"ลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์ เอส" กระทิงดุตัวใหม่ ไฉไล ดุดัน ราคาเริ่มต้น 38.7 ล้านบาท

updated: 21 เม.ย 2560 เวลา 10:00:00 น.

 

เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน เจนีวา มอเตอร์โชว์ 2017 ที่ผ่านมา สำหรับลัมโบร์กินี อะเวนทาดอร์ เอส เจเนอเรชั่นใหม่ที่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาที่โดดเด่นของซูเปอร์คาร์ ที่ยกระดับไปอีกขั้น



รถคันนี้ยังแสดงให้เห็นถึงแนวทางและรูปแบบในการออกแบบของเจเนอเรชั่นต่อไปของอะเวนทาดอร์ ได้อย่างชัดเจน ตัวรถมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงบนรูปลักษณ์ภายนอกหลายอย่าง ตั้งแต่บนตัวถังด้านหน้าและด้านท้าย โดยยังคงเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเอาไว้

ทุกชิ้นส่วนที่มีการปรับแต่งนั้นได้รับการออกแบบใหม่เพื่อเป้าหมายในเรื่องการประสบความสำเร็จในด้านประสิทธิภาพทางด้านหลักอากาศพลศาสตร์ ตัวถังด้านหน้ามีความดุดันมากขึ้น ติดตั้งแผ่นรีดอากาศที่มีขนาดใหญ่ ช่วยในเรื่องการควบคุมทิศทางการไหลของลม เพิ่มประสิทธิภาพในด้านการระบายความร้อนของเครื่องยนต์และหม้อน้ำ ท่อนำอากาศ 2 ท่อที่ติดตั้งอยู่ด้านข้างกันชนหน้า จะช่วยลดแรงต้านที่ส่งผลต่อความเพรียวลมตรงบริเวณที่ยางของล้อหน้า และยังช่วยทำให้อากาศมีการไหลเข้าสู่หม้อน้ำที่อยู่ทางด้านท้ายได้ดีขึ้น



ทางด้านท้ายโดดเด่นด้วยชุดรีดอากาศ Diffuser สีดำขนาดใหญ่ และผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ด้วยรูปทรงเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยครีบที่วางตัวในแนวตั้งหลายชิ้น ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลต่อทิศทางการไหลของลม ช่วยลดแรงฉุดที่เกิดขึ้นในขณะที่รถกำลังแล่น และสามารถสร้างแรงกดบนตัวถัง

โดยที่ตำแหน่งปลายท่อไอเสียบนกันชนท้ายประกอบไปด้วยถึง 3 ปลายท่อสปอยเลอร์ด้านหลังสามารถปรับได้ 3 ระดับ

ขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้และโหมดการขับขี่ที่ถูกเลือก ซึ่งจะมีผลต่อความสมดุลโดยรวมของตัวรถ และทำงานร่วมกับตัวสร้างกระแสลมหมุน หรือ Vortex Generator ซึ่งอยู่ในตำแหน่งด้านล่างของระบบช่วงล่าง



ด้านหน้าและหลังในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการไหลของกระแสลมได้อย่างสูงสุด เช่นเดียวกับการช่วยระบายความร้อนให้กับระบบเบรก

โครงสร้างตัวถังแบบโมโนค็อก ที่มีความทนทานต่อการบิดตัวและมีน้ำหนักเบาเพราะผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ โดยโครงนี้จะเชื่อมต่อเข้ากับเฟรมตัวถังที่ผลิตจากอะลูมิเนียมซึ่งผลก็คือ ทำให้ตัวรถมีน้ำหนักเบา หรือ Dry Weight เพียง 1,575 กิโลกรัมเท่านั้น

อะเวนทาดอร์ เอส พัฒนาขึ้นมาใหม่ภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า "Total Control Concept"เพื่อส่งมอบประสิทธิภาพการขับขี่ในระดับสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของระบบช่วงล่าง หรือระบบควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้งอยู่ในตัวรถนั้นล้วนได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า โดยมีเป้าหมายเดียวกันในเรื่องของการส่งมอบอารมณ์ในการขับขี่และการควบคุมรถที่ยอดเยี่ยม



ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อรุ่นใหม่ ซึ่งมีการติดตั้งเป็นครั้งแรกให้กับรถสปอร์ตในสายการผลิตของลัมโบร์กินี ช่วยปรับปรุงเรื่องความคล่องตัวของตัวรถเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำและปานกลาง และการทรงตัวที่ดีขึ้นในช่วงความเร็วสูง ระบบ Lam-borghini Dynamic Steering (LDS) ที่ได้รับการปรับแต่งเพื่อมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้นเช่นเดียวกับการตอบสนองที่ฉับไวเวลาที่เผชิญหน้ากับโค้ง ประสานการทำงานอย่างเป็นพิเศษกับระบบบังคับเลี้ยวของล้อหลัง หรือ Lamborghini Rear-wheel Steering (LRS) โดยจะมีตัวควบคุมที่แยกการทำงานต่างหาก

ช่วงล่างแบบ Lamborghini Magneto-rheological Suspension (LMS) โดยจะมีการทำงานร่วมกับระบบเลี้ยว 4 ล้อรุ่นใหม่ของตัวรถ การจัดวางชิ้นส่วนในระบบกันสะเทือนในเชิงเรขาคณิตมีการปรับปรุงใหม่ ซึ่งก็เป็นผลมาจากการทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อนล้อหลัง Lamborghini Rear-wheel Steering ซึ่งการปรับปรุงนี้มีทั้งในส่วนของปีกนกตัวบน ตัวล่าง และดุมล้อ ซึ่งจะช่วยลดมุมแคสเตอร์และลดภาระที่เกิดขึ้นกับระบบช่วงล่าง

โช้กอัพที่มีการปรับระดับความหนืดแบบ Real-time ให้สอดคล้องกับสภาพการขับขี่จะช่วยควบคุมล้อและตัวถัง ให้สามารถอยู่ในระดับที่สมดุลและให้ระดับการยึดเกาะที่สูงสุด นอกจากนั้นสปริงชุดใหม่ที่ล้อหลังยังช่วยควบคุมการสมดุลของตัวรถได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

ESC ให้มีความแม่นยำมากขึ้น และรวดเร็วขึ้นในการควบคุมการยึดเกาะและพลวัตในการขับเคลื่อนของตัวรถ จากการทดสอบอย่างยาวนานบนพื้นผิวที่หลากหลาย พร้อมด้วยระบบสมองกลอัจฉริยะอย่าง Lamborghini Dinamica Veicolo Attiva (LDVA) จะรับข้อมูลการเคลื่อนที่ของตัวรถแบบ Real-time และมีความแม่นยำมากขึ้น

รถคันนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกรูปแบบการทำงานของระบบเพื่อสอดคล้องกับการขับขี่ได้ถึง 4 แบบด้วยกัน

คือ STRADA, SPORT, CORSA และแบบใหม่ล่าสุดคือ EGO Mode ซึ่งทั้งหมดจะมีการปรับปรุงในส่วนรูปแบบการทำงานของระบบการยึดเกาะ (เครื่องยนต์, เกียร์ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ) ระบบบังคับเลี้ยว (LRS, LDS และ Servotronic) และระบบช่วงล่าง (LMS)หัวใจของกระทิงดุตัวนี้มาพร้อม เครื่องยนต์แบบ 12 สูบ 6.5 ลิตร เป็นแบบไม่พึ่งระบบอัดอากาศ และได้รับการปรับปรุงให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก 40 แรงม้าจากรุ่นเดิม จนสามารถทำกำลังได้ถึง 740 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 690 นิวตันเมตร ที่ 5,500 รอบ/นาที ใช้ระบบวาล์วแปรผัน VVT (Variable Valve Timing)

และระบบปรับความยาวของชุดท่อไอดี VIS (Variable Intake System) รอบการทำงานสูงสุดของเครื่องยนต์ถูกเพิ่มจาก 8,350 มาเป็น 8,500 รอบ/นาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียงแค่ 2.9 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดถึง 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง ระบบส่งกำลังเป็นแบบ ISR-Independent Shifting Rod แบบ 7 จังหวะ ซึ่งชุดเกียร์มีน้ำหนักเบา และมีการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติที่ฉับไวเพียง 0.05 วินาทีเท่านั้น

ภายในห้องโดยสารของ Aventador S มาพร้อมกับฟังก์ชั่นใหม่ ๆ และการตกแต่งที่ประณีต ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการแสดงผลบนหน้าจอแบบ TFT ติดตั้งระบบปฏิบัติการ AppleCarPlay เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

สำหรับสนนราคาค่าตัวของกระทิงดุตัวนี้ ค่ายนิชคาร์ ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในบ้านเรา บอกว่า สตาร์ตเริ่มต้นที่ 38.7 ล้านบาท เท่านั้น
 
 
Desktop View