ปัจจัยความสำเร็จ SMEs 4.0 รุก "อีคอมเมิร์ซ-ปรับระบบจัดการภาษี"

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 06:45:28 น.

 

ในยุคที่รัฐบาลปักธงไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ถือเป็นโอกาสของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่จะใช้จังหวะนี้ปรับตัวเพิ่มโอกาสให้กับตนเอง ซึ่งหลายหน่วยงานของภาครัฐก็พร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่

"ดร.พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์" ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือดีอีกล่าวว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญกว่า 90% เกิดจาก SMEs กว่า 2 ล้านรายที่มีอยู่ทั่วประเทศ ในขณะที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีกำลังเข้ามาเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการ รวมถึงส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้อง "ทรานส์ฟอร์ม" ไปสู่ยุค SMEs 4.0 ที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด และก้าวเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ

เน้นอีคอมเมิร์ซแบบ B to B

"เจน นำชัยศิริ" ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า 80% ของคนไทยอยู่กับแพลตฟอร์มดิจิทัล ธุรกิจจึงต้องรีบเปลี่ยน ขณะที่โมเดล 4.0 คือการเน้นการสร้างคุณค่าและเพิ่มโปรดักทิวิตี้ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งทั่วโลกเร่งทำ หากประเทศไทยตามไม่ทันโอกาสที่จะเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนของโลกก็จะหลุดไปด้วย ทำให้ตลาดแคบลง

"สิ่งที่พยายามเน้น คือ B2B การซื้อขายทางธุรกิจ ถ้าแข็งแรงทำให้ซัพพลายเชนมีประสิทธิภาพ จะส่งผลให้ SMEs อยู่รอดปลอดภัยมากขึ้น ลองนึกว่ากิจการขนาดเล็กเข้าไปอยู่ในซัพพลายเชนที่มีขนาดใหญ่ได้ การที่เรามีสัญญาซื้อขายกับบริษัทที่มีขนาดใหญ่ก็เป็นหลักประกันที่เพียงพอที่จะได้สินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ"

คู่แข่งอยู่ทั่วโลก


"ดร.ชำนาญ  งามมณีอุดม"ที่ปรึกษาโครงการพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ในภาคอุตสาหกรรมทำธุรกรรม B2B หัวหน้าภาควิชาการจัดการธุรกิจโลก วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพากล่าวว่า ในโลกดิจิทัลแม้จะอยู่คนละซีกโลกก็เป็นคู่แข่งกันได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องเข้าใจเศรษฐกิจดิจิทัลด้วยว่าเป็นเศรษฐกิจที่แข่งขันกันด้วยความรู้ เทคโนโลยี ทำให้องค์กรเล็กและคล่องตัว และทำลายระบบคนกลาง รวมถึงธุรกิจดั้งเดิม และข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญในโลกธุรกิจ และเกิดขึ้นได้มหาศาล อย่างเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง (VR) ช่วยนำเสนอสินค้าได้ดีขึ้น ขณะที่ผู้บริโภคมีความคาดหวังและมีความต้องการมากขึ้นเรื่อย ๆ

แต่ปัญหาหลักของไทย คือ กฎหมาย นโยบายภาครัฐ ทักษะผู้ประกอบการ ยังเปลี่ยนแปลงค่อนข้างช้า รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานในชนบทที่ยังไม่ครอบคลุม

ขณะที่มูลค่าตลาดอีบิสซิเนสในอาเซียน ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 4 หรือมีมูลค่า 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ และที่น่าสนใจคือตลาดการค้าออนไลน์แบบ B2B (ธุรกิจต่อธุรกิจ) มีขนาดใหญ่กว่า B2C (ธุรกิจสู่ผู้บริโภค) มาก โดยเฉพาะตลาด B2B ในจีน มีมูลค่าสูงถึง 440 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

"ทำไมอาเซียนไม่เทกออฟ มีสัดส่วนทางธุรกิจน้อย เพราะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ขณะที่คนใช้อินเทอร์เน็ตร้อยละ 75 ชอบซื้อของออนไลน์ ทำให้อัตราการเติบโตอีคอมเมิร์ซเพิ่มสูงมาก ที่น่าสนใจคือการเติบโตในอาเซียนสูงพอ ๆ กับจีน คือร้อยละ 25 ในไทยเติบโตร้อยละ 19 และมีศักยภาพในการเติบโตมาก คาดว่าจะโต 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 15 เท่า ภายใน 10 ปี"

ชำแหละพฤติกรรมลูกค้า

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือมี SMEs ไทยแค่ร้อยละ 36.8 ที่ขายออนไลน์ ขณะที่มีลูกค้า B2B ร้อยละ 89 ซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต โดยมีพฤติกรรมสำคัญคือร้อยละ 73 ค้นหาข้อมูลผ่านกูเกิล และมีการเปรียบเทียบอย่างน้อย 12 เพจ ร้อยละ 70 จะตัดสินใจซื้อร่วมกัน 2 คน และร้อยละ 75 สื่อสังคมออนไลน์มีผลต่อการตัดสินใจ ร้อยละ 76 มองว่าการออกแบบระบบที่ดีคือต้องค้นหาสินค้าได้สะดวก ร้อยละ 10 ของลูกค้าที่เข้าเว็บไซต์จะกลายเป็นผู้ซื้อและเว็บไซต์ B2B ต้องแข่งอย่างน้อย 7 ภาษา

ดังนั้น สิ่งที่ SMEs ต้องปรับตัว คือ พัฒนาประสิทธิภาพ มาตรฐานและคุณค่าสินค้า โดยร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อลดต้นทุนให้แข่งขันได้ และมีการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาการระบบสั่งซื้อ และมีการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจให้เหมาะสม

"ภญ.โสภา พิมพ์สิริพาณิชย์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส ซี เอล อีโนเวชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ "โซอี้สคาร์ฟ" กล่าวว่า การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ต้องมีทั้ง "รุก-รับ" โดยเชิงรุกคือ การใช้โซเชียลมีเดียยิงโฆษณาเข้าถึงลูกค้าอย่างแม่นยำ ใช้ประโยชน์จากจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กในไทย 40 ล้านคน ใช้ไลน์ 38 ล้านคน และอินสตาแกรม 7 ล้านคน ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีเชิงรับคือ สร้างคีย์เวิร์ดเพื่อให้คนที่อยากซื้อค้นหาสินค้าแล้วต้องเจอ โดยสินค้าประเภทใช้อารมณ์ซื้อ อย่าง 1.เสื้อผ้า แฟชั่น 2.อุปกรณ์ไอที 3.เครื่องสำอาง เป็นสินค้ายอดฮิตบนโลกออนไลน์

"วงจรผู้บริโภคเปลี่ยนไป จากเห็นโฆษณาไปซื้อ แต่ตอนนี้มีขั้นตอนใหม่แทรกเข้ามา คือ การค้นหารีวิว และการโพสต์ความเห็นในโซเชียลหลังจากได้ใช้สินค้าแล้ว ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องสร้างความประทับใจ สร้างความรับรู้ เพราะต่อให้สินค้าดีแต่คนไม่เห็นก็ขายไม่ได้ ฉะนั้น ต้องมีข้อมูลให้ครบและมีกระบวนการปิดการขายได้ง่ายเมื่อลูกค้าอยากจะซื้อ"

ทางรอดของ SMEs 4.0 คือการสร้างแบรนด์ แพ็กเกจจิ้งต้องสื่อถึงบุคลิกภาพของแบรนด์ให้ชัดเจน และต้องมีเรื่องราว นำเสนอความคุ้มค่า ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความ "พรีเมี่ยม" เช่น ได้ลองใช้ฟรีก่อน ต้องมีระบบ CRM (Customer Relation Management) เก็บข้อมูลลูกค้า เพราะการรักษาลูกค้าเก่าใช้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าหาลูกค้าใหม่

e-Tax Invoice by Email

ด้าน "ประสงค์ พูนธเนศ" อธิบดีกรมสรรพากรกล่าวว่า ปัจจุบัน SMEs ที่มีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี มีราว 3 แสนรายที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับอีคอมเมิร์ซ และเป็นนิติบุคคลรายเล็ก ซึ่งมักไม่มีการบริหารจัดการด้านเอกสารที่เป็นระบบใหญ่ แต่การจัดการใบกำกับภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งจำเป็น จึงพัฒนาระบบ e-Tax Invoice by Email ให้เป็นการจัดทำและส่งมอบใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการรายย่อยในการลดขั้นตอนการส่งใบกำกับภาษีผ่านการส่งทางอีเมล์ และผู้ประกอบการเก็บในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ช่วยลดการใช้พื้นที่และต้นทุน

e-Tax Invoice by Email เป็นทางเลือกหนึ่งให้ผู้ประกอบการรายเล็กอย่าง SMEs และสตาร์ตอัพใช้เพื่อสร้างความคุ้นเคยเรื่องใบกำกับภาษีให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งขณะนี้ยังมีข้อจำกัดคือสามารถใช้ได้เฉพาะกับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เท่านั้น ส่วนระบบเต็มรูปแบบจะเปิดให้บริการราว เม.ย.นี้ โดยหวังว่าจะมีส่วนช่วยให้ประเทศไทยขยับอันดับของประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่าย จากอันดับที่ 46 ขึ้นมาในอันดับที่ 30 ตามที่หวังไว้

ขณะเดียวกัน ได้ตั้งเป้าว่าในปี 2565 กรมสรรพากรจะเปลี่ยนบริการทั้งหมดเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การจดทะเบียน การขออนุญาตต่าง ๆ ของกรมสรรพากร โดยใช้งบฯการพัฒนาระบบ 2,300 กว่าล้านบาท เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0

"สุรางคณา วายุภาพ"
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ.กล่าวเสริมว่า อีคอมเมิร์ซเป็นอีกภารกิจที่เร่งผลักดัน ซึ่งหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนคือเอกสารทางการเงิน เช่น ใบกำกับภาษี สพธอ. จึงช่วยสนับสนุนกรมสรรพากรด้วยการพัฒนาระบบประทับรับรองเวลา หรือทีด้า ไทม์ (TeDa Time) เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัย โดยจะเป็นการประทับรับรองเวลาว่าเอกสารสำคัญทางการเงินฉบับนี้ สามารถตรวจสอบได้หากมีการเปลี่ยนแปลง และยังมีบริการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในระยะยาว หรือทีด้า เซฟ (TeDa Safe) เพื่อจัดเก็บใบกำกับภาษี สำหรับให้เจ้าหน้าที่พิสูจน์ภายหลัง คาดว่าใน 1 ปีแรกจะมีคนใช้ 2 หมื่นราย ก่อนจะเพิ่มเป็น 3 แสนรายภายใน 2 ปี

ช่วยธุรกิจลดความผิดพลาด

"ดร.ยุทธนา ศรีสวัสดิ์" ผู้ร่วมก่อตั้ง iTAX เว็บไซต์ www.itax.in.th และแอปพลิเคชั่น iTAX Pro กล่าวว่า ในแง่ของประเด็นเรื่องภาษี ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ทำธุรกิจได้ง่ายในอันดับที่ 109 จาก 190 ประเทศ การมีระบบ e-Tax Invoice by Email จะช่วยลดความเสี่ยง ดังนั้น ความเสี่ยงในการทำใบกำกับภาษีผิดพลาด และยังมีตราประทับรับรองเวลาให้ด้วย ทำให้ผู้ประกอบการมุ่งโฟกัสธุรกิจเต็มที่ ไม่ต้องระแวงเรื่องความผิดพลาดในประเด็นเหล่านี้ซึ่งมองว่า e-Tax Invoice by Email แก้ปัญหาตรงนี้ได้เพราะมีการรับรองเวลา ทำให้ความเสี่ยงหายไป

"กฤษฎา ชุตินธร" ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โฟลว์แอคเคาท์ จำกัดกล่าวว่า การที่ภาครัฐได้พัฒนาให้ระบบเอกสารภาษีให้ง่ายขึ้น ทำให้ทีมงานเล็ก ๆ ที่อาจจะไม่ได้มีทักษะทางบัญชี สามารถออกเอกสารได้ถูกต้องตามเกณฑ์ของกฎหมายได้เหมือนบริษัทใหญ่ ๆ เป็นการช่วยเพิ่มศักยภาพ ทั้งยังมีประทับเวลาให้มั่นใจ ช่วยประหยัดทั้งต้นทุนและเวลา


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View