3 ปี "บิ๊กตู่" ระบายข้าว 11.4 ล.ตัน ขาดทุนรับจำนำพุ่งทะลุ 6.2 แสนล้าน

updated: 14 พ.ค. 2560 เวลา 08:00:09 น.

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าควบคุมอำนาจและรับหน้าที่บริหารประเทศ ได้เร่งสางปมจ่ายเงินให้กับชาวนาที่เข้าร่วมโครงการจำนำข้าวปี 2556/2557 ตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมรับมรดกสต๊อกข้าวสารลอตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 18.297 ล้านตันที่ค้างมาจากรัฐบาลก่อนๆ รวมเบ็ดเสร็จภาครัฐทุ่มงบประมาณไปถึง 9 แสนล้านบาท ถึงขณะนี้ผ่านมาเกือบครบ 3 ปี รัฐบาล คสช.ได้บริหารจัดการระบายข้าวในสต๊อกไปแล้ว 11.4 ล้านตัน มีเม็ดเงินที่ได้รับจากการขายข้าวมูลค่ารวม 108,391 ล้านบาท (ตามตาราง)


สถานการณ์ตลาดข้าวช่วง 3 ปีย้อนหลัง 

แน่นอนว่าช่วงที่ผ่านมาภาระสต๊อกข้าวที่มีมหาศาล เป็นแรงกดดันต่อตลาดข้าวอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากข้อมูลสมาคมผู้ส่งออกข้าว ระบุว่า การส่งออกข้าวในปี 2557 มีปริมาณ 10.9 ล้านตัน มูลค่า 174,851 ล้านบาท, ปี 2558 ปริมาณ 9.79 ล้านตัน มูลค่า 155,912 ล้านบาท และปี 2559 ปริมาณ 9.88 ล้านตัน มูลค่า 154,343 ล้านบาท สะท้อนภาพว่าภาวะตลาดข้าวทรงและปรับลดลงด้านปริมาณ ขณะที่ระดับราคาก็ปรับลดลงด้วย

โดยข้อมูลขององค์การเกษตรและอาหารโลก (FAO) ระบุว่า ราคาส่งออกข้าวเฉลี่ยปี 2560 เทียบกับปี 2557 ลดลงอย่างมาก เช่น ราคาข้าวหอมมะลิ จากตันละ 1,150 เหลือ 691 เหรียญสหรัฐ ลดลง 459 เหรียญสหรัฐ ราคาข้าวขาว 5% จากที่เคยอยู่ที่ตันละ 423 เหรียญสหรัฐ เหลือตันละ 399 และราคาข้าวนึ่งจากเดิม 435 เหรียญสหรัฐ เหลือตันละ 390 เหรียญสหรัฐ 

TDRI ชี้ ขาดทุนสต๊อก 6.2 แสนล้าน 


รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า ขณะนี้ผลขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าวมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.2 แสนล้านบาท จากที่ TDRI คาดการณ์ไว้เมื่อเดือนสิงหาคม 2558 ที่ 5.5-5.6 แสนล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับกระทรวงการคลัง 5.8 แสนล้านบาท สาเหตุที่ผลขาดทุนเพิ่มขึ้นเกิดจากข้าวยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อมคุณภาพลง บวกกับสถานการณ์ราคาข้าวในตลาดลดลง เช่น ข้าวเปลือก 5% ปี 2557 ราคาตันละ 9,000 บาท ตอนนี้เหลือ 7,000-8,000 บาท เมื่อราคาตลาดลงทำให้ราคาประมูลลดต่ำลงตาม 

ประการที่ 2 สมมุติฐานในการคำนวณขณะนั้น ประเมินราคาขายเฉลี่ยรวมทุกชนิดข้าวในระดับตันละ 9,000-11,000 บาท แต่ในทางปฏิบัติการขายข้าวแยกประเภทหลายเกรด เช่น ข้าวเกรดอาหารสัตว์และอุตสาหกรรม ทำให้ระดับราคาประมูลต่ำกว่าที่เคยประเมินไว้ ตันละ 9,000-11,000 บาท เพราะบางลอตข้าวสำหรับอุตสาหกรรมขายได้เพียงแค่ตันละ 2,000-4,000 บาท เทียบกับต้นทุนราคารับจำนำที่คิดเป็นข้าวสารซึ่งเฉลี่ยตันละ 23,000 บาท แปลว่าราคานั้นทำให้ "ขาดทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกตันละ 5,000 บาท" ดังนั้น หากคำนวณเบื้องต้นเฉพาะข้าวสารในสต๊อกลอตที่เหลือยกมาในปีนี้ 8 ล้านตันคูณยอดขาดทุนที่เพิ่มขึ้นตันละ 5,000 บาท เท่ากับมูลค่าข้าวขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก 30,000-40,000 ล้านบาท จากยอดขาดทุนเดิมที่กระทรวงการคลังคำนวณ 5.8 แสนล้านบาท รวมเป็นยอดขาดทุน 6.2 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับดอกเบี้ย และค่าเก็บรักษาอีกส่วนหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรเร่งระบายข้าวให้หมด เพื่อลดภาระการจัดเก็บรักษา และลดปัญหาการใช้สต๊อกข้าวเป็นแรงกดดันราคาตลาด เก็งกำไรข้าวสต๊อก และตัดตอนปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นข้าวที่ยังเหลือ ก่อนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาทำหน้าที่ แต่ในการระบายสต๊อกข้าวแต่ละครั้งรัฐบาลต้องวางระบบ ติดตาม และรายงานผล เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าวไหลกลับมาสู่ตลาด 

อนาคตส่งออกข้าวปี 60 พลิก

รศ.ดร.นิพนธ์ชี้ว่า อนาคตการส่งออกข้าวในปี 2560 ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้ 10 ล้านตัน เกินเป้าหมาย 9.5 ล้านตัน เทียบเท่ากับอินเดีย แต่หากไทยระบายสต๊อกข้าวหมดในปีนี้ สถานการณ์ส่งออกข้าวปี 2560 จะพลิกผัน เพราะ "ซัพพลาย" ลดลง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐ (USDA) ระบุว่า ผลผลิตปี 2560/2561 ทั่วโลกประมาณ 481.3 ล้านตัน สต๊อกทั่วโลก 120 ล้านตัน จึงต้องขบคิดว่าไทยจะต้องวางแผนอย่างไร เมื่อไม่มีสต๊อกรัฐบาล ภาคเอกชนก็ยังไม่เก็บสต๊อกเพิ่ม และการผลิตข้าวของไทยน่าจะเพิ่มไม่มาก แล้วภาวะราคาจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร 

โรงสีหนุนคัตลอส 

นายเกรียงศักดิ์ ตาปนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า แม้ว่าระดับราคาข้าวเทียบในช่วง 3 ปีย้อนหลังจะลดลง แต่เชื่อว่าขณะนี้ได้ผ่านจุดที่ต่ำสุดมาแล้ว จึงเห็นด้วยหากรัฐบาลเร่งขายข้าวสารในสต๊อกให้หมด เพื่อยุติความเสียหาย (คัตลอส) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลควรกำหนดแผนการระบายข้าวสม่ำเสมอ โดยประเมินทิศทางตลาด ราคาสูงก็ขายสูง ราคาต่ำก็ไม่ควรขาย ที่สำคัญต้องมีมาตรการดูแลข้าวเก่าที่ขายไปไม่ให้ไหลกลับสู่ตลาด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวในตลาดปัจจุบัน

ภาวะราคาตลาดในช่วงที่มีโครงการรับจำนำต่อเนื่องช่วงนั้น6-7 ปี ราคาขยับขึ้นสูงมากเทียบกับคู่แข่ง แต่หลังจาก คสช.เข้ามาบริหาร ระดับราคากลับมาอยู่ในภาวะที่ปรับฐานใกล้เคียงกับตลาดปกติ แต่ไทยต้องเตรียมพร้อมหากขายข้าวหมดแล้วปีหน้าจะยังรักษาปริมาณการส่งออกได้ 9.5 ล้านตันหรือไม่

แจ็กพอตออร์เดอร์ข้าวนึ่งเข้ามา 

นายเกรียงศักดิ์ระบุว่า ภาวะราคาข้าว 12 พ.ค. 60 เทียบกับเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ผู้ส่งออกซื้อข้าวขาว 5% จากตันละ 11,300-11,400 บาท เพิ่มเป็น 12,200-12,500 บาท, ข้าวนึ่ง ตันละ 11,500 บาท เป็น 13,000 บาท ข้าวหอมมะลิ จากตันละ 18,000 บาท เป็น 19,500-20,000 บาท ทอนกลับเป็นราคาข้าวเปลือก 5% จากตันละ 7,400 บาทเป็น 8,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิ ตันละ 10,000 บาท เป็นผลจากความต้องการส่งออกเพิ่มขึ้น ซึ่งในปีนี้น่าจะส่งออกเกิน 9.5 ล้านตันแน่นอน 

สอดรับกับมุมมองของผู้ส่งออกรายใหญ่อย่าง สมบัติ เฉลิมวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเซีย โกลเด้น ไรซ์ จำกัด ที่ระบุว่า ขณะนี้มีออร์เดอร์ใหม่จากบังกลาเทศเข้ามาเปิดประมูลข้าวนึ่ง 50,000 ตัน ในวันที่ 21 พ.ค.นี้ เพื่อส่งมอบในเดือน มิ.ย.-ถึงกลางเดือน ก.ค. ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะโดยปกติบังกลาเทศจะซื้อตามแนวชายแดนจากอินเดีย แต่ปีนี้ประสบภัยน้ำท่วม คาดว่าจะต้องมีการนำเข้า 6 แสนตัน ซึ่งน่าจะมีการประมูลต่อเนื่องอีก 

ด้านนายศุภชัย วรอภิญญาภรณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนสรรไรซ์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้มีคำสั่งซื้อจากบังกลาเทศและอิหร่านเข้ามา ส่งผลดีกับราคาข้าว โดยเฉพาะข้าวนึ่ง ซึ่งภาพรวมการส่งออกเกินกว่า 9.5 ล้านตัน ดังนั้น การพิจารณาระบายข้าวส่วนที่เหลือในช่วงนี้ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าไม่น่าจะมีผลกระทบ เพราะสต๊อกข้าวที่เหลือส่วนใหญ่เป็นข้าวหอมมะลิ ส่วนที่ผ่านมาในช่วง 3 ปี ราคาข้าวในตลาดลดลง เพราะส่วนหนึ่งหันไปบริโภคข้าวเก่าที่มีราคาถูกกว่า ถ้าหากรัฐระบายข้าวหมดในปีนี้ ราคาข้าวจะปรับฐานใหม่ในทิศทางที่ดีขึ้น 

นโยบายหลังปลดล็อกสต๊อกข้าว

ทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า หลังปลดภาระสต๊อกแล้ว รัฐบาลควรวางกลไกไม่ให้ปัญหาข้าวกลับมาซ้ำรอยเดิม โดยการส่งเสริมให้ชาวนาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตอย่างน้อย 10-20% โดยเดินหน้ามาตรการระยะยาว เช่น นาแปลงใหญ่ การบริหารจัดการข้าวครบวงจร และการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น ซึ่งควรดำเนินการควบคู่กับการดำเนินมาตรการระยะสั้น เช่น สนับสนุนค่าปัจจัยการผลิตสนับสนุนให้เก็บข้าวไว้ในยุ้งฉาง ซึ่งต้องอยู่บนพื้นฐานไม่ให้กระทบ "กลไกตลาด"
 
 
Desktop View