"เจริญ"เขย่าพอร์ตอสังหา-ค้าปลีก จัดระเบียบทรัพย์สินรับภาษีมรดก

updated: 18 พ.ค. 2560 เวลา 08:45:18 น.

 

ถอดรหัสเจ้าสัวเจริญเขย่าพอร์ต "อสังหาฯ-ค้าปลีก" ถอนกิจการออกจากตลาดหุ้น 4 ตัวรวด "3 กองทุนอสังหาฯ+บิ๊กซี" วงในวิเคราะห์เป็นแผนการจัดระเบียบทรัพย์สิน เพื่อจัดสรรมรดกแก่ลูกหลาน ให้สอดรับกับกฎหมายภาษีมรดก-ที่ดินฯ ตลท.ชี้ไม่สะเทือนมาร์เก็ตแคปหาย 3 แสนล้าน มั่นใจอนาคตต้องกลับมา พร้อมจีบ "ไทยเบฟ" เข้าจดทะเบียนตลาดหุ้นไทยควบตลาดหุ้นสิงคโปร์

16 มิ.ย. ประชุมถอนหุ้น "บิ๊กซี"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งธุรกิจของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิกถอนหลักทรัพย์ ออกจากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามข้อเสนอของกลุ่มบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่รวม 97.94% ผ่านทางบริษัท บีเจซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด และบริษัท เสาวนีย์โฮลดิ้งส์ จำกัด ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาและลดภาระค่าธรรมเนียมที่จะเกิดขึ้นจากการกระจายการถือหุ้นไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การดำรงสถานะของบริษัทจดทะเบียนในตลาด โดยบริษัทจะดำเนินการทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อย 2.06% หรือประมาณ 17 ล้านหุ้น ในราคาเสนอซื้อที่ 225 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าในการทำคำเสนอซื้อประมาณ 3,826.84 ล้านบาท โดยบิ๊กซีจะมีประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 ในวันที่ 16 มิถุนายนนี้

แหล่งข่าวจากบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การถอนหุ้นบิ๊กซีออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่เรื่องของการลดความซ้ำซ้อน จากการที่มีกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่มีบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯถึง 2 บริษัท ทำให้กลุ่มนักลงทุนเกิดความสับสน ประกอบกับที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของการซื้อขายหุ้นบิ๊กซีในตลาดมีน้อย เนื่องจากจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดมีปริมาณไม่มากนัก ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นก็มองเรื่องนี้มาโดยตลอด และจากนี้ไป เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) ก็มีแนวทางที่จะขยายไลน์ธุรกิจที่เป็นค้าปลีกแบบเต็มตัว

จาก 3 กองอสังหาฯถึงบิ๊กซี

แหล่งข่าวจากวงการตลาดหุ้นตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ทางกลุ่มธุรกิจของเจ้าสัวเจริญมีความเคลื่อนไหวมากเป็นพิเศษ จากที่เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางกลุ่มบริษัท แอสเสท เวิรด์ จำกัด ของเจ้าสัวเจริญ ได้แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์ฯในการเสนอซื้อทรัพย์สินของ 3 กองทุนอสังหาฯ ได้แก่ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยโฮเทลอินเวสเม้นต์ (THIF) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าไทยคอมเมอร์เชียลอินเวสเม้นต์ (TCIF) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยรีเทล อินเวสเม้นต์ (TRIF) ซึ่งจะมีการประชุมผู้ถือหน่วยในวันที่ 17-18 พ.ค.นี้ และเตรียมเพิกถอนจาก 3 กองทุนอสังหาฯออกจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และล่าสุดก็ยื่นเรื่องเตรียมเพิกถอนหุ้นบิ๊กซีออกจากตลาดเช่นกัน

ขณะที่ทางบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทยได้แจ้งว่า ทางกลุ่มแอสเสท เวิรด์ จำกัด ได้ส่งเอกสารแสดงความสามารถในการชำระเงินให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นหนังสือเงินกู้จากธนาคารวงเงินรวมทั้งสิ้น 75,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวกล่าวว่า ในแวดวงมองกันว่าเป็นการจัดระเบียบทรัพย์สินจำนวนมหาศาลของเจ้าสัวเจริญ ซึ่งที่ผ่านมามีการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ โดยใช้หลายบริษัท เข้าถือหุ้นมากมาย ดังนั้นในขณะนี้จึงต้องมีการจัดพอร์ตทรัพย์สิน เพื่อที่จะดำเนินการจัดสรรธุรกิจให้กับบรรดาทายาท เพื่อให้สอดคล้องกับการบังคับใช้กฎหมายภาษีมรดก และกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

จัดโครงสร้างลดความซ้ำซ้อน

นายวรชาติ ทวยเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด กล่าวว่า การที่กลุ่มธุรกิจของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี มีการเปลี่ยนแปลง โดยเพิกถอน 3 กองทุนรวมอสังหาฯ ออกจากการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในแวดวงวาณิชธนกิจ (IB) มีความเห็นว่า น่าจะเป็นการสร้างความคล่องตัวให้กับการบริหารสินทรัพย์ที่อาจต้องมีการปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะหากยังอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็จำเป็นจะต้องขอมติผู้ถือหน่วยตลอดเวลา ซึ่งมีความยุ่งยากค่อนข้างมาก

ส่วนกรณีที่มีการเพิกถอน บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์นั้น น่าจะเป็นการลดความซ้ำซ้อนในการบริหารธุรกิจ เนื่องจากเดิม บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ก็ถือหุ้นใน BIGC ทั้งหมด 97.94% แล้ว ดังนั้นหากนำ BIGC ออกจากตลาด และให้ BJC เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่โดยตรงก็จะบริหารจัดการได้ง่ายกว่า เพราะสามารถลดความซ้ำซ้อนในการบริหารงานให้มาอยู่รวมภายใต้ธุรกิจเดียวได้

"อย่างไรก็ตาม กลุ่มคุณเจริญยังคงต้องพึ่งพาตลาดทุน เพราะตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจในแง่ของการเป็นแหล่งระดมทุน โดยเฉพาะตอนนี้ที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ จนทำให้นักลงทุนถือเงินสดรออยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นหากจัดการสินทรัพย์ต่าง ๆ เรียบร้อย และมีการนำมาขายอีกในอนาคต ยังไงนักลงทุนก็สนใจ" นายวรชาติกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่ว่าการจัดโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มนายเจริญ เป็นการจัดสรรมรดกหรือไม่นั้น นายวรชาติกล่าวว่า ส่วนตัวไม่สามารถระบุได้ชัดเจน แต่ต้องยอมรับว่าในระยะ1-2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มเจ้าของกิจการ และกลุ่มครอบครัวที่มีความมั่งคั่งทางการเงินสูง เริ่มบริหารจัดการเงินมากขึ้น เพราะรัฐบาลมีการปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่ ซึ่งหากจัดสรรให้เป็นระบบอยู่ในรูปแบบนิติบุคคลจะเสียภาษีเพียง 20% ของรายได้ แต่หากเป็นรายได้บุคคลธรรมดาจะต้องเสียในอัตราก้าวหน้า 35% ดังนั้นจึงทำให้เทรนด์การปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งเกิดขึ้นต่อเนื่อง

เทรนด์เจ้าสัวจัดสรรมรดก

สอดคล้องกับ นางทิพพา ปราณีประชาชน ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจบริหารความมั่งคั่งประจำประเทศไทย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เครดิต สวิส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาพบว่าเจ้าของกิจการ และกลุ่มตระกูลที่มีความมั่งคั่งทางการเงิน โดยมีทรัพย์สินทั้งเงินสด อสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ รวมกันมากกว่า 1 พันล้านบาท ได้มาใช้บริการที่ปรึกษาของ บล.เครดิต สวิสฯ เพื่อจัดสรรปันส่วนมรดก สำหรับส่งมอบให้ลูกหลานมากขึ้น เนื่องจากสินทรัพย์บางประเภทยากต่อการบริหารจัดการแบ่งส่วน เช่น กรรมสิทธิ์และผลประโยชน์ในพื้นที่เช่า เป็นต้น ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาประเมิน

นอกจากนี้อีกสาเหตุคือ พบว่าตระกูลใหญ่เริ่มมีลูกหลานเจเนอเรชั่น 2 และ 3 นั้น ส่วนหนึ่งเริ่มที่จะมีธุรกิจเป็นของตนเอง และอาจไม่ได้สานต่อกิจการดั้งเดิม จึงทำให้ต้องการจะแบ่งส่วนมรดกเช่นกัน

ถอน 4 หุ้นไม่สะเทือนตลาด

นายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการหัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มนายเจริญ ซึ่งจะมีการเพิกถอน 3 กองทุนอสังหาฯ ได้แก่ THIF, TCIF, TRIF และ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) ซึ่งทั้ง 4 ตัวมีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมกว่า 3 แสนล้านบาท ออกจากตลาดหุ้นไทยนั้น เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อเป้าหมายมาร์เก็ตแคปของ ตลท.ปีนี้ที่ตั้งไว้ระดับ 2.8 แสนล้านบาทเนื่องจากมีบริษัทน้องใหม่หลายแห่งสนใจจะเข้าระดมทุน ซึ่งน่าจะทำให้มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับเทียบเท่าเดิม

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอนาคต กลุ่มนายเจริญน่าจะสนใจหันกลับมาใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการระดมเงินอีกครั้ง เพราะกลุ่มนี้มีความรู้ในการจัดโครงสร้างทางการลงทุนอย่างดี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงการจัดสรรความรับผิดชอบให้แก่ลูกหลานที่เป็นผู้บริหารมืออาชีพที่จะมาสานต่อธุรกิจเท่านั้น

ลุ้น "ไทยเบฟ" เทรดกระดานไทย

นายสันติกล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯได้ไปหารือกับบริษัทไทยที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นต่างประเทศ เพื่อชักจูงให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยแบบควบสองตลาด (Dual Listing) โดยพบว่ามีบริษัทที่เข้าข่ายอยู่ราว 3-5 บริษัท มาร์เก็ตแคป 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ซึ่งหนึ่งในนั้นมีบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของกลุ่มนายเจริญ สิริวัฒนภักดี โดยเบื้องต้นทางไทยเบฟฯก็มีความสนใจจะเข้ามาซื้อขายใน ตลท. แต่การกลับมาครั้งนี้อาจจะต้องใช้ความรอบคอบในการให้ข้อมูลมากขึ้น

"ความจริงไทยเบฟฯเองก็ไม่ได้อยากไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์ตั้งแต่แรก เพราะทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทย ชื่อเสียง ความรู้จักในประเทศไทยก็มากกว่า แต่เพราะในครั้งนั้นมีประเด็นโต้แย้งเรื่องธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จึงทำให้จดทะเบียนไม่ได้ แต่ครั้งนี้หลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไป โดยเฉพาะโครงสร้างธุรกิจของไทยเบฟฯที่มีสัดส่วนการขายสินค้าที่ไม่มีแอลกอฮอล์เยอะขึ้น ดังนั้นก็ไม่ใช่ธุรกิจสีเทา ซึ่งจริง ๆ แต่เดิมเขาก็ไม่ใช่ธุรกิจสีเทาอยู่แล้ว"

นายสันติกล่าวว่า น่าจะใช้เวลาราว 2-3 ปีนับจากนี้ กว่าจะเริ่มเห็นบริษัทไทยที่ซื้อขายในตลาดหุ้นต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนแบบ Dual Listing และหลังจากนั้นเชื่อว่าหากบริษัทเหล่านี้ซื้อขายในตลาดไทยจนมีปริมาณการซื้อขายระดับหนึ่ง ก็อาจเกิดการตัดสินใจย้ายเข้ามาจดทะเบียนใน ตลท.เพียงแห่งเดียว และเพิกถอน (ดีลลิสต์) ออกจากตลาดต่างประเทศก็ได้

บิ๊กซีเดินหน้าขยายการลงทุน

สำหรับแผนลงทุนปี 2560 นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ระบุว่า ปีนี้เตรียมงบฯลงทุนของบีเจซี และบิ๊กซีไว้ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบฯที่ตั้งไว้และสามารถโยกไปมาได้ แบ่งเป็น บิ๊กซีประมาณ 6,000-8,000 ล้านบาทและบีเจซี 4,000 ล้านบาท ซึ่งจะขยายสาขาทุกโมเดล ทั้งขนาดใหญ่ไฮเปอร์มาร์เก็ต 9-10 สาขา ขนาดกลางหรือบิ๊กซี มาร์เก็ตเกือบ 10 สาขา มินิบิ๊กซีอีก 200-400 สาขา

"ถือเป็นการขยายสาขามากที่สุด เทียบ 3-4 ปีที่ผ่านมา เป็นเป้าที่ท้าทาย แต่ต้องการให้เป็นทางเลือกให้กับคู่ค้าในการนำสินค้าเข้ามากระจายและนำบริการต่าง ๆ ไปให้ถึงท้องถิ่นมากขึ้น"

สำหรับรายได้รวมบิ๊กซี (จากการขายสินค้า ค่าเช่าที่ และอื่น ๆ) ในไตรมาส 1 อยู่ที่ 27,988 ล้านบาท ลดลง 4,903 ล้านบาท หรือ -14.9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายสินค้าลดลง -16.5%โดยเฉพาะยอดขายสาขาเดิมลดลง -20% อย่างไรก็ตาม บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,572 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65 ล้านบาท หรือ 4.3% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม