CPL เผยไตรมาสแรกกำไรพุ่ง 47 ล้านบาท รับอานิสงส์ยอดขายแพงโกลินทุบสถิติสูงสุด

updated: 15 พ.ค. 2560 เวลา 15:34:22 น.

 

CPL ลั่นพ้นจุดต่ำสุด หลังไตรมาสแรกกำไรพุ่ง 47 ล้านบาท รับอานิสงส์ยอดขายแพงโกลินทุบสถิติสูงสุด-ธุรกิจฟอกหนังกลับมาทำกำไร ตั้งเป้า 3 ปี ดันรายได้แตะ 3 พันล้าน

CPL เผยผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2560 พลิกขาดทุนเป็นกำไร 47 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น 72 ล้านบาท ขณะที่รายได้แตะ 541 ล้านบาท ผู้บริหารมั่นใจธุรกิจฟอกหนังพ้นจุดต่ำสุดแล้ว ชี้รับปัจจัยบวก จากการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ หลังรับโอนกิจการธุรกิจเซฟตี้โปรดักส์ทั้งหมดจาก “แพงโกลิน” โดยในช่วง 3 เดือนแรก  ยอดขายสินค้าแพงโกลินทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้คู่ค้าทยอยส่งออเดอร์ผลิตหนังฟอกสำเร็จรูปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลธุรกิจฟอกหนังกลับมาทำกำไรได้ตามปกติ และบริษัทฯ ไม่มีผลขาดทุนจากการตัดขายหนังชั้นท้องในสต็อกแล้ว มั่นใจปีนี้ภาพรวมธุรกิจคึกคักขึ้น ตั้งเป้า 3 ปี ดันรายได้แตะ 3 พันล้านบาท

นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการ บริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CPL ผู้นำอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่มบริษัทเจริญสิน เปิดเผยผลประกอบการของบริษัทฯ ประจำไตรมาสแรก (มกราคมถึงมีนาคม) ปี 2560 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม 541 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน 147 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72 ล้านบาท โดยพลิกจากที่เคยขาดทุนสุทธิ 25 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่ผ่านมา  

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ผลประกอบการไตรมาสแรกปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมานั้น มาจากปัจจัยหลัก 4 ประการ ได้แก่ การปรับโครงสร้างบริษัทฯ ด้วยการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด ทำให้ CPL รับรู้รายได้ของแพงโกลินเข้ามาในงบการเงินของบริษัทฯ ทั้งจำนวน โดยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา สินค้าเซฟตี้โปรดักส์ของแพงโกสินมียอดขายสูงสุดสร้างสถิติใหม่ (New High)  นอกจากนี้ ธุรกิจฟอกหนังยังกลับมามีกำไรได้อีกครั้ง หลังจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกมีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นเป็นลำดับ ทำให้ลูกค้าของ CPL ซึ่งอยู่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่างก็ทยอยส่งคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ปรับปรุงระบบการจัดการภายใน เพื่อขจัดอุปสรรคและลดโอกาสขาดทุน โดยเฉพาะในไตรมาสแรกนี้ บริษัทฯ ไม่มีผลขาดทุนจากการขายหนังชั้นท้องเพื่อผลิตเป็นหนังกลับในสต็อกที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว รวมทั้งบริษัทฯ ยังมีผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกด้วย
 
"จากการผลการดำเนินงานไตรมาสแรกที่ผ่านมา ทำให้เรามั่นใจว่า อุตสาหกรรมฟอกหนังได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปี 2559  ซึ่งเกิดความผันผวนทั้งกับเศรษฐกิจโลกและยังมีปัจจัยการเมืองระหว่างประเทศแทรกซ้อน ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวมชะลอลง แต่ ณ เวลานี้ เราเชื่อว่าสถานการณ์พลิกกลับไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว สภาพเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ลูกค้าแบรนด์เนมต่างๆ เริ่มทยอยสั่งสินค้าและขายสินค้าได้มากขึ้น ทำให้ CPL ได้รับคำสั่งซื้อที่คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ ทำให้บริษัทฯ มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น ขณะที่การรับโอนกิจการแพงโกลิน ทำให้บริษัทฯ มีสินค้าในตลาดเครื่องมือเครื่องใช้ทางด้านความปลอดภัย ทำให้การรับรู้รายได้เป็นไปในทางบวกมากขึ้น และสามารถดำเนินกิจกรรมทางการตลาดได้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำให้ CPL ตั้งเป้าว่า ภายใน 3 ปีนี้ บริษัทฯ จะมีรายได้แตะระดับ 3 พันล้านบาทได้อย่างแน่นอน" นายสุวัชชัยกล่าว          

ในส่วนของการลดอุปสรรคเกี่ยวกับสต็อกสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการขายหนังชั้นท้องในสต็อกนั้น บริษัทฯ ได้ดำเนินการผ่านบริษัท อินทิเกรเต็ด เลเธอร์ เน็ตเวอร์ค จำกัด หรือ ILN ที่ CPL จัดตั้งขึ้นร่วมกับพันธมิตร โดย CPL ถือหุ้น 40% ทั้งนี้ ILN จะทำหน้าที่ในการสต็อกสินค้าและจัดจำหน่ายหนังทุกประเภทให้กับลูกค้าทั่วภูมิภาค ซึ่งผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของ ILN ก็สามารถทำกำไรได้อย่างน่าพอใจเช่นกัน

ประธานกรรมการ CPL กล่าวต่อว่า ส่วนการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในปีนี้นั้น บริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะใช้เงินลงทุนเพื่อพัฒนาและขยายฐานการผลิต พร้อมทั้งปรับปรุงระบบการผลิตให้มีความสะดวกรวดเร็ว และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพื่อให้ CPL เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมฟอกหนังและจัดจำหน่ายหนังฟอกที่มีความหลากหลายและมีปริมาณมากที่สุดในประเทศ

 
 
Desktop View