เส้นทางสายไหมสมัยใหม่ กับจีดีพีรวมกัน 2.1 หมื่นล.ดอลลาร์ แม้ไม่ผ่านไทย แต่เราก็ได้รับผลทางอ้อม

updated: 15 พ.ค. 2560 เวลา 15:48:10 น.

 

โดย ชลาทิพย์ ถิรสุนทรากุล
ประชาชาติธุรกิจออนไลน์


เส้นทางสายไหมสมัยใหม่...Belt and Road ศตวรรษที่21..
......มีประเทศที่เกี่ยวข้องในเส้นทางสายไหมยุคใหม่นี้ถึง 65 ประเทศ หากประเมินจีดีพีประเทศเหล่านี้รวมกัน จะมีจีดีพีถึง 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
...ว่าแต่แม้เส้นทางสายไหมนี้จะไม่ขีดแนวผ่านไทย แต่เราก็ย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อมอย่างเลี่ยงไม่ได้...

-----------

สุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา ที่ปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน มีอีเวนต์สำคัญหนึ่งเรื่อง คือ การประชุม Belt and Road Forum for International Cooperation เป็นการประชุม 2 วัน 13-14 พฤษภาคม ที่มีผู้นำและตัวแทนหลายประเทศเข้าร่วม
.
ไฮไลท์ของงานคือการแสดงวิสัยทัศน์ของประธานาธิบดีจีน "สี จิ้นผิง" เรื่องการเชื่อมต่อเศรษฐกิจระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา

นายสี กล่าวต่อผู้นำที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้ว่า ให้ชาติตะวันตกสบายใจได้ว่า แผนการนี้ไม่ได้ต้องการสร้างอิทธิพลจีนในเวทีโลก หากทำให้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน


"เพื่อเดินหน้าสร้างเส้นทางรถไฟและถนน (เบลต์แอนด์โรด) เราไม่ได้ต้องการเดินย่ำหนทางการเดินเกมเก่าๆ ระหว่างคู่อริ แต่เราจะสร้างรูปแบบใหม่ของความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกัน เราควรสร้างแพลตฟอร์มเปิดของการร่วมมือประสานงาน ค้ำจุนและสร้างเศรษฐกิจโลกให้เติบโต" นายสีกล่าว
.
เราคุ้นหูกันตั้งแต่ปี 2556 ที่ประธานาธิบดีจีน ประกาศนโยบาย One Belt One Road (หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง) เป็นการปัดฝุ่นเอาวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของ "เส้นทางสายไหม" หรือ Silk Road ที่เป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมของชาวจีน จากเอเชียเชื่อมต่อตะวันตกกับตะวันออก ยาวประมาณ 6,437 กิโลเมตร มาประยุกต์ใหม่อินเทรนด์กับกระแสโลกยุคใหม่ ที่พูดถึง "การเมืองภูมิศาสตร์โลก" มาร่วมในแนวคิดขยายอิทธิพลการค้าการลงทุนของจีน

.
สำหรับ เส้นทางสายไหมมีมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น จากเอเชียเชื่อมต่อตะวันตกกับตะวันออก ชื่อมาจากการค้าผ้าไหมของชาวจีน ต่อมาขยายเส้นทางการค้าในเอเชียกลาง ส่วนใหญ่เป็นการค้าผ่านคณะทูต และการสำรวจของผู้แทนการทูตจักรวรรดิจีน
.
การค้าบนเส้นทางสายไหมจีนยังพ่วงเผยแพร่แนวคิดด้านศาสนา ปรัชญา ความเชื่อและเทคโนโลยีต่างๆ ไปตามเส้นทางด้วย
.
จึงเป็นทั้งเส้นทางการค้า และทางวัฒนธรรมไปในตัว
.
การประชุมที่ปักกิ่ง Belt and Road Forum จึงเป็นการโหมนโยบายสำคัญของจีน ที่จะพบผู้นำและตัวแทนจากหลายประเทศ



ค้นข้อมูลพบว่ามีประเทศที่เกี่ยวข้องในเส้นทางสายไหมยุคใหม่นี้ถึง 65 ประเทศ หากประเมินจีดีพีประเทศเหล่านี้รวมกัน จะมีจีดีพีถึง 2.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
.
ถามว่าจีนผลักดันนโยบายนี้ขนาดไหน...ตอบเลยว่ามาก
.
จีนลงเงินไปก่อน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการรุกตั้งกองทุนเส้นทางสายไหมตั้งแต่ปี 2014 เพื่อเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ทั้งถนน ระบบราง ท่อส่งก๊าซ


ประโยคหนึ่งที่ ประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง ใช้ในการสื่อสารกับนานาชาติบนเวทีนี้ คือ “สร้างการค้าโลกที่เป็นธรรม และโปร่งใสสำหรับทุกประเทศ”

นอกจากนี้ยังระบุว่า "จีนปรารถนาจะแบ่งปันการพัฒนาและประสบการณ์กับทุกประเทศ จีนจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น ไม่ว่าจะมาจากเอเชีย ยุโรป แอฟริกา หรือเมริกา เราจะเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือในการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อนี้"

.
พร้อมกับจังหวะการจัดประชุมครั้งนี้ ยังพิมพ์หนังสือ The Belt and Road People with Stories แบบ 7 ภาษาออกมา ตั้งแต่ภาษาจีน อาราบิก อังกฤษ ฝรั่งเศส สปน รัสเซีย และโปรตุเกส
.
พลิกๆดูพบว่าหนังสือเล่มนี้ พยายามบอกว่า ความร่วมมือนี้มีประโยชน์อย่างไร เป็นต้นว่า พาไปดูชีวิตผู้คนในประเทศต่างๆ ตามเส้นทางสายไหม ว่าได้รับประโยชน์และมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างไร ทั้งทางบกและทะเล มียกตัวอย่าง ครอบครัวชาวคีร์กีซสถานที่หลุดพ้นจากความยากจนจากการเติบโตของไร่ข้าวโพดจีน หรือพนักงานโรงแรมชาวเอกวาดอร์ที่รอดตายจากแผ่นดินไหวด้วยเทคโนโลยีของจีน
.
เล่าแบบดึงคนมาเป็นอารมณ์ร่วม และสะท้อน "ภาพใหญ่" ของเส้นทางสายไหม
.
ฟังดูมีแต่ข้อดีเต็มไปหมด
.
ถามว่า One Belt One Road ส่งผลกระทบต่อไทยหรือไม่
...คำตอบคือส่งผลอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
.
แม้กางแผนที่ดูเส้นทางสายไหมศตวรรษที่ 21 จะไม่ผ่านไทย แต่เชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งไทยถือเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคนี้
.
ระยะยาวต้องดูว่าเราจะฉกฉวยเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์จากนโยบายนี้มาไว้กับเราได้หรือไม่
.
...หรือเป็นเพียงผู้ได้รับผลกระทบจากเขา

 
 
Desktop View