ธนวัฒน์ คุ้มสิน "ในมุมของนักลงทุน แค่สลึงเดียวก็มีค่า"

updated: 12 พ.ค. 2560 เวลา 08:30:00 น.

 

แม้ว่าภาครัฐจะออกมาประกาศความชัดเจน ถึงนโยบายและทิศทางการสนับสนุนส่งเสริม เพื่อให้รถยนต์พลังงานทางเลือก ทั้ง ไฮบริด, ปลั๊ก-อินไฮบริด ไปจนกระทั่งถึง รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ในบ้านเราได้รับการส่งเสริมและเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เฉกเช่นเดียวกับการสนับสนุน ให้รถปิกอัพขนาด 1 ตัน รวมทั้งอีโคคาร์ไปโลดเล่นอยู่ในตลาดโลก

แต่เสียงสะท้อนที่ผ่านมาก็ยังมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

วันนี้ลองฟังมุมของ "ธนวัฒน์ คุ้มสิน" ในฐานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่สะท้อนภาพจากแรงกระเพื่อมดังกล่าวรวมถึงทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ยานยนต์ไทย

- ความมั่นใจกับอุตฯยานยนต์ปีนี้

สำหรับปี นี้อุตสาหกรรมยานยนต์เราเชื่อว่า น่าจะมีแนวโน้มใกล้เคียงกับปีก่อน หรืออาจจะดีกว่าเล็กน้อย โดยในปี 2559 ที่ผ่านมานั้นเราวางเป้ายอดผลิตไว้ที่ 2 ล้านคัน แต่ปรากฏว่า เราทำได้ 1.96 ล้านคัน แยกเป็น ในประเทศ 700,000 คันที่เหลือเป็นตลาดส่งออก 1.26 ล้านคันซึ่งเป็นไปตามที่สมาคมคาดการณ์ซึ่งถือว่า ค่อนข้างจะตรงที่สุด ปีนี้เรายังเชื่อว่ายอดผลิตจะอยู่ที่ 2 ล้านคัน

แบ่งเป็นในประเทศ 800,000 คัน และส่งออก 1.2 ล้านคัน แต่นั่นต้องหมายความว่า ไม่มีปัจจัยลบมากระทบ

ซึ่งวันนี้ปัจจัยภายในประเทศนั้นยังไม่น่าเป็นห่วงเท่ากับปัจจัยภายนอก และไทยยังเป็นประเทศฐานการผลิตรถยนต์ติดอันดับท็อป 5 ของโลก และ ยังเป็น "ฮับ" ของภูมิภาค แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะชะล่าใจได้ สิ่งสำคัญเราต้องระมัดระวัง และรักษาโมเมนตัม ความเป็น "มัลติเนชั่นแนล" ในการผลิตรถยนต์เอาไว้ให้ได้ โดยที่ต้องไม่ลืมว่า ส่วนปลายของ "พีระมิด" นั้นเป็นส่วนของยอดขายก็จริง แต่ส่วนฐานของ "พีระมิด" นั้น คือ ระบบซัพพลายเชนจ์ อันแข็งแกร่งของกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย ซึ่งเรามีความได้เปรียบมากกว่า ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค บวกกับยุทธศาสตร์ของภูมิภาคอาเซียนนั้นก็คือ ประเทศไทย

- นโยบายสนับสนุนรถไฟฟ้าถือว่ามาถูกทาง

ประเทศไทย นอกจากจะเป็นฮับด้านการผลิตรถยนต์แล้ว ฐานะสมาคมเป็นหนึ่งในสมาคมยานยนต์โลก ที่เราเพิ่งจะมีการประชุมไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ถึงวาระครบรอบ 100 ปีสมาคมยานยนต์โลก

ซึ่งเราได้มีการพูดถึงแนวโน้มรถยนต์ยุคใหม่ ว่า หลัก ๆ จะประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ 1.ความปลอดภัย 2.ความประหยัด 3.ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวทางการพัฒนาจะไม่หนีไปจากนี้ รวมทั้งการออกกฎระเบียบของมาตรการต่าง ๆ ก็จะตามมา อย่างประเด็นแบตเตอรี่ที่ยังคงถกเถียงกันว่า แบตฯ แบบใดมีความเหมาะสมมากกว่ากัน

ระหว่างลิเทียมกับนิกเกิล แต่เราก็ต้องไม่ลืมดูเรื่องของระยะทางที่รถยนต์จะวิ่งได้ต่อการชาร์จพลังงาน หนึ่งครั้ง หรือแม้แต่การกำจัดซากแบตเตอรี่เพื่อไม่ให้เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมคำถามคือ ว่า วันนี้ประเทศไทยมีความพร้อมเพื่อจะรองรับตรงนี้แล้วหรือยัง ? เพราะเชื่อว่าค่ายรถยนต์แต่ละค่ายเอง พัฒนาเทคโนโลยี มีการทดสอบกันมาโดยตลอด เพียงแต่สิ่งที่ทุกค่ายต้องการ คือ

"ความชัดเจนของนโยบายเท่านั้น" เมื่อทุกอย่างพร้อมทุกคนก็จะผลิตแบบแมสโปรดักชั่นได้ทันที เพราะมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนมากที่สุด ค่ายรถยนต์แต่ละค่ายมีการศึกษาและมองทางเลือก และเตรียมความพร้อมอยู่ "ทุกคนพร้อมผลิตทันที ไม่น่าเป็นห่วง"

- นโยบาย 4.0 ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์

วันนี้โลกไปไวมาก ดังการมีสินค้าที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่เหมือนกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น การจะเป็นแมสโปรดักชั่น สิ่งที่ต้องตามให้ทันคือ การมีเทคโนโลยีมารองรับ ระบบซัพพลายเชนจ์ ต้องมีระบบออโตโนมัติเข้ามาช่วยลดต้นทุน ลดเวลา ใครที่ขยับได้เร็วกว่าคนนั้นก็มีสิทธิ์ชนะ แรก ๆ อาจจะขลุกขลัก แต่เมื่อคล่องแล้วเชื่อว่าทุกอย่างจะโอเค เมื่อมีการปรับใช้ระบบออโตโนมัติมากขึ้น ต้นทุนก็จะลดลงและเราน่าจะได้เห็นภาคการลงทุนเพิ่มมากขึ้นทั้งรถยนต์ จักรยานยนต์ อุปกรณ์ประดับยนต์ หรือชิ้นส่วนยานยนต์ ค่ายรถยนต์จะใช้สิทธิประโยชน์ ใช้ซอฟต์แวร์เข้ามาช่วยมากขึ้น 2-3 เดือนจากนี้จะได้เห็นการลงทุนผ่านบีโอไอมากขึ้น

ไทยยังเป็นศูนย์กลางภูมิภาค

แน่นอนว่า ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค และการที่รัฐบาลทำมาก็ล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับแผนนโยบายการพัฒนาภูมิภาค ทั้งโซนของอุตสาหกรรมที่มีการส่งเสริมทั้ง จ.ระยอง, ชลบุรี, ฉะเชิงเทรา, ปราจีนบุรี ทุกอย่างล้วนแต่มีความสอดคล้องกัน อย่างล่าสุดเรามีการจัดศูนย์ทดสอบคุณภาพยานยนต์ขึ้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อพัฒนาสินค้า ชิ้นส่วนยานยนต์ และมีการจัดตั้งคลัสเตอร์ยานยนต์ มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปใช้ที่ศูนย์หากจะมองในระยะยาว 10 ปี ตอนนี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอยู่ในช่วง "หัวโค้ง" ทุกอย่างเป็นไปตามเทรนด์ ซึ่งเราหลุดตรงนี้ไปได้ เราก็จะวิ่งและตั้งลำได้อย่างเต็มตัว

- การลงทุนจากภาครัฐเพียงพอหรือไม่

หากจะมองในแง่ของนักลงทุน แค่สลึงเดียว ถ้าได้เราก็ถือว่าดี ดังนั้นการประกาศของบีโอไอระหว่างบรรทัด จึงมักจะมีคำถามตามมามากมาย เพียงแต่วันนี้คำตอบอาจจะยังไม่ชัดเจน รวมทั้งการตีความของแต่ละคำถาม ที่เป็นปัญหา ทุกคนทุกฝ่ายต่างก็อยากจะได้ความชัดเจน และเมื่อทุกอย่างชัดเจนพอ ก็ไม่ต้องเป็นห่วงถ้าทุกคนบอกว่าจะใช้รถยนต์ไฟฟ้า เมื่อดีมานด์มาทุกค่ายพร้อมผลิตแน่นอน
 
 
Desktop View