กฎหมายนิวเคลียร์ ยึดหลักปกครองมากกว่าลงโทษ

updated: 20 พ.ค. 2560 เวลา 08:30:00 น.

 

คอลัมน์ นอกรอบ

กลุ่มม็อบทันตแพทย์ได้รวมตัวออกโรงคัดค้านกฎหมายนิวเคลียร์ หรือ พ.ร.บ.นิวเคลียร์เพื่อสันติ ที่จะมาควบคุมเครื่องเอกซเรย์ในคลินิกหมอฟัน หรือในโรงพยาบาล โดยเรียกร้องกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ช่วย "ปลดล็อก" กฎหมายดังกล่าว เพื่อให้แพทย์ปฏิบัติงานได้ตามหลักสากล กลายเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์หลายแห่ง

ที่มาที่ไปของเรื่อง เป็นเพราะ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ซึ่งขณะนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 รอเพียงในส่วนของการเห็นชอบร่างกฎหมายลูกประกอบ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 ตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เสนอ 7 ฉบับ แต่ถอนไป 1 ฉบับ คือ ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักเกณฑ์วิธีการเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาต เกี่ยวกับเครื่องกำเนิดรังสี ซึ่งยังมีปัญหาเกี่ยวพันกับเรื่องการใช้อุปกรณ์เอกซเรย์ฟัน

ทางด้านทันตแพทย์ทั้งหลายเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวมีเจตนาควบคุมปฏิกรณ์ปรมาณูขนาดใหญ่ หรืออุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับกัมมันตรังสี แต่ไฉนจึงมาสร้างปัญหาในการตีความ โดยเฉพาะเรื่องเครื่องเอกซเรย์ขนาดเล็ก คือ เครื่องมือเอกซเรย์ทันตกรรม ถูกเหมารวมควบคุมเข้าไปด้วย เช่นเดียวกับวัตถุกัมมันตรังสี และวัตถุนิวเคลียร์ที่มีความร้ายแรง

ที่ผ่านมาเครื่องเอกซเรย์ทันตกรรมอยู่ภายใต้การดูแลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุขจึงเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวมีความไม่ชอบมาพากลคือการให้มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลควบคุมเครื่อง ซึ่งในความเป็นจริง เจ้าหน้าที่นั้นคือการเอาไว้ติดตามหลังมีการทดลองปรมาณูหรือนิวเคลียร์ เพื่อติดตามผลกระทบ ซึ่งไม่มีความจำเป็นสำหรับใช้ในห้องทำฟัน ที่ปกติมีเพียงทันตแพทย์และผู้ช่วย ตัวหมอฟันเองก็เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบทั้งหมดอยู่แล้ว


การอ้างเรื่องความปลอดภัยสูงสุดหรือควบคุม ถือเป็นเรื่องที่ดี แต่โดยหน้าที่เหล่านี้ควรจะเป็นผู้ติดตามดูแลในอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ที่ส่งผลกระทบมากมาย มิใช่เป็นตำแหน่งที่มีไว้ในห้องหมอฟัน และที่ผ่านมาการใช้เครื่องเอกซเรย์เพื่อการวินิจฉัยของหมอฟัน ไม่ปรากฏว่ามีคนไข้ได้รับผลกระทบจากสารรังสีเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

ปัญหาคือกลายเป็นกฎหมายซ้อนกฎหมาย เพิ่มความยากลำบากให้กับการทำงานของหมอฟัน และประชาชนเองก็เสียประโยชน์ในการรักษาตามมาตรฐานทางทันตกรรม


ขณะเดียวกันการเขียนกฎหมายควบคุมการครอบครองและการใช้งานเครื่องมือวินิจฉัยทางทันตกรรมซึ่งมีอันตรายน้อยมากแต่ใช้อัตราโทษทางอาญาที่รุนแรงเช่น จำคุก 5 ปี ปรับ 500,000 บาท ความผิดตาม พ.ร.บ.เพียงแค่ขาดเอกสารจากหน่วยงาน แม้จะตรวจสอบความปลอดภัยและปฏิบัติตามขั้นตอนความปลอดภัยทางรังสีตามหลักวิชาการ ก็จะถูกลงโทษ สุดท้ายจะทำให้ภาระค่าใช้จ่ายแพงขึ้นและเป็นภาระต่อประชาชนขึ้นไปอีก

บรรดาทันตแพทย์ทั้งหลายมีความเห็นว่าปริมาณรังสีผลวินิจฉัยทางทันตกรรมมีปริมาณน้อยมากไม่ว่าจะเทียบกับปริมาณรังสีตามธรรมชาติหรือรังสีทางการแพทย์ ทั้งลักษณะการใช้งาน ไม่สามารถหาความสัมพันธ์หรือส่งผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาวได้ จึงอยากให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ให้มาตรา 18 วัตถุกัมมันตรังสีใดที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.นี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 25 ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 18 ใช้บังคับ กำหนดเครื่องกำเนิดรังสี ที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.นี้ โดยอนุโลม ควบคุมให้อยู่ใน พ.ร.บ.และปฏิบัติงานได้ตามหลักสากล

ข้อนี้ตัวแทนทันตแพทย์ได้นำเสนอไปยังกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรง แต่ดูเหมือนว่า คำตอบยังไม่ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร

กระทั่ง กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีออกมาแถลงว่า กรณีที่มีทันตแพทย์กังวลว่า ในมาตรา 123 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มีบทลงโทษรุนแรง หากมีการตรวจพบว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี (RSO) ปฏิบัติงานในสถานประกอบการของทันตแพทย์อยู่จริง อาจต้องโทษจำคุก 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับนั้น

ในกรณีที่สถานประกอบการหรือคลินิกได้รับใบอนุญาตครอบครองเครื่องกำเนิดรังสีทันตกรรมหรือเครื่องเอกซเรย์ตามมาตรา26ในพ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว ทันตแพทย์จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี โดยการเทียบหลักสูตรโดยอัตโนมัติ

ในเมื่อมีทันตแพทย์อยู่ในคลินิกเวลาที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ(ปส.)เข้าตรวจสอบจึงไม่มีความผิดตามมาตรานี้แต่อย่างใด


แต่ในกรณีที่ทันตแพทย์ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสีเช่นไม่ทำรายงานไม่ตรวจประเมินเครื่องกำเนิดรังสีตามเวลาที่กำหนด หรือไม่ต่ออายุใบอนุญาตครอบครองฯ หากตรวจพบ เจ้าหน้าที่ ปส. จะทำการตักเตือนเพื่อให้ทันตแพทย์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ปลอดภัยทางรังสีผู้นั้นปฏิบัติตามกฎหมาย หากยังคงเพิกเฉย จะถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยทางรังสี แต่จะไม่มีโทษทางอาญา

ทาง ปส.ได้ยืนยันว่าการณ์ทั้งปวงนั้น เลือกใช้มาตรการทางปกครองก่อนที่จะบังคับใช้บทลงโทษ โดยภายใต้ พ.ร.บ.พลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พ.ศ. 2504 และ พ.ร.บ.พลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ พ.ศ. 2559 มีการดำเนินการเหมือนกัน คือ หากเคยเป็นผู้รับใบอนุญาตแล้วแต่มีการขาดต่ออายุใบอนุญาต ปส.จะมีหนังสือแจ้งเตือนเพื่อให้มีการต่ออายุใบอนุญาต หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม ถึงจะเข้าสู่การดำเนินคดีอาญา โดยการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานตำรวจ

ส่วนกรณีผู้รับใบอนุญาต ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หากตรวจพบจะตักเตือนเพื่อให้ผู้รับใบอนุญาตปฏิบัติตาม หากยังคงเพิกเฉยจะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตของผู้รับใบอนุญาตต่อไป และหากตรวจพบว่าผู้ครอบครองไม่เคยขอรับใบอนุญาตมาก่อน โดยมีเจตนาที่จะฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะมีความผิดฐานครอบครองหรือใช้เครื่องกำเนิดรังสีโดยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และต้องเข้าสู่การดำเนินคดีอาญา

เหตุผลก็คือแม้ว่าเครื่องเอกซเรย์ฟันจะมีขนาดเล็ก แต่เป็นการใช้รังสีพลังงานสูงกับสิ่งมีชีวิต จึงมีความเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ รวมทั้งจะต้องไม่มีการใช้งานที่ปราศจากความสมเหตุสมผล และการควบคุมปริมาณรังสีให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จึงมีความจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลการใช้งาน รวมถึงกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนให้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม ต้องกระทำผิดจริงถึง 3 ครั้ง จึงเข้าสู่การดำเนินคดีอาญา



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
 
 
Desktop View