เอกชนร่อนหนังสือถึง "อนันตพร" ค้าน กฟผ.ทำพลังงานทดแทนแข่งรายเล็ก2,000MW

updated: 16 เม.ย 2560 เวลา 11:00:00 น.

 

ผู้ผลิตไฟฟ้าร่อนหนังสือถึง ก.พลังงาน ค้านโปรเจ็กต์พลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์ ของ กฟผ. ชี้หน่วยงานรัฐควรทำหน้าที่ซัพพอร์ตการวิจัยพัฒนา เพิ่มประสิทธิภาพของอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนมากกว่ามาลงทุนแข่งกับเอกชน อาจกระทบต่อต้นทุนเชื้อเพลิงโดยรวมให้ปรับขึ้น ระบุหาก กฟผ.ยังดื้อลงทุน เอกชนจ่อฟ้องศาลแน่

แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการพลังงานทดแทนเปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการส่งหนังสือไปยัง พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอคัดค้านโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 2,000 เมกะวัตต์ ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ใน 3 ประเด็น คือ 1) บทบาทหน่วยงานรัฐควรส่งเสริมด้านงานวิจัยและพัฒนาพลังงานทดแทนให้เกิดประโยชน์สูงสุดและคุ้มค่าการลงทุน และควรให้ภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทต่าง ๆ โดยภาครัฐเป็นผู้เรียกเก็บค่าสัมปทานหรือกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสม และหาก กฟผ.เข้ามาทำโครงการพลังงานทดแทนนั้น รัฐจะต้องกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าที่ "ไม่สูงกว่า" ราคาที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศรับซื้ออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ของโครงการไม่สูงมากเมื่อเทียบกับเอกชน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด "ข้อพิพาท" กับเอกชนที่ดำเนินการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม การให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนน่าจะช่วยประหยัดงบประมาณของภาครัฐในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าได้



กฟผ.เล็งทำพลังงานทดแทน - หลังจากเจอกระแสต้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน กฟผ.มีนโยบายเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนและเตรียมเสนอ ก.พลังงานอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้ โดยโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนาเช่น โซลาร์เซลล์ลอยน้ำและอื่น ๆ แต่ก็ต้องเจอกระแสต้านจากเอกชนในอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนว่าไม่เป็นธรรม เท่ากับว่ารัฐลงแข่งทำธุรกิจกับเอกชน



2) ปัจจุบันมีโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากกว่า 1,000 โครงการ ที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว และถือเป็นกลุ่มที่บุกเบิกการใช้พลังงานหมุนเวียนมาผลิตไฟฟ้าในภาคธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐได้เก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากภาครัฐนำข้อมูลที่เก็บไว้มาประกอบกิจการเสียเองจะมีความได้เปรียบเอกชนในหลายประเด็น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับต้นทุนการผลิต จนอาจกระทบต่อราคารับซื้อไฟฟ้าที่เหมาะสมและเป็นธรรม จนอาจเกิดข้อพิพาทหรือต้องมีการเปลี่ยนวิธีการให้สนับสนุนด้านราคารับซื้อ ซึ่งสุดท้ายต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะต้องส่งผ่านไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า 3) ตามที่ภาครัฐอาจจะให้ กฟผ.เป็นผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 2,000 เมกะวัตต์นั้น ปัจจุบันการส่งเสริมภาคเอกชนให้ประกอบกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนยังมีปัญหาหลายด้าน เช่น การกำหนดอัตราราคารับซื้อที่เหมาะสมและเป็นธรรม รวมถึงปัญหาเรื่องสายส่งไฟฟ้าที่ยังไม่สามารถรับกำลังผลิตใหม่ ๆ เข้าระบบได้ ฉะนั้นหากภาครัฐนำงบประมาณที่คาดว่าจะให้ กฟผ.เป็นผู้ลงทุนในพลังงานทดแทนกว่า 200,000 ล้านบาท มาใช้พัฒนาและแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น น่าจะเกิดผลดีมากกว่า


"ถ้ารัฐตัดสินใจให้ กฟผ.เป็นผู้ลงทุนในกำลังผลิต 2,000 เมกะวัตต์นั้น เท่ากับว่าส่งเสริมให้รัฐมาแข่งขันกับเอกชน ซึ่งในกฎหมายก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ทำไม่ได้ และ กฟผ.ก็ควรทำโครงการที่เอกชนทำไม่ได้ อย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เป็นต้น ซึ่งในกลุ่มพลังงานทดแทนก็อยู่ในระหว่างจับตานโยบายนี้ ซึ่งหากว่า กฟผ.มาลุยลงทุนในประเภทชีวมวล และขยะชุมชน มีความเป็นไปได้สูงว่าเอกชนจะต้องยื่นฟ้องศาลแน่นอน เพราะการผลิตไฟฟ้าจากทั้ง 2 ประเภทนี้ ส่วนใหญ่ก็เป็นของเอกชนในพื้นที่เป็นหลัก ก็ควรปล่อยให้เขาลงทุน"


รายงานข่าวจาก กฟผ.ระบุว่า สำหรับโครงการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของ กฟผ.ที่ต้องการเพิ่มกำลังผลิตเป็น 2,000 เมกะวัตต์นั้น ยังไม่ได้มีการหารืออย่างเป็นทางการกับ ก.พลังงาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กฟผ.ได้เดินหน้าพลังงานทดแทนในส่วนที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้วก่อนหน้านี้ รวม 500 เมกะวัตต์ โดยในระยะแรกจะทยอยผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2561-2564 รวม 7 โครงการ กำลังผลิต 32 เมกะวัตต์ ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี คือ โครงการเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำ 4 โครงการ ที่อ่างเก็บน้ำบางปูดำ ในพื้นที่โรงไฟฟ้ากระบี่ จ.กระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยเป็ดและอ่างเก็บน้ำห้วยทราย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และอ่างเก็บน้ำโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และโครงการเซลล์แสงอาทิตย์ บนพื้นดิน 3 โครงการ ที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงมุกดาหาร 2 ใน จ.มุกดาหาร และในพื้นที่ กฟผ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงจอมบึง ที่จะมีการติดตั้งพร้อมแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System) ร่วมด้วย

 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม