ค้านแก้ พ.ร.บ.อัยการ ชี้ขัดรัฐธรรมนูญหลายปม นัดตบเท้ายื่นประธาน สนช. 22 มี.ค.

updated: 20 มี.ค. 2560 เวลา 17:30:11 น.

 

อธิบดีอัยการปกครองพิษณุโลกค้าน อสส.เสนอร่างแก้ไข พ.ร.บ.อัยการใหม่ ลดอายุตำแหน่งบริหารเหลือ 65 ปี ตัดสิทธิอัยการอาวุโสเป็น ก.อ. ชี้ขัดรัฐธรรมนูญ นัด 22 มี.ค.ยื่นหนังสือประธาน สนช.

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม นางชนิญญา ชัยสุวรรณ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปกครองพิษณุโลก กล่าวถึงกรณีที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด เสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2553 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติในวาระแรก ในวันที่ 30 มีนาคม มีสาระสำคัญในการแก้ไขอายุพนักงานอัยการที่ดำรงตำแหน่งทางบริหารให้เหลือเพียง 65 ปี แล้วสามารถดำรงตำแหน่งอัยการอาวุโสต่อได้ แต่อัยการอาวุโสนั้นจะไม่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ว่า การเสนอร่างดังกล่าว ขัดแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ อย่างในมาตรา 248 ที่กำหนดให้พนักงานอัยการซึ่งย่อมหมายรวมถึงอัยการอาวุโสสามารถรับเลือกตั้งเป็น ก.อ.ได้ อีกทั้งยังขัดกับมาตราที่ 77 กำหนดให้ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านก่อน และยังขัดต่อยุทธศาสตร์ประชารัฐในเรื่องการมีส่วนร่วมตามกระบวนการประชาธิปไตยที่รัฐบาลประกาศอย่างชัดแจ้ง เพราะร่างดังกล่าวนั้นปราศจากการมีส่วนร่วมจากเหล่าพนักงานอัยการที่ได้รับผลกระทบจากการแก้ไข

นางชนิญญากล่าวว่า ที่ผ่านมาจากร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการอัยการ พ.ศ.2553 เดิมทีมีการบัญญัติไว้นั้น พนักงานอัยการที่ได้รับผลกระทบก็เสียสิทธิไปแล้วถึง 2 ครั้งด้วยกัน โดยครั้งแรก เมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการอัยการ พ.ศ. 2553 มีการขยายอายุการทำงานของพนักงานอัยการจาก 60 ปี เป็น 70 ปี ทำให้ผู้บริหารในขณะนั้นได้ขยายเวลาการรับราชการของตนขึ้นไป ในขณะเดียวกันพนักงานอัยการที่อยู่ในลำดับอาวุโสที่ต่ำกว่าย่อมจะเสียสิทธิในการเลื่อนตำแหน่ง ช้าลงไป 2 ปี บ้าง 4 ปีบ้าง หรือ 6 ปีบ้าง แต่ด้วยตามหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดนับเพื่อขยายระยะเวลารับราชการอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมเพื่อชดเชยสิทธิที่เสียไปในภายหลัง จึงมีบทเฉพาะกาลในมาตรา 104 ที่สรุปได้ว่าภายในระยะเวลา 10 ปีแรกนับแต่กฎหมายบังคับใช้ให้ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง โดยเรียงลำดับชั้นเป็นขั้นบันไดเพื่อชดเชยการเสียสิทธิ การชดเชยนั้นจะสมบูรณ์ต่อเมื่อครบ 10 ปีของการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นการเยียวยา

ส่วนครั้งที่สอง คือจากร่างพระราชบัญญัติฯในครั้งนี้ ที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ อัยการสูงสุดได้เสนอให้พนักงานอัยการดำรงตำแหน่งทางบริหารได้เพียงอายุ 65 ปี จะส่งผลให้มีพนักงานอัยการเสียสิทธิในการดำรงตำแหน่งหรือเลื่อนตำแหน่งในทางบริหารจำนวน 519 คน จากการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.ในครั้งนี้ จากพนักงานอัยการทั้งองค์กร จำนวน 3,626 คน และร่างดังกล่าวนี้ยังจะกำหนดให้พนักงานอัยการที่เป็นอัยการอาวุโส ไม่มีสิทธิได้รับเลือกตั้งให้เป็นเป็นคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ซึ่งหลักดังกล่าวถือขัดหลักการสำคัญของประชาธิปไตย ในเรื่องสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกัน

"เดิมทีเดียวกฎหมายปี 2553 ให้ขยายอายุอัยการเป็น 70 ปี คนที่อยู่ตอนนั้นก็เสียสิทธิในการขึ้นตำแหน่งช้าไปแล้ว จึงมีบทเฉพาะกาลและให้ทบอายุคนเป็นขั้นบันได แต่พอใช้มาช่วงหนึ่งจะยกเลิกคนที่อยู่ตรงกลางจะเสียสิทธิตรงนี้ไปแล้ว เรียกว่าพออายุจะถึงปุ๊ปจะได้ขึ้นตำแหน่งบริหารคุณจะตัดสิทธิเลย ส่วนเรื่องอัยการอาวุโสถามว่า เรายังใช้อัยการอาวุโสอยู่ในราชการทำไมเราไม่ให้เขาดูแลกันเอง ตอนที่เราเลือกตั้งเข้ามาอัยการอาวุโสก็เข้ามาด้วยคะแนนสูงๆด้วยนะ เพราะส่วนใหญ่พวกนี้จะเป็นอัยการสูงสุดมาแล้วเราก็ยังต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์ของเขาอยู่ การที่อ้างว่าอัยการอาวุโสไม่อยู่ในชั้นการเป็นผู้บริหารของสำนักงานอัยการสูงสุดย่อมไม่ถูกต้อง เพราะการเป็น ก.อ. ไม่ใช่การเป็นผู้บริหาร เป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวแทนหรือผู้แทนเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือการทำงานของสำนักงานอัยการสูงสุดดังจะเห็นได้จากการที่ ก.อ. ประกอบด้วยบุคคลจากภายนอกที่มาจากวุฒิสภา จากคณะรัฐมนตรี จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เป็นต้น ร่างพระราชบัญญัตินี้จึงทำให้พนักงานอัยการที่เป็นอัยการอาวุโสเสียสิทธิที่จะได้รับการเลือกตั้ง เป็น ก.อ. จำนวน 383 คน อยู่ดีๆเราจะไปตัดสิทธิเขาได้เหรอ จากการคำนวณถึงวันที่ 1 ตุลาคม ทำให้พนักงานอัยการ 3,626 คน เสียสิทธิในการเลือกอัยการอาวุโสเป็น ก.อ" อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปกครองพิษณุโลก กล่าว

นางชนิญญากล่าวอีกว่า นอกจากนั้นร่างพระราชบัญญัติฯที่อัยการสูงสุดเสนอนั้น ยังน่าขัดแย้งกับพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 มาตรา 27 ที่กำหนดให้อัยการสูงสุดมีอำนาจออกระเบียบประกาศหรือคำสั่งได้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับระเบียบหรือประกาศที่ ก.อ. กำหนด และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ. 2553 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของ ก.อ.ในเรื่องการบริหารงานบุคคลไว้ในหลายมาตรา ที่ทำให้เห็นว่า ก.อ. มีอำนาจเหนือกว่าอัยการสูงสุดไม่ว่าจะเป็น การกำหนดกรอบอัตรากำลัง, กำหนดตำแหน่ง ข้าราชการ เกณฑ์คุณสมบัติของผู้สอบเข้ารับราชการฝ่ายอัยการ, ควบคุมการเกษียณอายุ, การจัดลำดับอาวุโส การกำหนดเงินเพิ่ม, เลื่อนตำแหน่ง, เลื่อนเงินเดือน, การโยกย้าย การดำเนินการทางวินัย การสั่งให้ข้าราชการฝ่ายอัยการออกจากราชการฯ จะเห็นได้ว่าเมื่อ ก.อ. มีอำนาจในการออกระเบียบ หรือประกาศในการบริหารงานบุคคล การที่อัยการสูงสุดจะเสนอร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลโดยมีการเสนอแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานฝ่ายอัยการฯดังกล่าวทำให้พนักงานอัยการพ้นจากตำแหน่งบริหารเมื่ออายุครบ 65 ปี โดยไม่ผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบจาก ก.อ.ย่อมขัดต่อตรรกะหรือเหตุผลของกฎหมายดังกล่าวมาแล้ว แม้อัยการสูงสุดจะได้ให้เหตุผลในการเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบข้าราชการอัยการฯว่าจะได้เทียบเคียงกับศาลยุติธรรมนั้น เป็นเรื่องที่น่าจะคลาดเคลื่อน เพราะแม้ศาลยุติธรรมจะไม่มีผู้พิพากษาอาวุโส เป็นคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) แต่ ก.ต.ของศาลกับ ก.อ.ของอัยการนั้นที่มาไม่เหมือนกัน เพราะ ก.ต.ประกอบด้วยตัวแทนที่ได้รับการเลือกตั้งของผู้พิพากษาทุกระดับชั้น ในขณะที่ ก.อ.ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการอัยการกำหนดให้มีอัยการสูงสุดเป็นประธาน ก.อ.รองอัยการสูงสุด 4 คนเป็น ก.อ.โดยตำแหน่งมีกรรมการ ก.อ. ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 6 คน ได้มาจากการเลือกตั้งของพนักงานอัยการทั่วประเทศ ซึ่งในปัจจุบันผู้ดำรงตำแหน่ง ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน เป็นข้าราชการอัยการ อีก 3 คนเป็นอัยการอาวุโสที่ได้รับความไว้วางใจเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งส่วนนี้เรียกกันว่า ก.อ.ใน และมีอีกส่วนหนึ่งที่เรียกว่า ก.อ.นอก ซึ่งมีที่มาจากวุฒิสภา คณะรัฐมนตรี อีกจำนวน 4 คน ฉะนั้น การที่อัยการสูงสุดเสนอร่างฯ ที่กำหนด ห้ามอัยการอาวุโสเป็น ก.อ. ย่อมทำให้โครงสร้าง ก.อ.เปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญซึ่งกระทบต่อพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการฯซึ่งมีฐานะเป็นกฎหมายลูกของรัฐธรรมนูญและยังไม่มีความแน่นอนว่าจะมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงพระราชบัญญัติองค์กรอัยการและพนักงานอัยการฯให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญใหม่อย่างไร

นางชนิญญากล่าวว่า จึงคิดว่า ทางที่ดีที่สุดคือควรรอการแก้ไขกฎหมายทุกฉบับเกี่ยวกับองค์กรอัยการและพนักงานอัยการไปในคราวเดียวกันหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว หรือหากจำเป็นต้องแก้ไข พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการอัยการฯ โดยเร็ว เพื่อรักษาน้ำใจอัยการสูงสุดก็ควรแก้เพียงอายุผู้บริหารให้ลดลงเหลือ 65 ปี โดยมิได้ยกเลิกบทเฉพาะกาลมาตรา 104 ที่เป็นการเยียวยา และยังคงให้อัยการอาวุโสมีสิทธิเป็น ก.อ.ได้ต่อไป โดยในวันที่ 22 มีนาคมเวลา 13.30 น. ตนพร้อมด้วยพนักงานอัยการจำนวนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบและไม่เห็นด้วยต่อการการแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะเดินทางไปยื่นหนังสือขอมีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับแก้ไขร่าง พ.ร.บ.อัยการ 2553 ตามยุทธศาสตร์ประชารัฐของรัฐบาล ต่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่อาคาร รัฐสภาหลังจากนั้นจะมีการแถลงข่าวและแจกเอกสารหลังการยื่นหนังสือต่อไป





ที่มา : มติชนออนไลน์
 
 
Desktop View