เริ่มต้นวัฏจักร "ดอกเบี้ยขาขึ้น" ทั่วโลกตั้งรับตลาดเงินกลับทิศ

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 11:05:02 น.

 

หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรกในปีนี้ โดยปรับขึ้น 0.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 0.75-1.00% โดย นางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด ชี้แจงว่า เศรษฐกิจกำลังไปได้ดี จึงเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจจะแข็งแกร่งและปรับตัวรับมือแรงกระแทกต่าง ๆ ได้ พร้อมกับให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยที่นโยบายของเฟดยังคงมีลักษณะผ่อนปรนเอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจไประยะหนึ่ง และแผนการขึ้นดอกเบี้ยนั้นยังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยส่งสัญญาณว่าจะขึ้นดอกเบี้ยรวม 3 ครั้งในปีนี้ และอีก 3 ครั้งในปีหน้า

ขณะที่ "จาค็อบ เฟรนเกล" ประธานเจพี มอร์แกน เชส คาดการณ์ว่า มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อีก 2-3 ครั้ง นั่นหมายความว่าปีนี้อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยสูงถึง 4 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐ และความมุ่งมั่นในการพัฒนาตามนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม การขึ้นดอกเบี้ยถึง 4 ครั้ง ก็มีโอกาสที่นำไปสู่สงครามค่าเงิน เพราะจีนก็อาจจะออกมาตรการตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น



"เงินหยวน" เผชิญแรงกดดัน 


การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงตลาดเงินโลกที่ใช้มาตรการผ่อนคลายมานาน "ฌอน คาลโลว" นักเศรษฐศาสตร์จากเวสต์แพค นครซิดนีย์ มองว่า ความพยายามกลับคืนสู่ภาวะปกติของเฟด ได้เปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานของธนาคารกลางหลายแห่งทั่วโลก 

โดยเฉพาะธนาคารกลางของจีน (PROC) แม้ว่าไม่ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย แต่ได้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะกลาง (MLF) และอัตราดอกเบี้ยข้อตกลงซื้อพันธบัตรโดยมีสัญญาขายคืน (Reverse Repo) 0.1% เป็นครั้งที่สามในรอบปี ซึ่งการเคลื่อนไหวของเฟดครั้งนี้อาจทำให้จีนยากที่จะเลิกทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง และความพยายามที่จะหยุดการรั่วไหลของเงินทุนไปต่างชาติ

นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า "เงินหยวน" จะเผชิญแรงกดดันมากขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐสูงขึ้น และจะส่งผลให้เงินไหลออกจากประเทศจีนเพื่อหารายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งรัฐบาลปักกิ่งใช้เงินนับหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อดูแล "หยวน" หลังจากที่นักลงทุนเริ่มเคลื่อนย้ายเงินออกจากประเทศจีน เนื่องจากคาดว่ามูลค่าจะลดลง ยิ่งกว่านั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นความเคลื่อนไหวการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอีก 2 ครั้งในปีนี้ และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นระดับสูงสุดที่ 2%

นอกจากนี้ ธนาคารกลางฮ่องกงปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมเพิ่ม 0.25% อยู่ที่ 1.25% หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากอัตราการแลกเปลี่ยนของฮ่องกงเป็นระบบที่ผูกกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ และธนาคารกลางฮ่องกงยังมีแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงกว่ากรอบการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ 0.50%

BOE/BOJ คงนโยบายผ่อนคลายสวน Fed

ขณะที่ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน ธนาคารกลางแห่งชาติอังกฤษ (BOE) ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิม 0.25% ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดในประวัติการณ์ แต่ส่งสัญญาณอาจจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ โดย BOE ให้เหตุผลว่า จากความไม่แน่นอนของสหราชอาณาจักร ที่ยังอยู่ในช่วงการเจรจากระบวนการ Brexit กับอียู คณะกรรมการจึงเห็นว่าควรรอดูสถานการณ์ดังกล่าว แม้ว่าขณะนี้เงินปอนด์อ่อนค่าลงมากที่สุด จนฉุดให้อัตราเงินเฟ้อเติบโตด้วยอัตราเร่งก็ตาม

หนึ่งในคณะกรรมการ "คริสติน ฟอร์บส" มองว่า ธนาคารกลางอังกฤษควรขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.5% เพื่อพยุงเงินเฟ้อไม่ให้เติบโตรวดเร็วเกินไป โดยนักวิเคราะห์มองว่า นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ มีกำหนดจะประกาศใช้มาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนของสหภาพยุโรป (EU) เพื่อเริ่มต้นกระบวนการแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) หากเกิดขึ้นจริง การประชุมครั้งต่อไปของ BOE น่าจะมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาที่ 0.5%

รวมทั้งธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ยังคงดอกเบี้ยนโยบาย -0.1% และคงวงเงิน QE ที่ 80 ล้านล้านเยนต่อปี หลังจากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว สะท้อนจากยอดค้าปลีกยังชะลอตัวติดต่อกัน 3 เดือน และเงินเฟ้อยังทรงตัวในระดับต่ำอยู่ที่ 0.4% 

และธนาคารกลางสวิส (SNB) ประกาศยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ -0.75% อย่างไรก็ตามก็จะต้องรับผลกระทบที่จะตามมาคือ อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นในปีนี้

ด้านธนาคารกลาง 3 แห่งในแถบตะวันออกกลางอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต และบาห์เรน ก็พร้อมใจกันปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่ม 0.25% เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนของประเทศผูกติดกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเช่นเดียวกัน ในฐานะการเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก

เอเชียเผชิญภาวะเงินทุนไหลออก

ขณะที่นักวิเคราะห์บลูมเบิร์กระบุว่า"อินโดนีเซีย"และ "มาเลเซีย" เป็นประเทศในเอเชียที่ได้รับผลกระทบจากการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอย่างชัดเจน โดยค่าเงินริงกิตของมาเลเซียอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน และคาดว่าในปีนี้ความเคลื่อนไหวของเฟดหากเป็นไปตามคาดการณ์ ธนาคารกลางมาเลเซียอาจต้องพิจารณามาตรการใหม่เพื่อรับมือกับค่าเงินริงกิตที่จะอ่อนค่ามากกว่าเดิม

ส่วน"อินโดนีเซีย"เสี่ยงเจอพิษค่าเงินอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสหรัฐเช่นเดียวกัน อันเนื่องจากมาต้นทุนสำหรับการแทรกแซงค่าเงินด้วยวิธีการกู้ยืมเงินรูเปียห์จากกองทุนท้องถิ่น เพื่อไปซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยกระทรวงการคลัง อินโดนีเซียระบุว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนของการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดตลอดทั้งปีนี้ ส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเปียห์มีความผันผวนสูง ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่ามากขึ้น

นักวิเคราะห์จาก "เดอะ อีโคโนมิสต์" และ "บลูมเบิร์ก" เห็นตรงกันว่า ภูมิภาคเอเชียยังต้องรับมือกับภาวะเงินทุนไหลออกและหนี้มหาศาล จากการที่เฟดอาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 2 ครั้งในปีนี้ โดยปัจจัยความไม่แน่นอนมีอยู่สูง ทั้งผลกระทบต่อความยากลำบากในการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่น หลังจากที่เฟดปรับทิศทางขึ้นดอกเบี้ย รวมถึงเศรษฐกิจจีนที่ยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร

ธปท.ยันไทย "ไม่" ติดกับดักเงินเฟ้อต่ำ

"วชิรา อารมย์ดี" ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ผลการประชุมเฟดมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายตามที่ตลาดคาด แต่ไม่ได้แสดงท่าทีที่จะเร่งรีบขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต ดังนั้นนักลงทุนในตลาดจึงปรับฐานการลงทุน โดยลดการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐบางส่วนลง ทำให้ค่าเงินสกุลหลักและเงินในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นในการเปิดตลาดในวันรุ่งขึ้น รวมถึงเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเช่นกัน

แม้ว่าในระยะต่อไป อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนในเรื่องช่วงเวลาที่เฟดจะปรับขึ้น ดังนั้นตลาดยังคงจะมีความผันผวนได้ ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องจึงยังคงต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง

"เมธีสุภาพงษ์"รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยได้กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายแล้วในเดือน ธ.ค. 2559 และมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ในระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมายที่2.5%ธปท.จึงยังไม่เห็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยจะติดกับดักภาวะเงินเฟ้อต่ำ โดยสะท้อนจากเครื่องชี้วัดในตลาดสินค้าและแรงงานของไทย กับเศรษฐกิจที่กำลังอยู่ในระยะฟื้นตัว ส่วนความกังวลต่อภาวะเงินเฟ้อต่ำทั่วโลกก็ได้ลดลง และเริ่มเห็นสัญญาณเงินเฟ้อในโลกกลับมาฟื้นตัว จากราคาน้ำมันในตลาดโลกและผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ปรับสูงขึ้น ธปท.จึงมองว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ยังอยู่ในระดับที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ 

ขณะที่วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นเริ่มต้นแล้วแน่นอนกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาที่พึ่งพาเงินทุนไหลจากต่างประเทศและจะทำให้สภาพคล่องส่วนเกินในตลาดโลกจะค่อย ๆ ลดลง เรียกว่าตลาดการเงินโลกกำลังเปลี่ยนทิศหลังจากที่โลกอยู่ในทิศทาง "ดอกเบี้ยขาลง" มาเป็นสิบปี



 
 
Desktop View