TDRI ชู "ยุทธศาสตร์ชาติการค้า" กู้อันดับ Ease of Doing Business ไทยกระเตื้อง

updated: 20 มี.ค. 2560 เวลา 16:29:51 น.

 

หลังรัฐบาลไทยมีความพยายามในการผลักดันยุทธศาสตร์ชาติการค้า 20 ปี (2560-2579) ให้เกิดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ล่าสุด ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ "ขีดความารถสู่การเป็นชาติการค้า" ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้  โดยทีดีอาร์ไอได้จัดทำยุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งทางการค้า ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ชาติการค้า ซึ่งเน้นในส่วนของการปรับโครงสร้างภายในประเทศเพื่อนำไปสู่ชาติการค้า พร้อมทั้งการันตีว่าหากทำสำเร็จในอีก 3-5 ปี จะช่วยให้ลำดับการเป็นประเทศที่มีง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ของไทยขยับขึ้นเป็นอันดับที่ 23 จากปัจจุบันอยู่ที่ 46 จากทั้งหมด 190 ประเทศทั่วโลก



นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า หลักสำคัญที่ไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นชาติการค้า (Trading Nation) จำเป็นต้องปรับ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1.ปฏิรูปนโยบายเศรษฐกิจให้เอื้อต่อการเคลื่อนย้ายทุน แรงงาน และสินค้า 2.ปฏิรูปข้อมูลข่าวสารให้เชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้ได้สินค้าตรงตามความต้องการของตลาด และลูกค้า 3.หาช่องทางการจำหน่ายสินค้าและบริการต้องหลากหลาย และมีประสิทธิภาพ และ 4.ปฏิรูปกฎระเบียบในประเทศให้มีประสิทธิภาพ

ปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยต้องปรับเป็นอันดับแรก คือ กฎหมาย เพราะที่ผ่านมาการปรับปรุงกฎหมายน้อยมาก หรือแทบจะไม่เคยมีการสะสางกฎหมายในอดีตเลย มีแต่จะเพิ่มกฎหมายมากขึ้นจนถึงขณะมีกว่า 100,000 ฉบับ ดังนั้น หากจะมีการทบทวนเฉพาะกฎหมายหรือกฎระเบียบในประเทศ ควรโฟกัสเฉพาะที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า การลงทุนก่อน ซึ่งมีประมาณ 300-400 ฉบับ อย่างเช่น การแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 ควรยกเลิกบัญชี 3(21) ที่กำหนดให้บริการอื่นๆ เป็นธุรกิจห้ามคนต่างด้าวดำเนินการ เพราะไทยเป็นประเทศที่เปิดเสรีในการประกอบธุรกิจน้อยกว่าชาติการค้าอื่น เช่น  สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และไต้หวัน

อีกทั้งยังควร "ทบทวนบทนิยาม" ที่กำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ในสัดส่วน 49% และคนไทย 51%  เนื่องจากเป็นข้อจำกัดในการแข่งขัน และไทยเป็นประเทศเดียวที่ห้ามให้ต่างชาติลงทุนธุรกิจบริการ พร้อมทั้งควรปรับปรุงบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. เพื่อกำหนดอาชีพและวิชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ และกฎระเบียบสภาวิชาชีพ เพื่อปลดล็อกให้วิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ นักบัญชี สถาปนิก สามารถเข้ามาได้ และทบทวนประเภทอาชีพเดิมที่หวงห้ามว่าสอดคล้องกับเศรษฐกิจปัจจุบันหรือไม่ เช่น ช่างตัดผม ขับสามล้อ เป็นต้น และควรพิจารณาข้อกำหนดอัตราการจ้างงานไทยต่อต่างด้าวในอัตรา 4 ต่อ 1 ตลอดจนปรับปรุงให้มีวีซ่าธุรกิจที่ไม่ต้องขอใบอนุญาตการทำงานด้วย



นอกจากนี้ ไทยควรจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกรมศุลกากรและภาคเอกชน เพื่อลดจำนวนพิกัดอัตราภาษีศุลกากร ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการบิดเบือนการนำเข้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเครื่องจักรหรือวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการผลิต รวมถึงการลดอัตราภาษีนำเข้าให้ต่ำลง และจะต้องเพิ่มความโปร่งใส่ในพิธีการศุลกากร  ตลอดจนการปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้านข้อมูลให้มีประสิทธิภาพและลึก โดยจะต้องแยกแยะประเภทของข้อมูลเป็นข้อมูลทั่วไปและข้อมูลเชิงลึกเฉพาะ และมีการเชื่อมข้อมูลกับต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ในบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย หรือสิงคโปร์ มีการเก็บค่าใช้จ่ายเมื่อต้องการให้หน่วยงานภาครัฐศึกษาหาข้อมูล

นางเดือนเด่นกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการค้าทางอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น แต่ปัจจุบันไทยมีช่องทางการค้าออนไลน์ ผ่าน www.thaitrade.com ที่ยังไม่ตอบโจทย์ ดังนั้นควรแก้ไขโดยการแยกช่องทางระหว่างเอกชนและเอกชน (BtoB), เอกชนและผู้บริโภค (BtoC) แยกประเภทสินค้าที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มลูกค้าเช่นเดียวกับเกาหลีที่มี 5 เว็บไซต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าแต่ละคนที่มีความต้องการเลือกซื้อต่างกัน และที่สำคัญจะต้องส่งเสริมผู้ประกอบการไทยศึกษาข้อมูลทั้งค่าธรรมเนียม การชำระเงินค่าสินค้า เป็นต้น ส่วนช่องทางการค้าเดิม เช่น การส่งออก และการตั้งโรงงานในต่างประเทศ เพื่อส่งออกก็ควรการปรับปรุง โดยการส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้าควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานสินค้า เพื่อให้เป็นตามมาตรฐานสากล 
 
 
Desktop View