เที่ยวล่องท่องไปใน "พุกาม" อดีตอาณาจักรรุ่งเรืองของเมียนมา กับบรรยากาศเหมือนไทยเมื่อ 50 ปีก่อน

updated: 13 พ.ค. 2560 เวลา 10:00:34 น.

 

โดย กนกวรรณ มากเมฆ
ผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์



ลัง 2 ตอนที่ผ่านมาผู้เขียนไปเยือนมัณฑะเลย์ เมืองที่เรียกได้ว่าเจริญเป็นอันดับ 3 ของเมียนมา ดินแดนที่ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคแผ่นดินสุดท้ายก่อนที่เมียนมาจะถูกอังกฤษเข้ามาปกครอง (คลิกอ่าน เที่ยวล่องท่องไปใน "มัณฑะเลย์" ซึมซับประวัติศาสตร์ราชธานีสุดท้ายของเมียนมา (1))


สนามบินพุกาม

แต่อีกเมืองที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาด ก็คือ "พุกาม" (Bagan) อาณาจักรที่เคยรุ่งเรืองที่สุดของเมียนมา และเป็นดินแดนแห่งแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาของชาวเมียนมาที่มีมาอย่างยาวนาน กับบรรยากาศของเมืองที่ยังไม่มีความเจริญเข้ามามากนัก มองดูแล้วอาจจะคล้ายๆ บ้านเราเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว

โดยในครั้งนี้ ผู้เขียนได้เดินทางร่วมทริปไปกับ "โฮมโปร" ที่จัดเอ็กซ์คลูซีฟทริปที่พาสมาชิกโฮมการ์ดไปเที่ยวอิ่มบุญไว้พระเสริมสิริมงคล พุกาม-มัณฑะเลย์ 4 วัน 3 คืน ฉลองครบรอบ 20 ปี กับ 20 สุดยอดนักช้อป

เริ่มต้นการเดินทางจากสนามบินมัณฑะเลย์ไปยังสนามบินเมืองพุกาม ที่เห็นจะเป็นการขึ้นเครื่องบินที่สนุกสนานและตื่นเต้นสุดๆ เพราะระบบการบินภายในประเทศของเมียนมาคล้ายรถประจำทางบ้านเรา จนผู้เขียนขอตั้งชื่อให้ว่าเป็นการเดินทางแบบ "เครื่องบินเมล์" เพราะเครื่องบินจะเริ่มต้นที่ย่างกุ้ง-มัณฑะเลย์-พุกาม-เฮโฮ ซึ่งเราขึ้นที่มัณฑะเลย์ก็ต้องรอเครื่องบินจากย่างกุ้งมาถึงก่อน เราจึงคาดเดาไม่ได้เลยว่าเที่ยวบินจะดีเลย์หรือไม่ หรือหากเครื่องมาถึงก่อน กัปตันพร้อม ผู้โดยสารพร้อม เครื่องก็ออกก่อนเวลาซะอย่างนั้น

ที่แปลกอีกอย่างคือ การเดินทางเที่ยวบินในประเทศจะไม่มีการจองที่นั่ง ใครขึ้นก่อนก็สามารถเลือกที่นั่งได้ก่อน แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกันมาก เพราะบินจากมัณฑะเลย์ไปพุกาม ใช้เวลาแค่ 25 นาทีเท่านั้น!! เรียกได้ว่าพอพนักงานบนเครื่องเสิร์ฟซอฟต์ดริงก์เสร็จ ก็เตรียมตัว Landing กันได้เลย



ถึงสนามบินพุกาม เรานั่งรถบัสไปชมวิถีชีวิตชาวพุกามกันที่ส่วนที่เจริญที่สุดของเมืองอย่างย่าน "ตลาดยองอู" ตลาดใหญ่ที่ขายสินค้าทุกชนิด ทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค ข้าวปลาอาหาร ผักสด เสื้อผ้า ของที่ระลึก ซึ่งความน่ารักของที่นี่คือ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะมีการใช้ทั้งตาชั่งแบบดิจิทัลและแบบโบราณ เป็นความคลาสสิกในยุคสมัยใหม่





ที่แปลกตาสำหรับผู้เขียนเห็นทีจะไม่พ้น"ผักสด" ของที่นี่ ไม่ใช่ว่าไม่เหมือนบ้านเรา ผักที่นี่คล้ายกับบ้านเราหลายอย่าง แต่ขนาดต่างกันมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นมะเขือ ถั่ว (คล้ายถั่วลันเตา) มะระขี้นก ต่างลูกใหญ่กว่าของบ้านเราเป็นไหนๆ ส่วนถั่วงอกก็เป็นฝอยๆ กว่าของเราเยอะ เห็นแล้วอยากจะซื้อกลับมา แต่ว่าต้องไปอีกหลายที่ เลยกลัวว่าจะเหนาก่อนจะมาถึงไทย





จากตลาดยองอู เรานั่งรถต่อไปชมความเจริญรุ่งเรืองของศาสนาพุทธเถรวาทในพุกามด้วยการรถม้านั่งชม "ทะเลเจดีย์" ซึ่งที่มาของฉายานี้ต้องเริ่มตั้งแต่สมัย "พระเจ้าอโนรธา" กษัตริย์ที่ทำให้ชาวเมียนมาหันมานับถือศาสนาพุทธ จากเดิมที่นับถือศาสนาอเยจี และเทพ แต่พระเจ้าอโนรธาไม่นับถือ เมื่อมีพระอรหันต์จากมอญเดินทางมาที่พุกาม แล้วมีพรานป่าไปเจอพระอรหันต์ เห็นว่ามีท่าทางสงบมาก จึงอัญเชิญมาสนทนากับพระเจ้าอโนรธา ทำให้พระเจ้าอโนรธาหันมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และสร้างเจดีย์ขึ้นตามความเชื่อ



จากนั้นทั้งบรรดาเจ้านายเศรษฐีชาวบ้าน ก็หันมานับถือศาสนาพุทธตามพระเจ้าอโนรธา และสร้างเจดีย์กัน จนมีเจดีย์อยู่ทั่วเมืองไปหมด โดยคาดว่าทั่วเมืองพุกามมีอยู่ประมาณ 4,000 กว่าองค์ แต่ผลจากแผ่นดินไหว ทำให้ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 2,000 กว่าองค์เท่านั้น



การเดินทางนั่งรถม้าชมทะเลเจดีย์นี้ใช้เวลาประมาณ1.30-2ชั่วโมง รถม้า 1 คันจะนั่งได้ 2 คน อากาศร้อน ซึ่งถนนหนทางนั้นรัฐบาลเมียนมายังอนุรักษ์ไว้ให้เป็นแบบธรรมชาติ ถนนหลายส่วนจึงยังเป็นดินอยู่ ทำให้นักท่องเที่ยวจะเจอกับฝุ่นละอองเยอะมาก แนะนำว่าควรเตรียมผ้าปิดจมูกไปด้วย



ชมทะเลเจดีย์มาเรื่อยๆจนรถม้าพาเรามาหยุดที่จุดสุดท้ายคือ"วัดอนันดา" มหาวิหารขนาดใหญ่ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น "เพชรน้ำเอกของพุทธศิลป์สกุลช่างพุกาม" ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวพุทธประวัติและชาดก แต่สมัยที่อังกฤษเข้ามาปกครอง มีชาวเยอรมันเข้ามาด้วย และมาตัดจิตรกรรมฝาผนังออกไป ด้วยความที่ชาวพุกามอยากจะรักษาและปกป้องไว้ แต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงเอาปูนสีขาวทาทับไปหมด ปัจจุบันได้ความช่วยเหลือจากยูเนสโกช่วยกระเทาะปูนสีขาวออกมา และยังอยู่ในช่วงของการบูรณะซ่อมแซม









และแน่นอนว่าการเข้าไปชมวัดในเมียนมาสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องตระหนักถึงเสมอก็คือเรื่องของการแต่งกายไม่ว่าจะเป็นห้ามใส่กางเกงหรือกระโปรงสั้น, ห้ามใส่เสื้อเปิดไหล่ หรือใส่สายเดี่ยว, ห้ามส่วมรองเท้า ถุงเท้า หรือแม้กระทั่งถุงน่อง



หลังจากนั้นเรานั่งรถไปสักการะ"เจดีย์ชเวสิกอง" (1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเมียนมา) เจดีย์สีทองขนาดใหญ่ เป็นเจดีย์ 1 ใน 4 องค์ที่สร้างจากหินทราย ต่างจากเจดีย์อื่นๆ ที่สร้างขึ้นด้วยอิฐ โดยสร้างขึ้นหลังพระเจ้าอโนรธาขึ้นครองราชย์ เพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุหลายส่วนที่นำมาจากประเทศศรีลังกา ตลอดจนพระเขี้ยวแก้วของพระเจ้าอโนรธาด้วย แต่ขณะที่เราไปนั้นเจดีย์อยู่ระหว่างการบูรณะ จึงอดเห็นความอร่ามเรืองของเจดีย์






ความน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือบริเวณลานหน้าบันไดทางขึ้นสู่เจดีย์ทิศตะวันออก มีหลุมเล็กๆ ใส่น้ำไว้สำหรับนั่งคุกเข่ามองเงายอดเจดีย์ที่สะท้อนลงผิวน้ำ หลุมนี้ทำขึ้นใหม่เมื่อมีการเทปูนที่ลานรอบองค์เจดีย์ แต่ชาวพม่าเล่าขานว่าตรงจุดนี้เคยมีหลุมมาตั้งแต่สมัยพุกามแล้ว

โดยช่างสมัยโบราณใช้ดูสมดุลไม่ให้เจดีย์เอียงขณะก่อสร้าง และบ้างก็ว่าเพราะเจดีย์มีความสูงมาก จึงต้องทำหลุมไว้ให้พระมหากษัตริย์เสด็จฯ มาบำเพ็ญพระราชกุศล ได้ทอดพระเนตรยอดเจดีย์ได้ชัดเจน อีกทั้งอาการที่ต้องคุกเข่าดู ก็เป็นการแสดงความคารวะพระเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย ซึ่งวิธีการที่จะเห็นเงายอดเจดีย์ได้ชัด คือคุกเข่าห่างจากหลุมประมาณ 1 ฟุต ยืดตัวตรงแล้วเหลือบตาลงดูที่หลุมโดยไม่ต้องก้มหน้าลง



บ่ายคล้อยจนตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเรานั่งรถไปที่"เจดีย์ชเวสันดอ" ที่เชื่อกันว่าภายในบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า ปัจจุบันเป็นจุดชมพระทิตย์ตก และชมวิวทะเลเจดีย์น้อยใหญ่ที่มีอยู่มากมายจนชาวเมียนมาบอกว่า หากคุณได้ขึ้นไปบนเจดีย์ชเวสันดอแล้ว ลองหลับตาแล้วใช้นิ้วชี้ไปที่ใดที่หนึ่ง ปลายนิ้วของคุณจะต้องชี้ไปที่ยอดเจดีย์ใดเจดีย์หนึ่งแน่นอน





จากด้านบนเราเห็นความสวยของวิวป่าไม้ผสมกับทะเลเจดีย์มีฝุ่นยามเย็นฟุ้งขึ้นมาราวกับหมอกกับภาพอาทิตย์อัสดงเบื้องหน้าจึงไม่แปลกใจที่นักท่องเที่ยวต่างพากันมาจับจองที่นั่ง รอชัตเตอร์โมเมนต์สุดประทับใจ ด้วยเหตุที่มีคนขึ้นมากมายนี้เอง ทำให้รัฐบาลกำลังพิจารณาว่าในอนาคตอาจไม่เปิดให้คนขึ้นมา เพราะต้องการอนุรักษ์สถานที่ไว้ไม่ให้เสื่อมโทรม จึงนับว่าเป็นเป็นความโชคดีของผู้เขียน ที่ครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเห็นทัศนียภาพแสนน่าประทับใจนี้


 
 
Desktop View