3 เดือนเจ้ากระทรวงดิจิทัล "มองอนาคต อย่าติดกับปัญหาเก่า"

updated: 21 มี.ค. 2560 เวลา 08:45:46 น.

 

สัมภาษณ์

เมื่อรัฐบาลปักธงชัดกับนโยบาย "ดิจิทัลอีโคโนมี" เพื่อให้ประเทศก้าวไปสู่ "ไทยแลนด์ 4.0" โดยปรับโฉมกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้กลายเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำให้กระทรวงใหม่ชื่อย่อ "ดีอี" เป็นที่จับตามองว่าในฐานะตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล

ในโอกาสครบวาระการทำงาน 3 เดือน "ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสพูดคุยกับ "พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ดังนี้



- กระทรวงใหม่มีปัญหาหนักใจอะไรบ้าง

ไม่มีอะไรน่าหนักใจ แม้จะทำงานยากนิดหน่อย เพราะงบประมาณปี 2560 จัดทำเสร็จไปเรียบร้อยตั้งแต่ก่อนที่ผมจะเข้ามารับตำแหน่ง (15 ธ.ค. 2559) ดังนั้นก็จะปรับเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว ขณะที่บรรดาชุดกฎหมายดิจิทัลทั้งหลายก็ออกไปเกือบหมดแล้วเช่นกัน แต่ผมก็บอกกับปลัดกระทรวงดีอีไปว่า ภายนอกตั้งความหวังกับกระทรวงดีอีไว้มากว่าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเราก็ต้องพยายามทำงานให้มาก ตอนนี้ก็พยายามหาคนทำงานรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาทำงานให้มากขึ้น ดึงคนพันธุ์ดิจิทัลเข้ามาช่วยงาน

ตอนนี้คุยกับทาง สกอ. (คณะกรรมการการอุดมศึกษา) ที่ดูแลมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัยมีคนเก่งอยู่เยอะ ทั้งอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาเก่ง ๆ น่าจะให้เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานกับกระทรวง ดีอี รวมถึงแจ้งกับทาง ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน) ไปว่า นายกรัฐมนตรีผ่าน ครม. ให้แล้วว่าจะต้องมีคนเก่งมาเสริมทัพ เป็นพนักงานราชการพิเศษ มีอัตราเงินเดือนจูงใจ โดยทำสัญญาจ้าง 4 ปี ต่ออายุสัญญาได้เมื่อผ่านการประเมิน เงินเดือนจะมีประเภทพนักงานเฉพาะกิจ 37,680-68,350 บาท กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 109,200-218,400 บาท ในฐานะที่เป็นกระทรวงตั้งใหม่ ดีอีก็ขอโควตาไป 100 คน

- จะให้มาช่วยงานตรงไหนบ้าง

กำลังระดมความต้องการของหน่วยงานใต้สังกัดว่าต้องการในส่วนไหนบ้าง และมีขอบข่ายงานอย่างไร น่าจะอีกราว ๆ หนึ่งเดือนจึงจะได้รายละเอียดทั้งหมดว่าต้องการตำแหน่งไหนกี่คน

- ข้าราชการเดิมไม่พอหรือไม่มีศักยภาพ

เป็นคำถามที่ดีเรากำลังจะตั้งคณะกรรมการ โดยให้ทางเลขาธิการ ก.พ. ช่วยทบทวนสภาพของคนทำงานในกระทรวงดีอีในขณะนี้ว่าสถานะมีแค่ไหน แต่ในส่วนของพนักงานราชการพิเศษ เราเป็นกระทรวงตั้งใหม่จึงมีเหตุให้ขอได้

- เลขาฯ ก.พ. เคยเป็นปลัดไอซีทีน่าจะประเมินง่าย

ก็ไม่แน่ใจว่าจะทำให้ง่ายหรือยากขึ้น แต่หลัก ๆ แล้วเมื่อใดก็ตามทำเรื่องเกี่ยวกับคน เราก็ต้องเคารพในความรู้สึกและโอกาสในอนาคตของคนเก่าที่อยู่มาเดิมด้วย โดยพยายามจะเข้าไปแตะให้น้อยที่สุด

- โครงสร้างกระทรวงใหม่นิ่งแล้ว

หลัก ๆ ก็จะมี 2 สำนักงานใหม่ คือ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ส่วนโครงสร้างของกระทรวงดีอีคาดว่าจะนิ่งภายใน 1 เดือน หลังจากที่ Job Description นิ่งแล้ว

- ดีอีต่างจากกระทรวงไอซีที

เปลี่ยนชื่อแล้วก็มีภารกิจที่กว้างขึ้น ดิจิทัลมีความกว้างของธุรกิจและเทคโนโลยีที่ครอบคลุม ไม่ใช่แค่ Information Communications Technology แต่ดิจิทัลอยู่ในทุกอุตสาหกรรม

และตอนนี้กระทรวงดิจิทัลยังไม่ดิจิทัลเต็มตามเป้าหมาย เพราะ 1.ยังไม่มีฮาร์ดแวร์ และการกำกับดูแลด้านฮาร์ดแวร์ 2.ยังไม่มีศูนย์วิจัย ตั้งแต่การวิจัยนโยบายลงไปถึงฮาร์ดแวร์แล็บ แบบนี้จะมีนโยบายที่ดีได้อย่างไร ตอนนี้ต้องการนักคิดเชิงยุทธศาสตร์มาช่วย

- กระทรวงวิทย์มีดึงมารวมดีไหม

การจะรวมกระทรวงวิทย์เข้ามาด้วยหรือไม่ ต้องใช้เวลาศึกษา แต่ก็ได้เปรยกับทางเลขาฯ ก.พ. แล้วเกี่ยวกับไอเดียที่จะดึงเนคเทคมารวม แต่ยังเป็นแค่ไอเดียเริ่มต้นเท่านั้น

- ผลักดันดิจิทัลพาร์คเต็มที่

ตอนนี้มีทูตหลายประเทศเข้ามาคุย อย่างออสเตรเลีย ญี่ปุ่น แคนาดา ที่สนใจในเรื่องนี้ และต้องการรายละเอียดที่ชัดขึ้น ซึ่งกระทรวงดีอีกำลังเตรียมนำโครงการนี้เข้าคณะกรรมการ EEC (คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก) ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก เพื่อหาทางดึงรายใหญ่จากต่างประเทศ อย่างกูเกิล และเฟซบุ๊กเข้ามา

ส่วนแรงจูงใจด้านภาษีต้องดูประเทศอื่น ๆ ด้วย ถ้าเข้าไปอยู่ใน EEC ได้ก็จะได้รับยกเว้นภาษีตามเงื่อนไข BOI

โดยกระทรวงดีอีจะผลักดันโครงการสมาร์ทซิตี้ไปคู่กันด้วย จากเดิมที่เริ่มแล้วที่ภูเก็ต และเชียงใหม่ ซึ่งจะทำเพิ่มในอีก 3 จังหวัดในพื้นที่ EEC คือ ฉะเชิงเทรา, ระยอง และชลบุรี เพื่อจะได้เสริมสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับความเป็นเมืองนวัตกรรม

- จะดึงยักษ์ใหญ่มาทำอะไร

โครงการดิจิทัลพาร์คที่ศรีราชา เป็นพื้นที่ของแคท (บมจ. กสท โทรคมนาคม) มีโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม และการสื่อสารครบ การตั้งดิจิทัลพาร์คเพื่อความเป็นเลิศให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามาฝังตัวกับเทคโนโลยีทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ก็หวังจะดึงดูดให้ยักษ์ใหญ่ภาคเอกชนเข้ามาตั้งศูนย์วิจัย และพัฒนา เพื่อให้เกิดสภาพแวดล้อมสำหรับการสร้างสรรค์งานของสตาร์ตอัพ SMEs สร้างงาน IoT (อินเทอร์เน็ตออฟธิงค์) ที่ไทย ซึ่งน่าจะไปได้ดีกับอุตสาหกรรม IoT ทั้งกับอุตสาหกรรมรถยนต์ โรงพยาบาล เฮลท์แคร์ และโรงงานที่จะทำให้ระบบอัจฉริยะมากขึ้น

ส่วนที่จะชวนกูเกิล เฟซบุ๊ก อะเมซอน บริษัทใหญ่ ๆ จากจีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ยุโรป พวกนี้คือ ขอให้เข้ามา มาทำอะไรก็ได้จะเป็น Sale office ก็เอา เพื่อให้เกิดเป็นกลุ่มก้อนของขาใหญ่ในวงการ และเป็นการดึงทราฟฟิกให้เข้ามาสู่ศรีราชาฮับ และไม่ใช่แค่ขาใหญ่ แต่จะชักชวนบรรดามหาวิทยาลัยให้เข้ามาสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา เพื่อให้มีเด็กพันธุ์ดิจิทัล และมีแหล่งจ้างงานเพิ่มขึ้น

- ภาครัฐกำลังดูเรื่องการเก็บภาษี บ.ข้ามชาติ

เรื่องการเก็บภาษี ต้องบาลานซ์ระหว่างการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ กับการส่งเสริมนวัตกรรม เพราะหลายเรื่องเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ ทุกอย่างใหม่จนโลกตั้งรับไม่ทัน จะทำให้ตามระเบียบเดิมที่วางไว้ก็ไม่ได้แล้ว และถ้าเราเหยียบเบรกอย่างรวดเร็วรุนแรง นวัตกรรมก็จะไม่เกิด

ส่วนเรื่องสิทธิประโยชน์ที่จะจูงใจ ก็มีของทาง BOI และ EEC อยู่แล้ว กระทรวงดีอีก็ต้องดูว่าจะต้องวางแผนสิทธิประโยชน์จากการลงทุนเพิ่มอีกหรือไม่ โดยเทียบกับเพื่อนบ้านไม่ให้ด้อยกว่า

- ปีนี้จะได้เห็นอะไรบ้าง

อยากให้เกิดได้ในระดับหนึ่งเพื่อจะทำให้เห็นว่าเราทำจริง จะได้ไปโรดโชว์ต่างประเทศได้

- ระดับหนึ่งคือ

Concept Plan ต้องชัด แผนงานเบื้องต้นที่จะนำไปผลักดันให้โครงการเป็นส่วนหนึ่งของ EEC ต้องมีโมเดลเมืองให้เห็นว่าจะทำอะไรตรงไหนบ้าง

- ความคืบหน้าเกี่ยวกับชุดกฎหมายดิจิทัล

พ.ร.บ.คอมพ์ ประกาศใช้แล้ว ก็ยังต้องมีกฎหมายลูกที่กำลังยกร่าง เช่นเดียวกับกฎหมายไซเบอร์ซีเคียวริตี้ จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะในประเด็นที่คนยังข้องใจอยู่ เพราะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ชัดเจน น่าจะเปิดเวทีสาธารณะได้ภายในอีก 1-2 เดือนนี้ เพราะรัฐบาลเน้นให้มีความโปร่งใสตรวจสอบได้

- ปัญหาค้างกรณีไทยคมแก้ถึงไหน

เรื่องเก่า ๆ ที่ต้องแก้ต้องแบ่งเวลาให้ถูก ไม่อย่างนั้นเรื่องใหญ่ก็พัฒนาไปได้น้อย บรรดาเรื่องเก่า ๆ ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน อะไรที่ติดขัดก็ให้คณะกรรมการที่ดูแลอยู่แก้ไขไป อย่างเรื่องไทยคม ก็มีคณะกรรมการอวกาศดูแลอยู่ หรืออย่างเรื่องศูนย์ไอซีทีชุมชน ทั้งตามโครงการเดิม 300 ศูนย์ที่ต้องตั้ง และการอัพเกรดเป็นศูนย์ดิจิทัลชุมชน 700 แห่งก็กำลังเร่งรัดอยู่ จะเอาเร็วอย่างเดียวคงไม่ได้ ก็ต้องรอบคอบด้วย

งานเน็ตประชารัฐก็เหมือนกัน กำลังอยู่ในช่วงที่ 1 ภายในเม.ย.-พ.ค.นี้ก็จะเริ่มติดตั้งได้ แต่ละเดือนจะติดตั้งได้ราว 3,000 จุด ก็ต้องทำอย่างโปร่งใส รอบคอบ

หลักการทำงาน คือ ต้องมองไปที่อนาคตเป็นหลัก อย่าติดกับปัญหาเก่า

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View