Active Learning "MUT" เรียนรู้สู่โลกยุคดิจิทัล

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 01:15:00 น.

 

ปัจจุบันสังคมไทยก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว โดยใช้นวัตกรรมเสริมคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพในการขับเคลื่อนประเทศ

การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยสู่เวทีเศรษฐกิจระดับนานาชาติ ดังนั้น ในงานเสวนา MUTalk "ผ่าทางตันการศึกษา Active Learning พาไทยสู่ยุค 4.0" ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิดและแนวทางการจัดการศึกษาตอบสนองต่อพฤติกรรมของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่เปลี่ยนแปลง และความต้องการของตลาดแรงงาน ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิทัล

"ผศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม" รองอธิการบดี ฝ่ายนโยบายและแผน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เปิดเผยว่า ปัจจุบันนักเรียน นักศึกษาซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาและเติบโตของประเทศไทยในยุค 4.0 มีแนวคิด พฤติกรรม และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมาก การพัฒนาด้านการศึกษาจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ทั้งในส่วนของรูปแบบการเรียนการสอน และเนื้อหาหลักสูตรให้มีความน่าสนใจ กระตุ้นให้เกิดความอยากใคร่รู้มากกว่าการสอนแบบเดิม ทั้งยังต้องสร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อมให้เหมาะสม และเอื้อต่อการพัฒนาองค์ความรู้ด้วย โดยแนวทางสำคัญ คือ การพัฒนาการเรียนรู้แบบ Active Learning ซึ่งอันดับแรกผู้สอนจะต้องกระตือรือร้นก่อน โดยปรับและเปลี่ยนเนื้อหารายวิชาให้เหมาะสมกับรูปแบบกิจกรรม เพื่อกระตุ้นความสนใจ และความคิดสร้างสรรค์จากผู้เรียน 

"สำหรับการนำหลักการสอนแบบ Active Learning มาปรับใช้ใน MUT จำนวน 62 วิชา พบว่ากลุ่มนักศึกษามีผลการเรียนที่ดีขึ้นมากจากเดิมกว่าร้อยละ 70 ทำให้ MUT วางแผนนำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในทุกรายวิชาพื้นฐานสำหรับปีการศึกษานี้เป็นต้นไป"

"ซาตู ซุยก์การี-เคลฟเวน" เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐฟินแลนด์ประจำประเทศไทยกล่าวว่า ฟินแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการขนานนามว่า มีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลก กว่าร้อยละ 40 ของคนฟินแลนด์จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี หรือสูงกว่า ทั้งยังได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีผู้อ่านหนังสือมากที่สุดในโลกประจำปี 2559 อีกด้วย

"ผมมองว่าหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษาของฟินแลนด์จนประสบความสำเร็จมาจากภาครัฐและเอกชน ต้องให้ความสำคัญของการศึกษา ทุกคนต้องได้สิทธิเข้ารับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน เน้นสร้างการเรียนรู้มากกว่าการท่องจำ รวมทั้งต้องให้ความสำคัญต่อสถาบันการศึกษา และบุคลากร ครู เพราะฟินแลนด์เชื่อว่าหากครูมีความรู้สูง จะช่วยพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้นักเรียนหรือนักศึกษาเกิดความใคร่รู้ สอบถาม สนใจการเรียนรู้ มากกว่าการให้ข้อมูลความรู้จากครูแต่เพียงฝ่ายเดียว"

"ส่วนเทรนด์การเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงทั่วโลก คือรูปแบบห้องเรียนไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบสี่เหลี่ยม อาจปรับรูปแบบเป็นลักษณะต่าง ๆ หรือนอกห้องเรียนก็ได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดปฏิสัมพันธ์ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมทั้งควรมีพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกตอบสนองความต้องการใช้งานที่หลากหลาย อาทิ ศูนย์สุขภาพ ศูนย์พยาบาล ศูนย์เยาวชน สิ่งสำคัญที่สุดควรเน้นพื้นที่สร้างสรรค์ด้วยการจัดแสดง ดนตรี นำเทคโนโลยี นวัตกรรมประหยัดพลังงาน หรืออื่น ๆ เข้ามาปรับใช้ภายในอาคารสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา"

ถึงตรงนี้ "ดร.ชัยธร สิมาภรณ์วนิชย์" ผู้จัดการฝ่ายสารสนเทศวิเคราะห์ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันนวัตกรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโลก เพราะหลายสถานการณ์หรือปัญหา สามารถแก้ไขได้ด้วยนวัตกรรม ยกตัวอย่างง่ายที่สุดการทำงานในอดีตจำเป็นต้องนั่งทำงานร่วมกันที่ออฟฟิศ แต่ปัจจุบันสามารถทำงานในสถานที่ไหนก็ได้ทั่วโลก หรือการพูดคุยในการทำงาน นวัตกรรมก็เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตใหม่ สามารถพูดคุยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือบนคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ได้

"การพัฒนาระบบการศึกษาจึงต้องเอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม โดยมีระบบเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ทั้งอุปกรณ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนา บุคลากรครูที่พร้อมถ่ายทอดความรู้ ก็จะทำให้สามารถผลิตบุคลากรที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดนวัตกรรมอย่างแท้จริงนั่นคือ มีทั้งความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ก่อให้เกิดคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจ"

สำหรับ "ถวัลย์ วงษ์สวรรค์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีไซน์ ออน เทเลวิชั่น จำกัด ได้แนะนำหลักการเรียนการสอนแบบมันส์ศาสตร์ว่า ครูคือหัวใจสำคัญที่สุดที่จะต้องทุ่มเท และให้ใจต่อการสอน ปรับวิธีการให้ความรู้ใหม่เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันระหว่างครูและนักเรียน นักศึกษา โดยจะต้องกระตุ้นให้เกิดการทดลองทำจริง และการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในห้องเรียน บางครั้งการพานักเรียน นักศึกษาออกไปเรียนรู้โลกแห่งความเป็นจริงนอกห้องเรียน จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและแรงบันดาลใจต่อการเรียนรู้ได้เพิ่มมากขึ้น

เพราะการพัฒนาระบบการศึกษาไทยเพื่อก้าวสู่ยุค 4.0 อย่างยั่งยืน จะต้องมีการเชื่อมโยงและผสมผสานกันในหลายมิติ ทั้งด้านนโยบายการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการ รวมไปถึงความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งจากภาครัฐและเอกชน 

ยิ่งเฉพาะกับการพัฒนาบุคลากรครู เพราะเป็นกลจักรหลักสำคัญต่อการพัฒนาเยาวชนรุ่นใหม่ให้เกิดความทันสมัย และสอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงาน อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศ เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต


 
 
Desktop View