ตลาดโลว์คอสต์เดือด ไลอ้อนแอร์ เบียดเบอร์ 1

updated: 17 เม.ย 2560 เวลา 09:02:42 น.

 

ระยะเวลาแค่ 3 ปี ที่สายการบิน "ไทย ไลอ้อน แอร์" กระโจนเข้าสู่สมรภูมิในตลาดสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ ในประเทศไทยที่กำลังแข่งขันดุเดือด ภายใต้กลยุทธ์ขายตั๋วเครื่องบินราคาถูกจนตลาดสั่นสะเทือนไปถึงวงการรถทัวร์ในประเทศ 



ที่สำคัญยังเป็นสายการบินที่ชิงส่วนแบ่งตลาดจาก 2 บิ๊กโลว์คอสต์ที่เปิดให้บริการไปก่อนหน้านี้ นั่นคือ "ไทยแอร์เอเชีย" และ "นกแอร์" 



กระทั่งกวาดมาร์เก็ตแชร์ผู้โดยสารภายในประเทศเมื่อปี2559 ที่ผ่านมา ได้ถึง 18.7% มากติดเป็นอันดับ 3 ไล่เบียดเบอร์ 2 อย่าง "นกแอร์" ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 20.3% ชนิดหายใจรดต้นคอทีเดียว



ขณะที่เจ้าตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์"ไทยแอร์เอเชีย" แม้ยังครองมาร์เก็ตแชร์มากที่สุด 29.5% แต่ก็ยอมรับแล้วว่า กำลังเสียส่วนแบ่งให้กับน้องใหม่ "ไทย ไลอ้อน แอร์" 



"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์ "อัศวิน ยังกีรติวร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบิน ไทย ไลอ้อน แอร์ ถึงแผนงานและเป้าหมาย มีหลายประเด็นน่าสนใจและน่าติดตาม โดยเฉพาะแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย และการปักหมุดสู่การเป็นเบอร์ 1 ของตลาดสายการบินต้นทุนต่ำที่กำลังโตวันโตคืน




"อัศวิน"บอกว่า ปีแรกที่ไทย ไลอ้อน แอร์ เปิดให้บริการนั้น ได้เปิดตัวด้วย 3 เส้นทางบิน คือ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา, กรุงเทพฯ-กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ โดยใช้เครื่องบินโบอิ้งรุ่น 373-900 เพียง 2 ลำ และขยายเพิ่มขึ้นมาอีกเป็น 12 ลำในปีถัดมา พร้อมขยายเส้นทางบินใหม่ ๆ เพิ่มเติมเป็นระยะ เนื่องจากตลาดตอบรับดี 



จากนั้นก็ทยอยเพิ่มฝูงบินมาอย่างต่อเนื่องซึ่งปีนี้ไทยไลอ้อน แอร์ มีแผนรับมอบเครื่องบินใหม่คือ โบอิ้ง 737-900 อีก 6 ลำ โดยจะนำมาใช้รองรับการเปิดเส้นทางใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกับเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางยอดนิยม คาดว่า ภายในสิ้นปี 2560 "ไทย ไลอ้อน แอร์" จะมีฝูงบินมากถึง 30 ลำ เพิ่มขึ้นจาก 24 ลำเมื่อปลายปีที่แล้ว แยกเป็นโบอิ้ง 737-900 จำนวน 16 ลำ และโบอิ้ง 737-800 อีก 8 ลำ ทั้งยังมีแผนเพิ่มเครื่องบินใหม่อีก 5-6 ลำในปี 2561 



"ภาพรวมเหมือนเราเพิ่มฝูงบินได้ดี แต่เทียบอัตราการเพิ่มแล้ว ถือว่าเรายังขยายได้ช้าจากที่ตั้งเป้าไว้ โดยเราจะรับมอบปีละประมาณ 10 ลำ"



จากแผนเพิ่มเครื่องบินใหม่ "อัศวิน" บอกว่า จะนำมารองรับการเปิดเส้นทางบินใหม่ ๆ ซึ่งปีนี้ ไทย ไลอ้อน แอร์ มีแผนเปิดเส้นทางบินทั้งในประเทศและระหว่างประเทศไม่ต่ำกว่า 8-10 เส้นทาง 



"ซึ่งถือเป็นปีที่สายการบินของเรามีการเปิดเส้นทางใหม่มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา"อาทิ เปิดเส้นทางบินระหว่างกรุงเทพฯ-ตรัง เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และเปิดเส้นทางบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เป็นเส้นทางบินที่ 3 สู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 13 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และได้เพิ่มเส้นทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก จำนวน 10 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ เป็นต้น ส่วนจุดหมายใหม่ ๆ ที่สนใจเปิดเพิ่ม คือ นราธิวาส, ร้อยเอ็ด เป็นต้น



สำหรับเส้นทางระหว่างประเทศที่ตั้งใจรุกมากเป็นพิเศษในปีนี้คือ เส้นทางสู่ประเทศจีน จากเดิมเน้นให้บริการแบบเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หรือชาร์เตอร์ไฟลต์เป็นหลัก



"อัศวิน" อธิบายว่า ขณะนี้ผลกระทบจากนโยบายการจัดระเบียบทัวร์ผิดกฎหมายจบแล้ว เดือนมีนาคมที่ผ่านมา "ไทย ไลอ้อน แอร์" ได้เปิดเส้นทางบินประจำจากกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) สู่เฉิงตู, ฉงชิ่ง, หนานจิง และหนานชาง 4 เส้นทาง หลังจากที่เปิดให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-กว่างโจว และภูเก็ต-ซีอานไปแล้ว ภายในปีนี้เตรียมเปิดเส้นทางบินจากกรุงเทพฯสู่ซีอาน, หางโจว, ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ซึ่งน่าจะได้เห็นในช่วงครึ่งปีหลังนี้



ส่วนเส้นทางบินสู่ประเทศในกลุ่มอาเซียน"อัศวิน" บอกว่า ได้เปิดเส้นทางระหว่างกรุงเทพฯ-ฮานอย (เวียดนาม) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และมีแผนเปิดเพิ่มไปบาหลี อินโดนีเซีย หลังเปิดสู่ย่างกุ้ง เมียนมา และโฮจิมินห์ซิตี เวียดนาม เมื่อปี 2559 



ขณะที่ประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียได้ตั้งเป้าบุกตลาด "อินเดีย" ถือเป็นจุดหมายที่สายการบินจะเข้าไปยาก ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุญาตบินเข้า 2-3 เมือง เช่น มุมไบ, โคชิ และเมืองรองอีกจุด โดยจะค่อย ๆ เปิดบินทีละเมือง และคาดว่าจะเริ่มบินได้ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้




ซีอีโอไทย ไลอ้อน แอร์ บอกอีกว่า จากกลยุทธ์มุ่งเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศมากขึ้นนี้ น่าจะช่วยดันยอดผู้โดยสารสู่เป้าหมาย 10 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ปิดตัวเลขไปที่ 7.5 ล้านคนได้ไม่ยาก และคาดว่าจะมีอัตราการบรรทุกผู้โดยสาร หรือโหลดแฟกเตอร์เฉลี่ยตลอดปีอยู่ที่ 90% 



นอกจากนี้ การเปิดเส้นทางบินใหม่ในต่างประเทศมากขึ้นนั้นยังจะเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการทำกำไรของไทย ไลอ้อน แอร์ด้วย เพราะเส้นทางบินไปต่างประเทศสามารถทำกำไรได้มากกว่าเส้นทางบินในประเทศ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอัตราหมุนเวียนการใช้เครื่องบินให้สูงขึ้น จากเดิมที่มีราว 9-10 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ เป็น 13 ชั่วโมงต่อวันต่อลำ 



นอกจากนี้ ยังทำให้เราสามารถคุมค่าใช้จ่ายได้ดี รวมถึงเรื่องการทำราคาตั๋วเครื่องบินได้เหมาะสมโดนใจผู้บริโภคด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า จะช่วยหนุนให้ "ไทย ไลอ้อน แอร์" มีผลประกอบการเป็นกำไรได้ในปีนี้



ต่อคำถามที่ว่าในปีแรกที่ "ไทย ไลอ้อน แอร์" เปิดให้บริการ ได้ประกาศเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า จะต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ในประเทศไทยให้ได้นั้น ถึงตอนนี้ผ่านมากว่า 3 ปีแล้วเป็นอย่างไรบ้าง 



"อัศวิน" ตอบอย่างหนักแน่นว่า "ไทย ไลอ้อน แอร์ ยังยืนยันเป้าหมายเดิม เพราะมั่นใจว่า เรามีความสามารถพอ และน่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ในอีกไม่ช้า"



นั่นคือการขึ้นเป็นผู้นำเบอร์ 1 ในตลาดโลว์คอสต์แอร์ไลน์ของประเทศไทย...
 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม