ตลาดเงินป่วน หลังสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี

updated: 21 เม.ย 2560 เวลา 18:46:00 น.

 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 17-21 เมษายน 2560 ในวันจันทร์ (17/4) ดัชนีค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในสัปดาห์ก่อน จากความกังวลของนักลงทุนต่อสถานการณ์ตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี หลังจากเกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธที่บริเวณชายฝั่งทางตะวันออกใกล้กับเมืองชินโป จังหวัดฮัมกยองใต้ รวมถึงแรงขายดอลลาร์สหรัฐของนักลงทุนภายหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอล์ลสตรีท เจอร์นัล ว่า ค่าเงินดอลลาร์ในขณะนี้ แข็งค่ามากเกินไป รวมทั้งระบุว่า เขาชอบนโยบายคงอัตราดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งสวนทางกับทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปัจจุบันที่มีแนวโน้มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ดี ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นในเวลาต่อมาจากความเห็นของนายสตีเวน นูชิน รมว.คลังสหรัฐ ซึ่งกล่าวกับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ว่า ถึงแม้ว่าเขาจะเห็นด้วยกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในเรื่องที่ว่า การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ในระยะสั้นอาจจะสร้างความเสียหายต่อการส่งออกของประเทศ แต่เขามองว่าในระยะยาวนั้น การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นสิ่งที่ดี ทั้งนี้ ค่าเงินดอลลาร์ได้ร่วงลงอีกครั้งหนึ่งในช่วงกลางสัปดาห์และแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ จากการกับมาแข็งขึ้นอย่างมากของค่าเงินปอนด์ภายหลังจากที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศยุบสภาและจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้

ในส่วนของค่าเงินบาทนั้น ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 34.29/31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (12/4) ที่ระดับ 34.48/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เช่นเดียวกันกับสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคจากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันพุธ (19/4) นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับทิศทางค่าเงินบาท โดยระบุว่า หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐที่กดดันตลาดเงิน ส่งผลให้ค่าเงินทั่วโลกยังมีความผันผวนสูง และคาดเดาได้ยาก ดังนั้นผู้ประกอบการควรจะต้องทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบมากนัก ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.23-34.44 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 34.37/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับค่าเงินยูโรนั้นเปิดตลาดในวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 1.0619/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/4) ที่ระดับ 1.0606/08 ดอลาร์สหรัฐ/ยูโร แม้ว่าตลาดในกลุ่มยูโรโซนจะปิดทำการในวันศุกร์ (14/4) และวันจันทร์ (17/4) เนื่องในวัน Good Friday ในเทศกาลอีสเตอร์ โดยค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนเล็กน้อยจากการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนมีนาคมของเยอรมนีซึ่งขยายตัว 0.2% เท่ากับเดือนก่อนหน้าและเท่ากับที่นักวิเคราะห์คคาดการณ์ไว้ และการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือนมีนาคมของฝรั่งเศสซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% เท่ากับเดือนก่อนหน้าและเท่ากับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์เช่นกัน ก่อนที่จะปรับตัวแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วงการซื้อขายของคืนวันอังคาร (15/4) ภายหลังจากที่นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดโดยการประกาศยุบสภาและกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปใหม่ ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ ซึ่งเป็นการเลือกตั้งก่อนกำหนดถึง 3 ปี ทั้งที่รัฐบาลภายใต้การบริหารของเธอสามารถอยู่ได้ครบเทอมจนถึงปี 2020 โดยนางเมย์ให้เหตุผลว่า อังกฤษต้องการความแน่นอน ความมั่นคง และมีผู้นำที่แข็งแกร่ง ขณะที่รัฐบาลของเธอต้องเผชิญกับความแตกแยกในรัฐสภาจากความเห็นที่ต่างกันจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ทำให้เธอต้องจัดการกับการเล่นเกมการเมืองโดยให้มีการเลือกตั้งใหม่ เพื่อให้กระบวนการทางรัฐสภาดำเนินต่อไปในการพิจารณาให้การเจรจากับอียู ซึ่งอาจจะไปถึงขั้นตอนที่ยากที่สุดหากในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดไว้ก่อนหน้านี้ที่จะมีขึ้นในปี 2020 โดยจากการประกาศยุบสภาดังกล่าวส่งผลให้ค่าเงินปอนด์ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 1.2500 ดอลลาร์สหรัฐ/ปอนด์ สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 6 เดือนที่ระดับ 1.2900 ดอลลาร์สหรัฐ/ปอนด์ ในระยะเวลาอันสั้น ขณะที่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้คาดว่าตลาดจะกลับมาให้ความสนใจกับผลการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสในวันอาทิตย์ (23/4) นี้ ซึ่งนักลงทุนคาดว่า นายเอ็มมานูเอล มาครง ผู้สมัครชิงตำแหน่งจากสายกลางจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งหากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอาจเป็นสาเหตุให้เงินจำนวนมากที่เคยไหลออกจากยูโรโซนในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มที่จะไหลกลับเข้ามาในยูโรโซนอีกครั้ง ทั้งนี้ตลอดสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.0602-1.0775 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ก่อนจะปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 1.0715/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

ส่วนการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนนั้น ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (17/4) ที่ระดับ 108.35/38 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (14/4) ที่ระดับ 108.61/64 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการลดการถือครองสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ลงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐอเมริการ ภายหลังจากที่ทางสหรัฐอเมริกาได้ยิงขีปนาวุธไปตกในประเทศซีเรียในวันพุธ (12/4) ส่งผลให้เกิดแรงซื้อสกุลเงินเยนในฐานะสกุลเงินที่ปลอดภัยอย่างมาก เป็นผลทำให้ค่าเงินเยนแข็งค่าหลุดระดับ 110 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ สู่ระดับ 108.11 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในช่วง 5 เดือน ขณะที่ในส่วนของปัจจัยในประเทศนั้น เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (14/4) กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น ได้เปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรม ประจำเดือนกุมภาพันธ์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.2% ดีกว่าเดือนก่อนหน้าและดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่เพิ่มขึ้น 2.0% นอกจากนี้ค่าเงินเยนยังได้รับแรงหนุนจากการแถลงการณ์ร่วมกันของนายทาโร อาโสะ รองนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายไมค์ เพนซ์ รองประธานาบดีสหรัฐ ในวันอังคาร (18/4) ที่ผ่านมา หลังจากที่การหารือด้านเศรษฐกิจระดับทวิภาคี ณ กรุงโตเกียวเสร็จสิ้นลงว่า การพัฒนาความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ เป็นการผลักดันเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลก นายไมค์ เพนซ์ กล่าวว่า การเจรจาระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐ จะสามารถนำไปสู่การทำข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศได้ และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ มีความมุ่งมั่นต่อการสนับสนุนการเจรจาด้านการค้า ท้งนี้ตลอดสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 108.11-109.49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะปิดตลาดในวันศุกร์ (21/4) ที่ระดับ 109.31/34 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ




ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
 
 
Desktop View