค์ดีก็ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่และที่สำคัญที่ได้เร่งรัดไปก็คือเรื่องกล้องวงจรปิดต้องยอมรับตรงๆว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ภาพไม่ชัดเจนไม่สามารถจะใช้ประโยชน์จากกล้องวงจรปิดได้มากนัก ก็ต้องเร่งรัดการติดกล้องวงจรปิด ที่มีคุณภาพในพื้นที่โดยรอบพระบรมมหาราชวังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจะมีพิธีสำคัญในอนาคตอันใกล้


เมื่อถามว่า ผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มไหนเนื่องจาก ทั้ง 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นใกล้ พื้นที่สนามหลวงที่มีพระราชพิธีสำคัญ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังฟันธงลงไปไม่ได้ว่าเป็นกลุ่มการเมือง หรือกลุ่มคนอื่นแต่ตนมองว่ากลุ่มการเมืองคงไม่ใช่เพราะทุกคนมีความประสงค์ที่จะก้าวไปสู่การเลือกตั้งโดยเร็ว ส่วนจะเป็นกลุ่มอื่นหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าวัตถุประสงค์คืออะไร เพียงแต่การก่อเหตุ เพื่อลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลและไม่ประสงค์ต่อชีวิตประชาชน ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ยังพอยอมรับได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกสังคมจะมีคนประเภทนี้อยู่ที่ก่อกวนเพื่อต้องการให้เกิดเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลาหลักหลักก็คือต้องการเครดิตรัฐบาล


” การดิสเครดิตรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องเป็นกลุ่มการเมืองที่เห็นตามเนื่องจากการบริหารงานของรัฐบาล ที่ผ่านมาเราก็ดำเนินการในหลายอย่างโดยเฉพาะการกวาดล้างผู้มีอิทธิพล ยาเสพติดการจัดระเบียบ สิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจส่งผลกระทบกับคน ที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำที่มีความรู้สึกว่าชีวิตต้องมีความเปลี่ยนแปลง ก็จะแสดงออกในรูปแบบต่างๆ บางท่านที่ยอมรับและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมบางคนที่ไม่ยอมรับก็อาจจะออกมาในรูปแบบแปลกๆ ในขณะนี้ตราบใดที่เรายังไม่ได้ตัวผู้ดำเนินการก็ไม่ควรที่จะไปบอกว่าเป็นกลุ่มนั้นหรือกลุ่มนี้” พลเอกเฉลิมชัย กล่าว


พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า ลักษณะของการก่อเหตุเป็นรูปแบบของการก่อกวน และจากการที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตัวจุดระเบิดต่างๆเป็นของเก่าพอสมควรที่เก็บไว้นานไม่ใช่ที่นำมาประกอบขึ้นใหม่ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะมีการซุกเก็บไว้ เมื่อมีจังหวะและโอกาสและมีแรงจูงใจอื่นๆเข้ามาก็ออกมาสร้างสถานการณ์ ซึ่งยืนยันว่าเราทำงานกันอย่างเต็มที่และเร่งรัดในเรื่องของงานด้านการข่าวการวางกำลังเพิ่มเติมการเข้าไปเคลื่อนไหวในพื้นที่


“ที่สำคัญที่สุดที่จะประสบความสำเร็จก็คือ ข่าวที่จะต้องได้ว่าเหตุการณ์ทั้ง 2 ครั้ง คือใครเป็นผู้กระทำเพื่อตามหาตัว ต้องจุดประกายตรงนี้ให้ได้จากหลักฐานทั้งหมดที่เรามีอยู่ ส่วนที่มีการมองกันว่าเป็นการก่อเหตุเพื่อดิสเครดิต คสช.ที่จะครบ 3 ปีนั้น ทุกอย่างเป็นไปได้หมดแต่ผมมองว่าไม่ใช่ประเด็นนี้ เนื่องจากคนที่จ้องจะก่อเหตุหรือคนที่ไม่พอใจ หากมีจังหวะ เวลา โอกาส เขาพร้อมทำได้เสมอไม่จำเป็นต้องลึกดิสเครดิตตอน 3 ปี เพราะเราเองก็ไม่ได้มีอะไรที่หวือหวา ในห้วงเวลาปัจจุบัน ผมไม่เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะโยงกับสามปีของ คสช. เนื่องจากพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุท่านข้างมืดและอยู่นอกเขตคัดกรอง คนไปมาจำนวนมากมีความสะดวกในการก่อเหตุ ตอนนี้ฝากความหวังไว้กับกล้องวงจรปิด” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว


เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเหตุการณ์ลอบวางระเบิด ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์หรือพื้นที่ กทม. มักจะหาตัวคนร้ายไม่ได้แล้วทุกอย่างจะเงียบหายไป พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า เวลานี้บางส่วนไม่สามารถจับผู้ก่อเหตุได้ เหมือนอย่างเช่นเหตุการณ์วางระเบิดหน้ากองสลาก เมื่อวันที่ 5 เมษายน ซึ่งขณะนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ แม้จะมีผู้ต้องสงสัยและเชิญมาให้ข้อมูล แต่เมื่อไม่ใช่ก็ต้องปล่อยไป ดังนั้นการแถลงข่าวความคืบหน้าของเหตุการณ์ต่างๆจึงเป็นไปคนข้างยากจนกว่าจะสามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุตัวจริงถึงจะมีการชี้แจงแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่


”ยอมรับว่าที่ผ่านมาการก่อเหตุในพื้นที่ กทม.มีหลายครั้ง กระบวนการในการติดตามหาตัวผู้ก่อเหตุค่อนข้างยาก เนื่องจากรูปแบบของการวางระเบิด เปิดเผยต่อสังคมน้อยต้องอาศัยในเรื่องงานด้านการข่าว กล้องวงจรปิด ถ้าหากได้ทั้งการข่าวและภาพจากกล้องวงจรปิดที่ชัดเจนก็จะสามารถตามหาตัวได้ แต่ขณะนี้เรายังไม่มีผู้ต้องสงสัย การแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนจึงไม่สามารถทำได้ และการรีบพูดก่อนก็จะทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้” พล.อ.เฉลิมชัย กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามวาา พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับการวางระเบิดในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ระบุว่า ชิ้นส่วนต่างๆของระเบิด ที่พบไม่ได้เชื่อมโยงกับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเพียงลักษณะการก่อกวน แม้ว่ารูปแบบและวิธีการอาจจะคล้ายกัน แต่สามารถลอกเลียนได้จากอินเตอร์เน็ต แต่วัตถุชิ้นส่วน คนละชนิดกัน พร้อม ยืนยันอีกว่า เหตุระเบิดดังกล่าว ไม่ใช่ก่อเหตุเพื่อกลบกระแสโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำและผลประโยชน์กองสลาก ขอให้มองโลกในแง่ดีบ้าง




ที่มา มติชนออนไลน์

 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม