เจาะ 13 เขต ศก.พิเศษลาว รับกฎหมายส่งเสริมลงทุนฉบับใหม่

updated: 15 พ.ค. 2560 เวลา 06:30:52 น.

 

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ถือเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่ต่างชาติหมายปอง ภายหลังจากที่รัฐบาลลาวมีนโยบายประกาศใช้กฎหมายส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศฉบับแรกตั้งแต่ปี 2531 โดยตัวเลขการลงทุนล่าสุดพบว่า จีนลงทุนเป็นอันดับ 1 เวียดนาม อันดับ 2 และไทย เป็นอันดับ 3

เปิดกฎหมายส่งเสริมลงทุนลาว

ล่าสุดหลังการประกาศกฎหมายส่งเสริมการลงทุน (ฉบับปรับปรุง) ใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2559 โดยมีกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน ประกอบด้วย 9 ประเภทธุรกิจ 1.การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 2.กสิกรรมสะอาด 3.อุตสาหกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์กสิกรรม 4.การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวธรรมชาติ 5.การศึกษา, กีฬา-กายกรรม, พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ 6.สร้างโรงพยาบาลทันสมัย 7.การลงทุน, การบริการ และการพัฒนาสาธารณูปโภค 8.ธนาคารนโยบาย และสถาบันการเงินจุลภาค 9.ศูนย์การค้าทันสมัยเฉพาะธุรกิจบริการที่ต้องการมาก ส่งผล

ให้ต่างชาติเริ่มจับตาเพื่อเข้าไปลงทุนมากขึ้น เพราะเงื่อนไขภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน มีข้อกำหนดเพียงว่า การลงทุนในกิจการที่จะส่งเสริมต้องมีมูลค่าอย่างน้อย 1,200 ล้านกีบ หรือประมาณ 4.8 ล้านบาท หรือมีการใช้นักวิชาการลาว 30 คนขึ้นไป หรือมีการใช้แรงงานลาวที่มีสัญญาแรงงานอย่างน้อย 1 ปี ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสการเข้าไปลงทุนกับนักลงทุนมากขึ้น

โดยนางสาวยานี ศรีมีชัย อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการพาณิชย์ไทย ณ เวียงจันทน์ บอกว่า สินค้าและธุรกิจที่มีโอกาสได้รับความนิยมเข้าไปลงทุนมากที่สุด แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตร และธุรกิจบริการ และท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่อง

ปัจจุบัน สปป.ลาว ได้มีการปรับปรุงและแก้ไขแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สปป.ลาว ซึ่งปัจจุบันอยู่ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 8 (2559-2563) ที่สำคัญ สปป.ลาวพยายามผลักดันตัวเองจากประเทศด้อยพัฒนาให้เป็นประเทศกำลังพัฒนา ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 9

หากพิจารณาตัวเลขการลงทุนใน สปป.ลาว ในปี 2559 (มกราคม-ตุลาคม) มีมูลค่าอยู่ที่ 5,228.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 38% ของจีดีพีในประเทศ และแบ่งเป็นสัดส่วนภาครัฐลงทุน อยู่ที่ 474 ล้านเหรียญสหรัฐ ภาคเอกชน อยู่ที่ 3,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 1,222 โครงการ ขณะที่ภาคส่วนของเงินช่วยเหลือใน 351 โครงการ มูลค่าอยู่ที่ 688.1 ล้านเหรียญสหรัฐ และเกิดจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ 966 ล้านเหรียญสหรัฐ

มูลค่าการเข้าไปลงทุนจากต่างประเทศปัจจุบันใน สปป.ลาวมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้เศรษฐกิจของ สปป.ลาวขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 คาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจอยู่ที่ 7%

 

เจาะ 13 เขตเศรษฐกิจพิเศษ

ขณะที่ไทยพยายามอัดมาตรการเพื่อจูงใจต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) สปป.ลาวกำลังเร่งเปิดส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และเขตเศรษฐกิจพิเศษเฉพาะ จำนวน 13 แห่งทั่วประเทศเช่นกัน ได้แก่ บ่อเต็น สามเหลี่ยมทองคำ หลวงพระบาง ภูเขียว ท่าแขก สะหวัน-เซโน จำปาสัก เวียงจันทน์-โนนทอง (VITA Park) ไซเสดถา บึงธาตุหลาง ล่องแท่ง ดงโพสี และดงโพสี 2

ปัจจุบันมี 258 บริษัท และ 225 ห้างร้านที่มีการลงทุนและส่งเสริม หากแบ่งประเภทธุรกิจได้เป็น ประเภทบริการ 44% ประเภทอุตสาหกรรม 31% ประเภทการค้า 26% สามารถสร้างมูลค่าการส่งออกให้ สปป.ลาวอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ และสร้างงานให้คนใน สปป.ลาว ได้ถึง 15,289 ตำแหน่ง

โดยต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจของ สปป.ลาว อันดับ 1 คือ จีน เข้าไปลงทุนและขอสัมปทานพื้นที่การลงทุน ในเขต VITA Park 100% สร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรมให้ต่างชาติเข้ามาลงทุน

ปัจจุบันมีนักลงทุนที่เข้าไป เช่น จีน ไทย ออสเตรเลีย มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ และที่สำคัญ อินเดียเริ่มให้ความสนใจในการศึกษาและเข้าไปลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันการลงทุนรถไฟความเร็วสูงของจีนใน สปป.ลาว ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และมีบางพื้นที่ผ่านเส้นทาง R3A

78 โครงการผลิตไฟหมื่นเม็ก

ที่สำคัญ สปป.ลาวมียุทธศาสตร์ที่สำคัญทางด้านพลังงาน โดยรัฐบาลวางเป้าหมายต้องการเป็น Batterty of Asia และเดินหน้าขยายเครือข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศให้ได้ 90%

พร้อมส่งเสริมและเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน ภายใต้สิทธิประโยชน์ที่ สปป.ลาวกำหนดไว้ และเมื่อติดตามนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของ สปป.ลาว ที่ให้ความสำคัญด้านการส่งเสริมและการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมหลัก จะเน้นเรื่องการสร้างเขื่อนไฟฟ้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการลงทุนในเศรษฐกิจพิเศษ 13 แห่ง และอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร เป้าหมายเพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีการเติบโต

ปัจจุบัน สปป.ลาวมีโครงการผลิตไฟฟ้าสำคัญที่ดำเนินการแล้วเสร็จจำนวน 43 โครงการ ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 6,300 MW สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 33,000 kWh มีระบบสายส่งไฟฟ้า 55,000 กิโลเมตร และสถานีกระจายไฟฟ้าจำนวน 55 แห่ง นอกจากนี้ยังมีเขื่อนไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างจำนวน 35 โครงการ มีกำลังผลิตอยู่ที่ 5,000 MW คาดว่าจะสร้างให้แล้วเสร็จภายในปี 2561

เมื่อพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 9 เป้าหมายในปี 2568 สปป.ลาวต้องการให้มีการใช้พลังงานทดแทน 30% ของพลังงานทั้งหมด ปัจจุบันมีการขยายไฟฟ้าได้เพียง 86.5% ของครัวเรือน

สำหรับโครงการไฟฟ้าสำคัญ เช่น เขื่อนไฟฟ้าไชยะบุรี โครงการไฟฟ้าความร้อนหงสา อยู่ระหว่างการสร้าง คาดจะแล้วเสร็จในปี 2562 เขื่อนไฟฟ้าน้ำคาน เขื่อนน้ำเงียบ เขื่อนไฟฟ้าน้ำทา เป็นต้น และมีเขื่อนจำนวนไม่น้อยที่นักลงทุนไทยเข้าไปลงทุน ในลักษณะบริษัทร่วมทุนซึ่งผลิตเพื่อการส่งออกและใช้ภายในประเทศ เช่น เขื่อนน้ำยวง เขื่อนน้ำเทินหินปูน เขื่อนตาดสะเลน เขื่อนสาลีไนท์ เขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สปป.ลาวยังเป็นประเทศที่น่าสนใจและเป็นโอกาสของนักลงทุน รวมถึงเส้นทางการส่งออกไปยังประเทศที่ 3 ที่เชื่อมโยง สปป.ลาว


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม