ประมูลปิโตรเลียมรอบใหม่ ดีเดย์ก.ค.-อ่าวไทยใช้"แบ่งปันผลผลิต"

updated: 21 เม.ย 2560 เวลา 12:00:54 น.

 

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติชง 3 ระบบ "สัมปทาน-แบ่งปันผลผลิต-จ้างผลิต" ลงในแปลงสำรวจปิโตรเลียมรอบที่ 21 พร้อมเปิดประมูลเดือนกรกฎาคมนี้ รอ รมต.พลังงานตัดสินใจขั้นสุดท้ายแยกแปลง "เอราวัณ-บงกช" ออกมาต่างหากหรือไม่ พร้อมจัดประชุมโฟกัสกรุ๊ปรับฟังความเห็นเอกชน ฟันธงแปลงสัมปทานในอ่าวไทยมีสิทธิใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต PSC ทั้งหมด

หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ให้ความเห็นชอบผ่านร่างพระราชบัญญัติปิโตรเลียม ฉบับที่ (พ.ศ. ...) กับพระราชบัญญัติภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ฉบับที่... (พ.ศ. ...) ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยไม่มีการตั้ง "บรรษัทน้ำมันแห่งชาติ (Na-tional Oil Company หรือ NOC)" ตามข้อเรียกร้องของเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ขั้นตอนต่อจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ทำการยกร่างกฎกระทรวง 5 ฉบับ และประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมอีก 1 ฉบับ เพื่อดำเนินการเปิดประมูลแหล่งสัมปทานปิโตรเลียมที่จะสิ้นสุดอายุ กับการเปิดประมูลสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ที่ล่าช้ามาไม่น้อยกว่า 2 ปีแล้ว

ยืนยันใช้ทั้ง 3 ระบบ

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า กรมเตรียมนำเสนอรายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการเปิดให้ผู้สนใจยื่นขอสิทธิ์สำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่รวมถึงร่างหลักเกณฑ์วิธีการกำหนดพื้นที่ควรใช้รูปแบบใดให้กับพล.อ.อนันตพรกาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อพิจารณาอนุมัติภายในเดือนเมษายนนี้ โดยในรายละเอียดจะนำเสนอให้มีการใช้ทั้ง 3 รูปแบบ คือ ระบบสัมปทาน (Concession Contract) ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC (Production Sharing Contract) และระบบจ้างผลิต (Service Contract) โดยจะระบุไว้ในแปลงสัมปทานที่จะเปิดประมูลเลย

ทั้งนี้ กฎกระทรวงและประกาศที่จะออกมารองรับ พ.ร.บ.ปิโตรเลียม จะประกอบไปด้วย ประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม (รอบที่ 21), กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขการขอและการได้รับสิทธิเป็นผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิต (มาตรา 53/1),กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขและระยะเวลาการให้ผู้รับสัญญาแบ่งปันผลผลิตนำส่งค่าภาคหลวงแก่รัฐ(มาตรา53/6),กฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (มาตรา 53/2), กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขในการได้มาซึ่งผู้รับสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (มาตรา 53/9) และกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาจ้างสำรวจและผลิต (มาตรา 53/10)

โดยการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ ในแต่ละแปลงสัมปทานจะถูกแบ่งด้วยเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ปริมาณสำรอง, ค่าปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองที่เหลืออยู่ และค่าความสำเร็จในการดำเนินการ ทั้ง 3 เกณฑ์นี้ได้มาจากสถิติตั้งแต่เริ่มเปิดให้มีการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศตั้งแต่ปี 2514 ประกอบกับข้อมูลจากแหล่งปิโตรเลียมอื่น ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลก

"เราต้องอธิบายให้คนเข้าใจได้ว่า ทำไมถึงเลือกว่าแหล่งใดควรใช้รูปแบบใด ดังนั้นจึงต้องมีเกณฑ์ที่พิสูจน์ได้มาจับ เพราะมีความเห็นต่างเกิดขึ้นมากมาย อย่างแหล่งบงกชและเอราวัณที่กำลังหมดอายุสัมปทานลงก็มีคนเสนอว่า ไม่ควรเอามารวมกับการเปิดให้สิทธิ์เพื่อสำรวจและผลิตในรอบที่ 21 แต่ให้แยกทั้ง 2 แหล่งนี้ออกไปเลยก็มี ทั้งหมดนี้จะต้องหารือกับ ท่าน รมว.พลังงานก่อน ซึ่งเร็ว ๆ นี้จะชัดเจนขึ้น และจะประกาศให้ผู้สนใจเข้ามายื่นขอสิทธิ์สำรวจได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้"

ล่าสุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ทำการชี้แจงรายละเอียด (Focus Group) ให้กับภาคเอกชนที่สนใจเข้ามาสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ ปรากฏเสียงส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า ต้องการให้ภาครัฐกลับไปใช้รูปแบบสัมปทานเหมือนเดิม เนื่องจากเป็นรูปแบบที่มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อเปรียบเทียบกับรูปแบบระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ที่จะต้องดำเนินการนำเสนอแผนการผลิตเพื่อขออนุมัติจากกรมเชื้อเพลิงฯ ซึ่งค่อนข้างใช้เวลาและอาจเป็นการเพิ่มต้นทุนและเป็นความเสี่ยงของผู้ที่ได้สิทธิ์สำรวจ

อ่าวไทยส่อใช้ระบบPSC

สำหรับร่างหลักเกณฑ์วิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะเปิดให้ดำเนินการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่มีการชี้แจงรายละเอียดให้กับผู้สนใจไปเมื่อเร็วๆ นี้ (Focus Group) มีรายงานข่าวจากผู้เข้าร่วมรับฟังความเห็นว่า กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้กำหนด 3 ปัจจัยหลักที่จะใช้เป็นเกณฑ์ว่า แปลงไหนควรใช้ระบบใด ประกอบไปด้วย 1) ปริมาณสำรอง 2P หรือปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้วรวมกับปริมาณสำรองที่เชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะผลิตปิโตรเลียมได้ในอนาคตจากแหล่งสำรวจที่พบแล้ว2)ค่าปริมาณสำรองที่เหลืออยู่หรือ EUR (Estimated Ultimate Recovery) และ 3) ค่าความสำเร็จในการสำรวจ (Success Ratio)

โดยแหล่งปิโตรเลียมที่เข้าข่ายที่จะถูกเลือกใช้กับระบบจ้างผลิต (Service Contract) นั้น ในกรณีที่เป็นแหล่งน้ำมันจะใช้เกณฑ์ค่าปริมาณสำรอง 2P "มากกว่า" 300 ล้านบาร์เรลมีค่าปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองที่เหลืออยู่ที่ 4 ล้านบาร์เรล/หลุม ส่วนแหล่งก๊าซจะต้องมีค่าปริมาณสำรอง 2P อยู่ที่ "มากกว่า" 3 ล้านลูกบาศก์ฟุต และค่าปริมาณการผลิตสะสมรวมกับปริมาณสำรองที่เหลืออยู่มากกว่า 40 ล้านลูกบาศก์ฟุต

ส่วนในกรณีที่แหล่งปิโตรเลียมนั้นไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น จะนำค่าความสำเร็จในการสำรวจ (Success Ratio) มาพิจารณาว่า แหล่งปิโตรเลียมนั้น ๆ มีค่าความสำเร็จในระดับใด หากค่าความสำเร็จอยู่ในระดับที่ "มากกว่า" ร้อยละ 39 แหล่งปิโตรเลียมนั้นก็จะถูกเลือกให้ใช้ ระบบแบ่งปันผลผลิตหรือ PSC แต่หากมีค่าความสำเร็จในการสำรวจที่ "ต่ำกว่า" หรือ "เท่ากับ" ร้อยละ 39 แหล่งปิโตรเลียมนั้นจะถูกเลือกให้ใช้ ระบบสัมปทาน

"หากกรมชื้อเพลิงธรรมชาติยืนยันที่จะใช้หลักเกณฑ์ทั้ง 3 มีความเป็นไปได้ว่า แหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทยทั้งหมด รวมทั้งแหล่งเอราวัณ กับแหล่งบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานลงในปี 2565-2566 จะถูกเลือกให้ใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต ในขณะที่แหล่งปิโตรเลียมที่เหลืออยู่จะถูกใช้กับระบบสัมปทาน ส่วนการใช้ระบบจ้างผลิตนั้นมีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะรัฐบาลจะต้องเป็นผู้ลงทุนเอง แต่ก็จะต้องถูกระบุไว้ในบางแปลง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ รมว.พลังงานว่า จะนำมาใช้ในรอบนี้หรือไม่" แหล่งข่าวกล่าว

จุดสนใจเอราวัณ-บงกช

อย่างไรก็ตาม มีข้อเท็จจริงว่าแหล่งปิโตรเลียมที่เหลืออยู่ในประเทศไทยมีเหลือน้อยแล้ว และแหล่งที่เหลืออยู่ก็ไม่ใช่แหล่งใหญ่ แต่เป็นลักษณะของ "กระเปาะ" เล็ก ๆ กระจายอยู่ในพื้นที่ของตัวแหล่ง โดยจะสังเกตจากการเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในรอบที่ผ่านมาคือ รอบที่ 20 ปรากฏมีผู้ยื่นขอสำรวจทั้งสิ้น 24 ราย แต่มีเพียงบริษัทเดียวคือ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ขอสัมปทานสำรวจในแปลง G8/50 ในอ่าวไทย ห่างจากฝั่ง จ.สุราษฎร์ธานี 260 กิโลเมตร ที่สำรวจพบปิโตรเลียมสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้

"การเปิดสำรวจในรอบที่ 21 วิธีการก็คือ เอาแปลงเก่า ๆ ทั้งบนบกและในทะเลที่สำรวจไม่พบปิโตรเลียมมาจัดแปลงใหม่ แน่นอนว่าโอกาสที่จะพบปิโตรเลียมในแหล่งขนาดใหญ่มีน้อยลง หรือแทบไม่มี ความจริงในข้อนี้ ผู้ขอรับการสำรวจต่างก็รู้กันดี ดังนั้นจุดสนใจของผู้เข้าร่วมในรอบที่ 21 น่าจะอยู่ที่แหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุลงคือ แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณและใกล้เคียง (ดำเนินการโดยบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตปิโตรเลียม หมดอายุปี 2565) กับแหล่งก๊าซธรรมชาติบงกช (ดำเนินการโดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หมดอายุปี 2566) เป็นแหล่งที่มีศักยภาพและมีปริมาณปิโตรเลียมเป็นที่ประจักษ์" แหล่งข่าวกล่าว

ในจุดนี้จึงกลายมาเป็นความขัดแย้งระหว่างกระทรวงพลังงาน กับเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.)

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้

 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม