"สิงห์"ขยับทัพขึ้นเวิลด์คลาส ผนึกพันธมิตรรุกลงทุนรอบทิศ

updated: 15 พ.ค. 2560 เวลา 07:45:50 น.

 

"สิงห์" ขยับทัพรับโลกเปลี่ยน "สันติ ภิรมย์ภักดี" แม่ทัพใหญ่ มอบนโยบายเปิดกว้างการลงทุนขยายธุรกิจ เน้นจับมือพันธมิตร "พาร์ตเนอร์" เสริมเขี้ยวเล็บ-สร้างรายได้เพิ่ม ควง "มาซาน" ยักษ์เวียดนามตั้งโรงงานเบียร์รับกำลังซื้อสุดสะพรั่ง เผยทีเด็ดส่งเบียร์น้องใหม่ "ยูเบียร์" เขย่าตลาด ขยายฐาน-ตีกันคู่แข่ง ชู "ลีโอ" หัวหอกหลัก ยึดบัลลังก์เจ้าตลาดเบียร์ ลั่นสิ้นปี มาร์เก็ตแชร์ 65% พร้อมเตรียมเปิดตัวไลน์อัพน็อนแอลกอฮอล์ใหม่ๆ อีกเพียบ

หลังจากธุรกิจเบียร์ซึ่งเป็นรายได้หลักของค่ายสิงห์ ในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับสภาพของเศรษฐกิจ กำลังซื้อที่ชะลอตัวลง การแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง และทำให้มาร์เก็ตแชร์หดหายลงไปบ้าง แต่ทว่า "สิงห์" ก็กลับมาสร้างเสียงฮือฮาให้กับตลาดได้อีกครั้งกับการเปิดตัว "ยูเบียร์" เบียร์น้องใหม่ที่ฉีกกฎการทำตลาดแบบเดิม ๆ อย่างสิ้นเชิง ขณะที่พอร์ตโฟลิโอเบียร์ตัวอื่น ๆ เช่น ลีโอ สิงห์ สิงห์ไลท์ ก็ทยอยปรับแพ็กเกจจิ้ง แนวทางการสื่อสารเพื่อสร้างอิมแพ็กต์ให้โดนใจคนรุ่นใหม่กันอย่างคึกคัก พร้อม ๆ กับการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้จะไม่ค่อยเป็นข่าวคราวออกมา แต่ถ้าลองไปค้นดูจะพบว่าสิงห์ได้เข้าไปร่วมทุน หรือซื้อกิจการต่าง ๆ เพื่อต่อยอดกับธุรกิจเดิมอีกจำนวนมาก รองรับการเติบโตรอบด้านในอนาคต


ภูริต ภิรมย์ภักดี

ไฟเขียวลงทุนธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

นายภูริต ภิรมย์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า จากนโยบายของคุณสันติ ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ที่เปิดกว้างในเรื่องของการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดธุรกิจที่อยู่ในความเชี่ยวชาญเดียวกัน (Specialty) และขยายฐานธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้ให้กลุ่มธุรกิจ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาสิงห์ได้เข้าไปร่วมทุนกับพันธมิตรในหลาย ๆ ประเทศ ในลักษณะของการเป็นพาร์ตเนอร์ โดยมีการตั้งบริษัทใหม่เป็นระยะ ๆ โดยที่บุญรอดฯจะไม่เข้าไปนั่งบริหาร แต่จะเป็นผู้ซัพพอร์ตในด้านต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็นำสินค้าของบริษัทนั้น ๆ มาทำตลาดโดยบริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด

"แนวทางของการลงทุน คือ ต้องอยู่ในพื้นฐานที่เป็นตัวเรา เป็นการแตกไลน์จากของเรามากกว่า คงไม่นอกเหนือไปจากสิ่งที่เรารู้จัก และจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คล้าย ๆ กับการต่อจิ๊กซอว์"

จับมือยักษ์ใหญ่น้ำผลไม้เยอรมัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ ได้ตั้งบริษัทใหม่หลายบริษัท อาทิ บริษัท สิงห์ ซางโกะ จำกัด บริษัทผลิตและจำหน่ายข้าวอบกรอบ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด และบริษัท เฮสโก ฟู้ด อินดัสทรี่ จำกัด จับมือกับบริษัท ซางโกะ เซกะ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น, บริษัท ฟอร์ท เวนดิ้ง จำกัด พัฒนาตู้จำหน่ายสินค้าอัจฉริยะ ทั้งจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ เติมเงิน โอนเงิน ฯลฯ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างสิงห์ คอร์เปอเรชั่น กับบริษัท ฟอร์ท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันติดตั้งไปแล้วกว่า 1,000 ตู้ มีเป้าหมายติดตั้งครบ 2,000 ตู้ภายในปีนี้รวมถึงการที่บริษัทสิงห์ อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง เข้าไปลงทุนในบริษัท Valensina Holding GmbH บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำผลไม้รายใหญ่ในเยอรมนี เจ้าของแบรนด์ Valensina, Wolfra และ Hitchcock และตั้งบริษัท สิงห์ ยุโรป จำกัด ในประเทศอังกฤษ เพื่อทำตลาดน้ำผลไม้ในยุโรป ด้านบริษัท บุญรอดฟาร์ม จำกัด ก็ได้ร่วมทุนกับบริษัท มารุเซ็น ที เจแปน จำกัด ผู้ผลิตชาเขียวรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น ตั้งบริษัท มารุเซ็น ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลิตชาเขียวสไตล์ญี่ปุ่น

ร่วมทุนบิ๊กเวียดนาม-อินโดฯ

และยังมีบริษัทสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่เข้าไปจับมือกับบริษัทมาซาน กรุ๊ป ประเทศเวียดนาม ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคและเครื่องดื่มรายใหญ่ในเวียดนาม ในการนำสินค้า อาทิ น้ำปลา เข้ามาจำหน่ายในประเทศ และส่งเบียร์สิงห์และลีโอไปจำหน่ายในเวียดนาม โดยผ่านเครือข่ายของมาซาน กรุ๊ป รวมถึงการจับมือกับกลุ่มบริษัท Sinarmas ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อช่วงเดือนเมษายน 2559 ที่ผ่านมา เพื่อขยายธุรกิจร่วมกันในอินโดนีเซีย และอยู่ระหว่างการทำแผนธุรกิจสำหรับการผลิตและจำหน่ายสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในอินโดนีเซีย

ตั้งโรงงานเบียร์เวียดนาม

นายภูริตระบุว่าความคืบหน้าของการเข้าไปร่วมทุนเช่น มาซาน กรุ๊ป ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในเวียดนาม ที่มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอจำนวนมาก เช่น น้ำปลา เอเนอร์จี้ดริงก์ อาหารสัตว์ ประกันชีวิต ฯลฯ ได้มีการนำสินค้าของมาซานเข้ามาจำหน่ายแล้วคือ น้ำปลาตราหยดทอง

ส่วนบริษัทได้ส่งเบียร์สิงห์และเบียร์ลีโอเข้าไปจำหน่ายแล้วในเบื้องต้น ซึ่งผลตอบรับในเชิงของยอดขายเป็นที่น่าพอใจ เพราะศักยภาพของเศรษฐกิจของเวียดนาม หากวัดจากจีดีพี ตัวเลขเติบโตถึง 15% ในปีที่ผ่านมา สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน อีกทั้งความนิยมในการบริโภคเบียร์ก็สูงกว่าแอลกอฮอล์ชนิดอื่น ๆ โดยอัตราการบริโภคเบียร์ต่อคน สูงกว่าในไทย 3 เท่า จึงมีแผนจะเข้าไปตั้งโรงงานผลิตเบียร์ร่วมกับมาซาน กรุ๊ปในเร็ว ๆ นี้

นอกจากเวียดนามซึ่งมีประชากรกว่า 90 ล้านคน มาซานยังมีเครือข่ายในเมียนมา กัมพูชา และลาว เมื่อรวมกับไทยแล้วจึงเป็นตลาดที่มีประชากรเกือบ 250 ล้านคน

ดังนั้น จึงอยู่ระหว่างการศึกษาตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภคว่าจะเหมาะกับสินค้าในพอร์ตของบริษัท ก่อนที่จะนำเข้าไปจำหน่ายเพิ่มในอนาคต



ปรับยุทธศาสตร์ย้ำเจ้าตลาดเบียร์


นายภูริตยังกล่าวด้วยว่าส่วนธุรกิจในประเทศโดยเฉพาะตลาดเบียร์มียอดขายกว่า 1 แสนล้านบาท ในช่วงที่ผ่านมาต้องเผชิญกับภาวะกำลังซื้อที่หดตัว และการแข่งขันที่รุนแรงต่อเนื่อง บริษัทจึงได้ปรับยุทธศาสตร์การทำตลาดของสินค้ากลุ่มนี้ใหม่ โดยศึกษาจากตลาด ความต้องการของผู้บริโภค เทรนด์ระดับโกลบอลที่เกิดขึ้น รวมถึงการศึกษาจุดอ่อนจุดแข็งของคู่แข่ง จึงเป็นที่มาของการออกสินค้าใหม่ "ยูเบียร์" ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ๆ ให้กับผู้บริโภค เป็นการสร้างสีสัน และการเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดเบียร์ที่มีแต่เบียร์ลาเกอร์เพียงไม่กี่แบรนด์มานาน

"คุณสันติเป็นคนคิดยูเบียร์ขึ้นมาตอนที่เราเสียมาร์เก็ตแชร์ให้กับคู่แข่งไปค่อนข้างเยอะ โจทย์คือทำอะไรก็ได้ที่ยูนีค แตกต่าง และคาดไม่ถึง ใช้เวลาคิด 2 อาทิตย์ โดยวางโพซิชั่นไม่ให้ชนกับลีโอและสิงห์ แต่จะไปชนกับคู่แข่งโดยตรง และแผนของเบียร์ตัวนี้ก็คือการไม่มีแผน เพราะถ้ามีคนอื่น ๆ

ก็จะคิดได้ทัน และต้องฉีกวิธีการทำตลาดเดิม ๆ ไปอย่างสิ้นเชิง ใช้ดิจิทัล อินเทอร์เน็ต อินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วย มีทีมงานรุ่นใหม่ ๆ มาช่วยดู เพราะเราไม่อยากให้ซ้ำกับสิ่งที่เป็นแมส"

คราฟต์เบียร์โตแรง

นายภูริตระบุต่อไปว่า กระแสของลาเกอร์เบียร์ หรือเบียร์ระดับแมสในต่างประเทศและทั่วโลกในวันนี้เริ่มหดตัวลง สวนทางกับเบียร์พรีเมี่ยมและคราฟต์เบียร์ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ การที่มีวาไรตี้ของโปรดักต์ ทำให้ผู้บริโภคเลือกได้มากขึ้น หากมีแค่สิงห์ ลีโอ มีช้างในตลาด ผู้บริโภคก็จะเบื่อ จึงต้องพยายามสร้างอะไรใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น การตอบรับของยูเบียร์จึงนับว่าซักเซส เป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา จนถึงต้นปี ยังมีการปรับภาพลักษณ์ ฉลาก แพ็กเกจจิ้งของเบียร์แทบทุกตัวในพอร์ต ทั้งสิงห์ ลีโอ และล่าสุด สิงห์ไลท์ ที่ปรับทั้งภาพลักษณ์ รวมถึงรสชาติและระดับแอลกอฮอล์ให้เพิ่มขึ้นด้วย และยังได้ปรับสัดส่วนของการใช้งบฯการตลาดในแบรนด์สิงห์ลดลง เพื่อมาเพิ่มในแบรนด์ลีโอมากขึ้น ตามวอลุ่มของยอดขาย เนื่องจากเป็นตัวที่ขายดีสุด ทำรายได้มากสุด เป็นตัวซูเปอร์สตาร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและครองมาร์เก็ตแชร์ในตลาดกว่า 50%

"ปีที่แล้วตลาดเบียร์มูลค่าเกือบ 2 แสนล้านบาท หรือ 2,150 ล้านลิตร เติบโตเพียง 3% แต่เราโตน้อยกว่านั้น แสดงว่าโดนคู่แข่งแย่งมาร์เก็ตแชร์ไป ก่อนหน้านี้เคยมีมาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 70% ช่วงที่แย่ ๆ ตกลงไปอยู่ที่ 40% แต่ก็เริ่มปรับตัวดีขึ้นจนปีที่ผ่านมาปิดปีไปที่ 58% ตอนนี้ผ่านมา 4 เดือนก็เริ่มขึ้นมาอยู่ที่ 60% ปีนี้ตั้งเป้าไว้ที่ 65% หรือยอดขาย 1,400 ล้านลิตร แบ่งเป็นลีโอ 1,100 ล้านลิตร สิงห์ 270 ล้านลิตร และยูเบียร์ 30 ล้านลิตร"

เร่งเครื่องน็อนแอลกอฮอล์

นายภูริตระบุเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของกลุ่มธุรกิจน็อนแอลกอฮอล์ ที่มีโซดาและน้ำดื่มเป็นตัวทำรายได้หลัก แต่สินค้าอื่น ๆ เช่น สแน็ก สาหร่าย ฯลฯ ก็มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง และจะมีการนำสินค้าใหม่ แบรนด์ใหม่ เข้ามาเปิดตัวในตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอย่างละเอียด เพื่อกำหนดกลุ่มลูกค้า การสื่อสารที่ตรงจุด ชัดเจน และตอบโจทย์ในสิ่งที่ผู้ริโภคมีความต้องการอย่างแท้จริง

"ยกตัวอย่างแบรนด์ยูกิ ขนมข้าวอบกรอบสไตล์ญี่ปุ่น มีกลุ่มลูกค้าเป็นเด็ก วัยรุ่น ก็จะใช้ช่องทางดิจิทัลในการไดรฟ์ หรือน้ำดื่มสิงห์ก็ปรับการสื่อสารมาเล่นเรื่องไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพราะการทำตลาดสมัยนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว การที่จะทำให้คนมาซื้อสินค้าได้ ไม่ใช่เพราะสื่อแมสอย่างเดียว แต่มีหลายอย่างที่ต้องผนวกกันเพื่อสร้างความสนใจ ทั้งเรื่องไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิต ที่ต้องคิดว่าสินค้าของเราจะเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เพราะคนไม่ได้เชื่อตามที่โฆษณาบอกทุกอย่างอีกต่อไป เขาต้องการเชื่อด้วยตัวเองเพราะเคยทดลอง หรือเชื่อเพราะเพื่อนเขาเคยทดลองแล้วมันดี"

โดยทิศทางของกลุ่มน็อนแอลกอฮอล์ ต้องการเพิ่มสัดส่วนมากขึ้นเป็น 50% ของรายได้บริษัทในอนาคต ซึ่งขณะนี้มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 30% ซึ่งนอกจากสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจแล้ว ยังมองว่าการมีธุรกิจที่หลากหลาย จะทำให้บริษัทได้รับความสนใจมากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อการเจรจา สร้างคอนเน็กชั่นธุรกิจ ร่วมกับพาร์ตเนอร์จากต่างประเทศ

ผู้บริหารสิงห์ทิ้งท้ายว่า การทำธุรกิจในวันนี้ไม่เพียงแต่จะต้องรับมือกับเศรษฐกิจ กำลังซื้อ หรือการแข่งขันที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมนั้น ๆ แต่ยังต้องทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของคนยุคใหม่ที่เข้าไปพึ่งพาเทคโนโลยี หรือดิจิทัลกันมากขึ้น การสื่อสาร การโฆษณาแบบเดิมอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป โดยเฉพาะการเข้ามาของอีคอมเมิร์ซและฟินเทค จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจในช่วง 1-2 ปีนี้อย่างสิ้นเชิง ผู้ประกอบการจึงต้องศึกษาและติดตามเทรนด์ดังกล่าวให้ทัน และต้องเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค พร้อมกับมองหาความเป็นไปได้ใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตให้กับองค์กร
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม