โตโยต้าส่งC-HRไฮบริด ชนHR-V อุดช่องโหว่ตลาดดีเดย์ปลายปีนี้

updated: 15 พ.ค. 2560 เวลา 09:30:23 น.

 

โตโยต้าซุ่มเตรียมส่ง "ซี-เอชอาร์" ลุยตลาดซับคอมแพ็กต์เอสยูวี ชูจุดขายไฮบริดดีเดย์ปลายปีนี้ อุดช่องโหว่ตลาด หลังปล่อยฮอนด้า เอชอาร์-วี โกยลูกค้าไปลอตใหญ่เกือบ 2 หมื่นคัน ย้ำตลาดเอสยูวีขนาดกลางกำลังวิ่งฉิว ตอบโจทย์กำลังซื้อทั้งคนเมืองและต่างจังหวัด

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า ตลาดรถยนต์ในกลุ่มรถซับคอมแพ็กต์เอสยูวีที่มีรุ่นยอดนิยมอย่างฮอนด้า เอชอาร์-วี (HR-V) กำลังถูกจับตามองแบบไม่กะพริบตา หลังจากค่ายโตโยต้าส่งทีมงานลุยทดสอบโตโยต้า ซี-เอชอาร์ (C-HR) บนทุกสภาพถนนและทุกอุณหภูมิในบ้านเรา เพื่อให้ทันการแนะนำตัวอย่างเป็นทางการปลายปีนี้ โดยล่าสุดมีชาวเน็ตจำนวนมากส่งภาพการวิ่งทดสอบ ย่านชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ระยอง ผ่านโซเชียลมีเดียกันอย่างครึกโครม

แหล่งข่าวฝ่ายบริหารจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัดกล่าวว่า เป็นนโยบายของโตโยต้าที่จะนำเสนอโปรดักต์ใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วงนี้ตลาดรถยนต์กำลังเชิดหัวขึ้นหลังจากหดตัวมาพักใหญ่ ประกอบกับรถยนต์ในกลุ่มซับคอมแพ็กต์เอสยูวีลูกค้าให้การตอบรับดีมาก โดยรถกลุ่มนี้สามารถตอบโจทย์ความต้องการใช้งานได้อย่างครบถ้วนทั้งในเมืองและเดินทางต่างจังหวัด

"เราเชื่อว่าการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆจากค่ายรถยนต์ต่างๆ ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศให้ตลาดคึกคัก และช่วงที่ผ่านมาโตโยต้าก็เว้นวรรคการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ไปพอสมควร จะมีเพียงปรับเปลี่ยนเล็ก ๆ แบบไมเนอร์เชนจ์เท่านั้น แต่เชื่อว่าหลังจากนี้โดยเฉพาะครึ่งปีหลังเป็นต้นไป โตโยต้าน่าจะสามารถสร้างความโดดเด่นให้กับตลาดรถยนต์โดยรวมได้อย่างแน่นอน"

โดยเฉพาะรถยนต์ 2 รุ่นใหม่ ทั้งอีโคคาร์ ยาริส แบบซีดาน ซึ่งน่าจะเข้าเกณฑ์อีโคคาร์เฟส 2 และกลุ่มครอสโอเวอร์ หรือซับคอมแพ็กต์เอสยูวี โตโยต้า ซี-เอชอาร์ ซึ่งรุ่นนี้จะเป็นไฮบริดมีทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ในคันเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรถยนต์ในกลุ่มซับคอมแพ็กต์เอสยูวีนี้ ที่ผ่านมาโตโยต้ายังไม่มีการนำสินค้าเซ็กเมนต์นี้มาทำตลาด จึงเปิดช่องให้กับคู่แข่งอย่างฮอนด้า, นิสสัน, ฟอร์ด และมาสด้า ที่มีโปรดักต์เข้ามาชิงตลาดไปพักใหญ่ โดยเฉพาะฮอนด้า เอชอาร์-วีกวาดลูกค้าไปแล้วเกือบ 2 หมื่นราย ขณะที่ค่ายอื่น ๆ ก็ได้ลูกค้าไปเป็นหลักพันคัน จึงจำเป็นต้องอุดช่องว่าง และการมาครั้งนี้ของโตโยต้าก็ถือว่ามีความได้เปรียบ เพราะเป็นการเข้าตลาดในกลุ่มรถไฮบริด ซึ่งล่าสุดรัฐบาลให้การสนับสนุนรถยนต์ในกลุ่มไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริดอย่างเต็มที่

โดยเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าจากญี่ปุ่นยืนยันกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ว่าจะลงทุนรถยนต์ในกลุ่มไฮบริด เพื่อขอรับการสนับสนุนยกเว้นภาษีเงินได้และยกเว้นอากรนำเข้า

ทั้งนี้ โตโยต้า ซี-เอชอาร์ ที่จะเข้ามาทำตลาดในไทย คาดว่าจะมาพร้อมครบไลน์สไตล์รถพรีเมี่ยม ซึ่งตัวนี้ได้เริ่มวางขายในอังกฤษแล้วด้วยราคาเริ่มต้น 21,065 ปอนด์ หรือราว 900,000 บาท สำหรับในเมืองไทยช่วงแรกคาดว่าจะเป็นตัวนำเข้า หลังจากนั้น จึงจะเป็นตัวประกอบในประเทศ มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์ คือ เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร เทอร์โบ และเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ไฮบริด ในรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร เทอร์โบ มีทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด แบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และ 4 ล้อ แบบ All-Wheel Drive ให้เลือกถึง 3 รุ่นย่อย และรุ่นเกียร์อัตโนมัติแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้า และแบบขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง อีกอย่างละ 2 รุ่น สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ไฮบริด มาพร้อมเกียร์อัตโนมัติแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ มีให้เลือก 3 รุ่นย่อยเช่นเดียวกัน

ตลาดรถยนต์กลุ่มซับคอมแพ็กต์เอสยูวีในไทยเริ่มจากนิสสัน จู๊ค ที่เข้ามาทำตลาดเมื่อปลายปี 2556 ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าชาวไทยเป็นจำนวนมาก แม้จะเป็นรถนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ก่อนที่ค่ายฮอนด้าจะส่ง เอชอาร์-วี จากโรงงานโรจนะ อยุธยา ออกสู่ตลาดในปลายปี 2558 ซึ่งถือเป็นการเปิดตลาดให้กับรถยนต์ในกลุ่มนี้อย่างเต็มรูปแบบ เห็นได้จากจำนวนรถรุ่นนี้ที่วิ่งอยู่ในบ้านเรา ตามมาด้วยฟอร์ด เอคโคสปอร์ต และมาสด้า ซีเอ็กซ์-3

ขณะที่ยอดจำหน่ายรถยนต์ในกลุ่มซับคอมแพ็กต์เอสยูวีในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้มียอดขายรวม 7,701 คัน แบ่งเป็นฮอนด้า เอชอาร์-วี จำนวน 5,501 คัน, มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 1,397 คัน และนิสสัน จู๊ค จำนวน 803 คัน

สำหรับยอดขายรถยนต์โดยรวม 4 เดือนแรก อยู่ที่ 273,990 คัน โดย 5 อันดับแรกที่มียอดการจำหน่ายสูงสุด ได้แก่ โตโยต้า จำนวน 76,603 คัน ฮอนด้า 53,814 คัน อีซูซุ 38,539 คัน มิตซูบิชิ 21,799 คัน และนิสสัน 18,478 คัน






 
 
Desktop View