วิกฤต! เศรษฐกิจ "ตุรกี" ระเบิดเวลาลูกใหม่ของยุโรป

updated: 19 เม.ย 2560 เวลา 21:00:06 น.

 

เศรษฐกิจของตุรกีในยามนี้ เป็นบทเรียนดีที่สุดในแง่ที่ว่า การเมืองสามารถบ่อนเซาะ ทำลายเศรษฐกิจได้มากมายและรวดเร็วเพียงใด

ตุรกีเคยได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่พร้อมก้าวไปสู่หัวแถวทางเศรษฐกิจหลังเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจให้ทันสมัยในปี 2003 ซึ่งรวมถึงการลดระบบซ้ำซ้อนและเปิดตลาดให้ภาคเอกชนได้พัฒนาเต็มที่

ความเชื่อมั่นต่ออนาคตของตุรกีสะท้อนได้จากเงินลงทุนต่างชาติที่ไหลเข้าประเทศต่อเนื่องระหว่างปี 2003-2012 สูงถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ ที่มากกว่ายอดรวมของ 20 ปีก่อนหน้านั้นถึง 10 เท่าตัว

ในช่วงเวลาดังกล่าว อัตราการขยายตัวของจีดีพีเคยสูงถึง 9 เปอร์เซ็นต์ต่อปี แม้ว่าจะซบเซาลงไปบ้างตามเศรษฐกิจโลกในระยะหลัง แต่เศรษฐกิจตุรกีก็ยังมั่นคง แตกต่างมากมายจากในเวลานี้ที่ต้องตกอยู่ในสภาพดิ้นรน ชนิดที่มองไม่เห็นอนาคต ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวหรือไม่ก็ตาม

ความไม่แน่นอนทางการเมือง ความหวาดระแวงทางการเมือง ที่เกิดขึ้นหลังเกิดความพยายามก่อรัฐประหารแต่ไม่ประสบผลสำเร็จในวันที่ 15 กรกฎาคมปีที่ผ่านมา เปลี่ยนทุกอย่างไปจนหมด



ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหดหาย นักท่องเที่ยวที่เคยพลุกพล่านเต็มชายหาด "เตอร์กิชริเวียร่า" หลงเหลือเพียงเบาบาง ในขณะที่รัฐบาลตกอยู่ในสภาพมุ่งมั่นกวาดล้างทางการเมืองชนิดไร้เหตุผล จนกลายเป็นการทำลายพื้นฐานธุรกิจในประเทศลงอย่างเลือดเย็น ค่าเงินลีราอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องถึง 14 เปอร์เซ็นต์ กระทบต่อกำลังซื้อภายในประเทศและกลายเป็นปัจจัยลบต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากขึ้นไปอีก

หลังทำลายความพยายามของกลุ่มทหารที่ก่อกบฏได้สำเร็จ ประธานาธิบดีเรเจป เทย์ยิป แอร์โดอาน จัดการจับกุมผู้ต้องสงสัยไปมากถึง 45,000 คน และไล่เจ้าหน้าที่ของรัฐพ้นตำแหน่งมากถึง 130,000 คน แต่ทุกอย่างกลับไม่ยุติแค่นั้น ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผู้นำตุรกีมีคำสั่งให้อายัดกิจการของบริษัทต่าง ๆ มากมายถึง 800 บริษัท ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏหรือมีส่วนกับการก่อการร้าย แกนนำระดับเจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดกว่า 60 รายถูกจับกุมคุมขัง มูลค่ารวมของกิจการที่ถูกยึดกลาย ๆ ในครั้งนี้สูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์

การกระทำดังกล่าวสร้างความหวั่นกลัวถึงระดับที่ไม่ว่าจะไม่พอใจมากเท่าใด ไม่มีนักธุรกิจรายไหนกล้าวิพากษ์รัฐบาล ด้วยเหตุผลที่ว่า "ไม่มีใครวิจารณ์แอร์โดอาน แล้วจะอยู่รอดปลอดภัยได้ในตุรกี"

กรณีดังกล่าวกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างหนัก ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา จีดีพีของตุรกีลดลงมากถึง 1.8 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกันปีต่อปี ภาวะว่างงานเพิ่มขึ้นรวดเดียวถึง 13 เปอร์เซ็นต์ อันเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 7 ปี เงินลีราอ่อนค่าลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อเทียบกับดอลลาร์ กลายเป็นบ่วงรัดคอบริษัทธุรกิจที่กู้ยืมในรูปของเงินดอลลาร์มาใช้ในกิจการของตนเองจนหายใจแทบไม่ออก

พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากการกวาดล้างทางการเมืองมากที่สุดของตุรกีคือแคว้นอนาโตเลียแหล่งกำเนิดของกิจการที่เคยถูกขนานนามว่าเป็นกลุ่ม "อนาโตเลียไทเกอร์" ที่ผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศรุ่งโรจน์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ที่นี่เคยสร้างสถิติน่าทึ่งไว้เมื่อปี 2004 เมื่อมีการก่อตั้งบริษัทธุรกิจในวันเดียวมากถึง 139 บริษัท

แล้วก็สร้างสถิติใหม่กลายเป็นพื้นที่ซึ่งมีบริษัทถูกยึดกิจการเพราะการเมืองมากที่สุดถึง 64 บริษัทในคราวเดียว

เมื่อปลายปีที่แล้ว มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ 2 บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของตุรกีลงสู่ระดับ "ขยะ" ในขณะที่เงินลงทุนจากต่างประเทศลดลงฮวบฮาบถึงกว่า 40 เปอร์เซ็นต์

การไหลออกของเงินทุนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ รวมทั้งกิจการรับเหมาก่อสร้างในโครงการสาธารณูปโภคภาครัฐ ที่ผู้นำตุรกีคาดหวังจะใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อเงินกู้ทำได้ยากและแพง การก่อสร้างไม่ว่าจะเป็นทางหลวง, โรงพยาบาล หรือท่าอากาศยานต่าง ๆ ก็ต้องชะงักงันไปโดยปริยาย

ความตึงเครียดและไม่แน่นอนทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงถึง 1 ใน 3 เมื่อปีที่แล้ว โรงแรมหลายแห่งที่เคยคึกคักบริเวณเตอร์กิชริเวียร่า ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศถึงกับต้องประกาศขายกิจการ ในขณะที่ร้านค้าในบริเวณแกรนด์บาซาร์ของนครอิสตันบูล จำเป็นต้องปิดกิจการระนาวราว 600 ร้านจากทั้งหมด 2,000 ร้าน

การบริโภคภายในประเทศที่ถือเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีหดตัวลงอย่างรวดเร็ว เนื่องเพราะพนักงาน แรงงาน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องตกงาน หรือลอยแพพ้นตำแหน่ง หรือไม่ก็ถูกปรับลดเงินเดือน

มุสตาฟา ซอนเมซ นักเศรษฐศาสตร์ชาวตุรกีที่ใช้ชีวิตอยู่ในอิสตันบูล เชื่อว่าตุรกีอาจเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งอาจเป็นสภาพการณ์ถาวรในระยะอันใกล้ และเป็นไปได้ที่ว่า การปฏิเสธความจริงของรัฐบาลและผู้นำประเทศ ที่อ้างว่าทั้งหมดเป็นผลของการสมคบคิดของโลกตะวันตกเพื่อทำให้ตุรกีศิโรราบนั้น อาจนำไปสู่สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้น

ตุรกีกำลังสุ่มเสี่ยงต่อการล้มละลาย ในสายตาของซอนเมซ ปัญหาก็คือ ตุรกีอาจฉุดลากเอาประเทศอื่น ๆ จมน้ำตามไปด้วย

ตอนนี้ตุรกีมีหนี้สินต่างประเทศอยู่ถึง 270,000 ล้านดอลลาร์ ในจำนวนนี้ 87,000 ล้านเป็นของสเปน, 42,000 ล้านเป็นของฝรั่งเศส และอีก 15,000 ล้านเป็นเงินจากเยอรมนี

ถ้าตุรกีผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาเมื่อใด ซอนเมซเชื่อว่า วิกฤตการณ์การเงินรอบใหม่ในยุโรป ก็เกิดขึ้นตามมาได้ไม่ยาก !


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม