ทึ้งขุมทรัพย์พลังงานทดแทน ถมลงทุน3แสนล้าน-แบงก์ปล่อยกู้ไม่อั้น

updated: 20 มี.ค. 2560 เวลา 10:02:15 น.

 

เปิดขุมทรัพย์พลังงานทดแทน 19,634 เมกะวัตต์ เอกชนเดินหน้าลงทุนไปแล้วกว่า 250,000 ล้านบาท กำลังผลิตรวม 9,265 เมกะวัตต์ พร้อมเปิดให้ลงทุนต่ออีก 10,369 เมกะวัตต์ คาดทะลุ 820,000 ล้านบาท สถาบันการเงินขานรับ แค่กำใบอนุญาต-สัญญา PPA "ยินดีปล่อยกู้" ชี้เป็นธุรกิจกึ่งสัมปทาน มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแน่นอนถึง 20 ปี

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานี้โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ได้กลายเป็นธุรกิจหนึ่งที่ภาคเอกชนให้ความสนใจโดดเข้ามาลงทุนมากที่สุด แม้ผู้ลงทุนบางรายจะไม่เคยจับธุรกิจด้านพลังงานมาก่อนเลยก็ตาม โดยปรากฏการณ์นี้เห็นได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อกระทรวงพลังงานกำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 30 ภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 หรือ AEDP 2015 (Alternative Energy Development Plan) ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ หรือ PDP (Power Development Plan 2558-2579) ที่จะเกิดกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ตามมา ทำให้ภาคเอกชนมองเห็นโอกาสในการลงทุน แม้ธุรกิจพลังงานทดแทนจะเต็มไปด้วยปัญหา การเร่ขายใบอนุญาต การแย่งวัตถุดิบ อัตราค่าไฟฟ้าที่ไม่สะท้อนต้นทุนจริง หรือแม้แต่นโยบาย/กฎหมายของภาครัฐในแต่ละปีกลับกลายเป็นอุปสรรคการต่อการลงทุนก็ตาม



แผนพัฒนาพลังงานทดแทน

ผู้สื่อข่าว"ประชาชาติธุรกิจ"รายงานภายใต้แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP ได้กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 หรือประมาณ 19,634 เมกะวัตต์ (MW) จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก หรือ VSPP เพื่อลดการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่และลดการนำเข้าพลังงาน โดยพึ่งพาพลังงานที่ผลิตได้ภายในประเทศ การจัดหาพลังงานทดแทนดังกล่าวถูกดำเนินการโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชน

ตามแผน AEDP สำหรับปี 2559 ซึ่งเป็นปีล่าสุดได้กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากขยะ (Waste) รวม 550 MW, ชีวมวล (Biomass) 5,570 MW, ไบโอก๊าซ (Biogas) 1,280 MW, พลังน้ำขนาดเล็ก (Hydro) 376 MW, พลังลม (Wind) 3,002 MW และไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 6,000 MW

โดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้รายงานสถานการณ์รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนล่าสุด ณ เดือนธันวาคม 2559 ปรากฏมีการรับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนไปแล้ว รวม 9,265 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 50 ของเป้าหมายแผน AEDP ที่ 19,634 MW แต่เมื่อจัดอันดับประเภทพลังงานทดแทนที่ได้รับความสนใจยื่นขอโครงการโรงไฟฟ้าและมีใบอนุญาต รวมถึงสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) มากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวม 3,040 MW รองลงมาคือ โรงไฟฟ้าชีวมวล 3,658 MW และโรงไฟฟ้าพลังงานลม 1,586 MW

ค่าไฟฟ้าจูงใจเฉลี่ย 6 บาท/หน่วย

เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนจะมี "ต้นทุนที่สูงกว่าโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ" ด้วยข้อจำกัดของขนาดและราคาวัตถุดิบที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมีความผันผวนสูงตามฤดูกาล ดังนั้นอัตรารับซื้อไฟฟ้าของรัฐบาลจึงต้อง "จูงใจ" ให้เกิดการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเป็นอย่างมาก ล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในรูปแบบของ Feed in Tariff ตลอดอายุสัญญา 20 ปี

แบ่งเป็น การผลิตไฟฟ้าจากขยะที่กำลังผลิตติดตั้งน้อยกว่า 1 MW อัตราค่าไฟอยู่ที่ 6.34 บาท/หน่วย กำลังผลิตมากกว่า 1-3 MW อยู่ที่ 5.82 บาท/หน่วย ส่วนกำลังผลิตมากกว่า 3 MW ขึ้นไป อัตราค่าไฟฟ้าจะอยู่ที่ 5.60 บาท/หน่วย ในขณะโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังผลิตน้อยกว่า 1 MW อยู่ที่ 5.34 บาท/หน่วย กำลังผลิตมากกว่า 1-3 MW อยู่ที่ 4.82 บาท/หน่วย กำลังผลิตมากกว่า MW อยู่ที่ 4.24 บาท/หน่วย โรงไฟฟ้าไบโอก๊าซ (น้ำเสีย/ของเสีย) อยู่ที่ 3.76 บาท/หน่วย โรงไฟฟ้าไบโอก๊าซ (พืชพลังงาน) อยู่ที่ 5.34 บาท/หน่วย และโรงไฟฟ้าพลังงานลมอยู่ที่ 6.06 บาท/หน่วย เมื่อเทียบกับอัตราค่าไฟฟ้าฐานในปัจจุบันจะอยู่ที่เพียง 3 บาทกว่า/หน่วยเท่านั้น หรืออัตรารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนนั้น "สูงกว่า" อัตราค่าไฟฟ้าฐานเกือบ 1 เท่าทีเดียว

เงินลงทุน 250,000 ล้าน

ความจูงใจจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน มีผลทำให้นักลงทุนหลากหลายเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้มากเป็นพิเศษ เฉพาะปี 2559 เพียงปีเดียว มีการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนไปแล้ว 9,265 MW หากจะคำนวณตามข้อมูลของ สนพ.แยกประเภทตามเชื้อเพลิงจะพบว่า โรงไฟฟ้าชีวมวลที่ใช้แกลบ-ฟาง-ซังข้าวโพด-เศษไม้เป็นเชื้อเพลิง มีการลงทุนไปแล้วกว่า 250,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 80 ล้านบาท/MW)

โรงไฟฟ้าพลังงานลม ลงทุนไปแล้ว 70,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 100 ล้านบาท/MW) โรงไฟฟ้าขยะมีการลงทุน 15,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 100 ล้านบาท/MW) โรงไฟฟ้าไบโอก๊าซลงทุนไปกว่า 31,800 ล้านบาท (หรือประมาณ 75 ล้านบาท/MW) และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ลงทุนไปแล้ว 136,000 ล้านบาท (หรือประมาณ 40-45 ล้านบาท/MW) รวมการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนสูงถึง 300,000 ล้านบาท ขณะที่ยังคงมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเหลือ และเตรียมที่จะเปิดรับซื้อในปีต่อ ๆ ไปอีกประมาณ 10,369 MW "ซึ่งคาดว่าจะเกิดการลงทุนตามไปอีกราว 820,000 ล้านบาท (เฉลี่ยลงทุนที่ประมาณ 80 ล้านบาท/MW)

โชว์สัญญา PPA กู้แบงก์ฉลุย

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมใคร ๆ ถึงอยากเข้ามาในธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนนั้น นายพิชัย สันติสุข ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนถือเป็น "ธุรกิจกึ่งสัมปทาน" ที่มีตลาดรองรับแน่นอนถึง 20 ปี และค่าไฟฟ้าที่จะได้รับ "เพิ่มเติม" ตามอัตราเงินเฟ้อด้วย ในขณะที่การลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ "ผู้ลงทุนจะต้องหาตลาดเอง แต่ธุรกิจผลิตไฟฟ้าไม่ใช่"

ในส่วนของกำไรก็ต้องประเมินแบบปีต่อปี ยกตัวอย่าง การผลิตไฟฟ้าจากขยะที่กำลังผลิต 1 MW ที่อัตราค่าไฟฟ้า 5 บาท/หน่วย เท่ากับว่าโรงไฟฟ้าโรงนั้นจะมีรายได้แน่นอน ประมาณ 40 ล้านบาท/ปี หรือกำลังผลิตที่ไม่เกิน 10 MW ก็จะมีรายได้อยู่ที่ประมาณ 300 ล้านบาท/ปี ขณะที่มีการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 80 ล้านบาท/MW "รายได้ที่เข้ามาแน่นอน ระยะเวลาการรับซื้อไฟฟ้าตามสัญญา PPA ทำให้ผู้ลงทุนสามารถยื่นขอกู้เงินจากสถาบันการเงินได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับการทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ โดยก่อนหน้านี้ผู้กู้มีเพียงแค่ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจาก กกพ. ก็จะได้รับการพิจารณาจากแบงก์แล้ว" นายพิชัยกล่าว

แบงก์พร้อมปล่อยกู้เพิ่ม

สอดคล้องกับ นายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจลูกค้าบรรษัท ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ธนาคารยังมองแนวโน้มการเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจพลังงานเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่ธนาคารได้มีการปล่อยสินเชื่อธุรกิจพลังงานไปแล้ว คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของยอดคงค้าง (พอร์ต) สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ที่มีประมาณ 600,000 ล้านบาท โดยธุรกิจพลังงานที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และเริ่มเห็นความต้องการ (ดีมานด์) การขอสินเชื่อ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลมยังมีนักลงทุนเข้ามาขอสินเชื่ออยู่ในระดับต่ำอยู่ เนื่องจากมีเรื่องการติดขัดด้านกฎหมายในการทำพลังงานดังกล่าว ส่วนปัญหาหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL ของธุรกิจกลุ่มพลังงาน "ยังอยู่ในระดับต่ำ"

ด้านนายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ล่าสุดธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อธุรกิจพลังงานต่าง ๆ อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือก พลังงานชีวมวลต่าง ๆ มียอดสินเชื่อรวมของธุรกิจนี้สัดส่วนราว 7% ของพอร์ตสินเชื่อรวมที่มีประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยธนาคารคาดว่าการเข้าไปปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจพลังงานมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม ทำให้อาจเห็นการลงทุนด้านพลังงานใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น ซึ่งก็น่าจะหนุนให้ธนาคารเข้าไปปล่อยสินเชื่อได้เพิ่มขึ้นกว่าอดีต


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม