TPIPP เปิดเสนอขาย IPO เบื้องต้นที่6.00-7.00บาท/หุ้น เตรียมเปิดจองซื้อปลายเดือนมี.ค.นี้

updated: 17 มี.ค. 2560 เวลา 19:00:00 น.

 

TPIPP เปิดช่วงราคาเสนอขาย IPO เบื้องต้นที่ 6.00-7.00 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดจองซื้อช่วงปลายเดือน มี.ค.นี้ คาดโรงไฟฟ้าใหม่อีก 3 โรง เริ่ม COD ได้ภายในไตรมาส 4 ปีนี้

บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ หรือ TPIPP ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมถึงธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) เปิดช่วงราคาเสนอขาย IPO เบื้องต้นที่ 6.00 – 7.00 บาทต่อหุ้น เตรียมเปิดให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น เข้าจองซื้อหุ้นในวันที่ 22-24 มี.ค.นี้ ส่วนประชาชนทั่วไปเปิดให้จองซื้อวันที่ 24 และ 27-29 มี.ค.นี้ คาดเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ  ภายในเดือน เม.ย.นี้ พร้อมประกาศแต่งตั้ง บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) บล.ทิสโก้ จำกัด และ บล.ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน และแต่งตั้งบริษัทเป็นผู้ร่วมจัดจำหน่ายอีก 10 บริษัท ด้านผู้บริหารประกาศแผนลงทุนขยายโรงไฟฟ้าอีก 3 โรงที่คาดว่าจะเริ่ม COD ในไตรมาส 4 ปีนี้ รวมถึงการขยายสถานประกอบการผลิตเชื้อเพลิง RDF และการปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อรักษาความเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานจากขยะในไทย

บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ หรือ TPIPP ได้ลงนามสัญญาแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ TPIPP และแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ 10 ราย ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด

บริษัทหลักทรัพย์ ไอ วี โกลบอล จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ร่วมจัดจำหน่าย

นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า TPIPP และผู้จัดการการจัดจำหน่าย ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายหุ้น IPO ในเบื้องต้น ที่ราคาหุ้นละ 6.00 – 7.00 บาท โดยราคาเสนอขายสุดท้ายจะกำหนดโดยพิจารณาจากราคาและจำนวนหุ้นที่นักลงทุนสถาบันเสนอความต้องการซื้อเข้ามา (Book Building) ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการประกาศราคาดังกล่าวภายในก่อนเวลา 9.00 น. ของวันที่ 24 มีนาคม 2560 สำหรับการจองซื้อ จะเปิดให้ผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น สามารถจองซื้อหุ้นในวันที่ 22-24 มีนาคมนี้ โดยผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นดังกล่าวจะต้องจองซื้อหุ้นที่ราคาจองซื้อเบื้องต้นหุ้นละ 7.00 บาท และหากราคาเสนอขายสุดท้ายที่จะเสนอขายในครั้งนี้ต่ำกว่าราคาจองซื้อเบื้องต้นดังกล่าว ผู้จัดการการจัดจำหน่ายจะดำเนินการคืนเงินค่าจองซื้อหุ้นส่วนต่างให้ในภายหลัง ส่วนประชาชนทั่วไปและนักลงทุนสถาบันสามารถจองซื้อหุ้นในวันที่ 24 และ 27-29 มีนาคมนี้ โดยจองซื้อที่ราคาเสนอขายสุดท้ายเลย และคาดว่าหุ้น TPIPP จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายในเดือนเมษายนนี้

นายพิธาดา วัชรศิริธรรม กรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า  TPIPP จะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 2,500 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 29.8 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยปัจจุบัน TPIPP มีทุนจดทะเบียนจำนวน 8,400 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 8,400 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยทุนที่ออกจำหน่ายและชำระแล้วมีจำนวน 5,900 ล้านบาท ทั้งนี้ ล่าสุด TPIPP ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นจำนวนมาก โดยมีนักลงทุนสถาบันทั้งไทยและต่างประเทศได้ลงนามในสัญญา Cornerstone Placing Agreement เพื่อเป็นนักลงทุน Cornerstone Investors คิดเป็นจำนวนทั้งสิ้นกว่า 473 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสูงถึงเกือบร้อยละ 20 ของจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของนักลงทุนสถาบันต่อหุ้น TPIPP ได้เป็นอย่างดี

นายสุชาย สุทัศน์ธรรมกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น IPO ของ TPIPP ในครั้งนี้ จะจัดสรรให้แก่ 1.ผู้ถือหุ้นเดิมของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น ตามที่ปรากฏรายชื่อในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 14 ตุลาคม 2559 (Record Date) ซึ่งเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นของบมจ.ทีพีไอ โพลีนที่มีสิทธิจองซื้อหุ้น จำนวนไม่เกิน 125 ล้านหุ้น และ 2. ประชาชนทั่วไปและนักลงทุนสถาบัน จำนวนไม่เกิน 2,375 ล้านหุ้น รวมกับหุ้นที่เหลือจากการเสนอขายตามข้อ 1. ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ร่วมกับที่ปรึกษาทางการเงินได้เดินทางไปพบนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศไทย สิงคโปร์ ฮ่องกง อังกฤษ และมาเลเซีย และได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างดี


ประชัย เลี่ยวไพรัตน์, ภัคพล เลี่ยวไพรัตน์,ภากร เลี่ยวไพรัตน์

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการ TPIPP กล่าวว่า TPIPP เป็นบริษัทฯ ในเครือของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน ที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะรายใหญ่ที่สุดในไทย โดยมีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ‘ขยะเป็นศูนย์’ หรือ Zero Waste เพื่อเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าโดยใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไฟฟ้ารวมถึงคำนึงถึงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“เรามีวิสัยทัศน์ที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า โดยใช้พลังงานหมุนเวียนที่สะอาดและมีประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเกิดจากการนำขยะจากชุมชนและขยะจากหลุมฝังกลบมาแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF ที่มีค่าความร้อนสูงเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะเดียวกันเรามีจุดยืนการทำธุรกิจด้วยแนวคิด Clean Energy, Clean Up Country ที่จะช่วยลดปริมาณขยะในประเทศที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน รวมถึงการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม” นายประชัย กล่าว

นายภากร เลี่ยวไพรัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ TPIPP กล่าวว่า บริษัทฯ มีธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค ได้แก่ ธุรกิจโรงไฟฟ้า ในจังหวัดสระบุรี ที่มุ่งเน้นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ (RDF) และโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ของ บมจ.ทีพีไอ โพลีน โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2559 TPIPP มีโรงไฟฟ้าที่ COD แล้ว 4 โรง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 150 MW ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 2 โรง  กำลังการผลิตติดตั้งโรงละ 20 MW และ 60 MW รวมเป็น 80 MW ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปัจจุบันมี กฟผ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าจำนวน 73 MW และได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ที่ 3.50 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง เพิ่มเติมจากค่าไฟฟ้าพื้นฐาน เป็นระยะเวลา 7 ปีนับจากวันที่เริ่มซื้อขายไฟฟ้า และมีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งอีก 2 โรง กำลังการผลิตติดตั้งโรงละ 40 MW และ 30 MW รวมเป็น 70 MW โดยมี บมจ.ทีพีไอ โพลีน เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า

นอกจากนี้ ยังมีสถานประกอบการผลิตเชื้อเพลิง RDF เพื่อนำขยะจากชุมชนและขยะจากหลุมฝังกลบในพื้นที่ต่างๆ มาผ่านกระบวนการคัดแยกและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิง RDF เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยปัจจุบันมีความสามารถรับขยะชุมชนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้ 4,000 ตันต่อวัน ซึ่งนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้ 2,000 ตันต่อวัน

ส่วนธุรกิจหลักกลุ่มที่สองคือ ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) รวม 12 แห่ง ประกอบด้วย สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง 8 แห่ง สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) 3 แห่ง และสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (NGV) อีก 1 แห่ง ภายใต้เครื่องหมายการค้า ‘ทีพีไอพีแอล’ (TPIPL) นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีรายได้จากการขายอินทรียวัตถุที่เหลือใช้จากสถานประกอบการผลิตเชื้อเพลิง RDF ให้แก่บริษัท ทีพีไอ โพลีน ชีวะอินทรีย์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยชีวภาพ โปรไบโอติกส์เพื่อการเลี้ยงสัตว์และการกำจัดสิ่งปฏิกูลในน้ำอีกด้วย  
 
กรรมการผู้จัดการใหญ่ TPIPP กล่าวว่า บริษัทฯ ได้วางแผนลงทุนในธุรกิจโรงไฟฟ้าและสถานประกอบการผลิตเชื้อเพลิง RDF รวมมูลค่าประมาณ 15,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตและก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตพลังงานจากขยะในประเทศไทยในอนาคต โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างลงทุนขยายโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก 3 โรง คาดว่าจะเริ่ม COD ได้ในไตรมาส 4 ปีนี้ทั้งหมด และจะส่งผลให้โรงไฟฟ้าของ TPIPP มีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 290 MW รวมเป็น 440 MW ประกอบด้วย 1.โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 MW ซึ่งเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จ จะนำกำลังการผลิตติดตั้งไปรวมกับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 30 MW เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 100 MW เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. ในอนาคต

2.โรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดกำลังการผลิต 150 MW และ 3.โรงไฟฟ้าถ่านหินและพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 MW ที่ออกแบบให้สามารถผลิตไฟฟ้าสำรองป้อนให้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 60 MW หรือโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 MW โรงใดโรงหนึ่งในกรณีที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิต เนื่องจากเครื่องจักรชำรุดหรือปิดซ่อมชั่วคราว ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ.

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างลงทุนขยายสถานประกอบการผลิตเชื้อเพลิง RDF รองรับการลงทุนขยายโรงไฟฟ้า โดยจะสามารถรับขยะชุมชนเข้าสู่กระบวนการผลิตได้เพิ่มขึ้นเป็น 6,000 ตันต่อวันจากเดิม 4,000 ตันต่อวัน และสามารถนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิง RDF ได้เพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ตันต่อวัน จากเดิม 2,000 ตันต่อวัน 

นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนปรับปรุงโรงไฟฟ้าในปัจจุบันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้แก่ การปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งเพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตไฟฟ้า และโครงการติดตั้งเครื่องคัดแยกขยะเบื้องต้นเพื่อใช้งานที่หลุมฝังกลบของบริษัทจัดการขยะ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณภาพขยะที่จัดส่งให้ TPIPP คาดว่าทั้ง 2 โครงการจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2 ปีนี้ รวมถึงมีโครงการลงทุนซื้อหม้อผลิตไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิง RDF อีก 2 เครื่อง เพื่อสำรองให้กับโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 60 MW และโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 70 MW ในกรณีที่ต้องหยุดซ่อม คาดว่าจะติดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 1 ปี 2561

นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบัญชีและการเงิน TPIPP กล่าวว่า บริษัทฯ สามารถทำภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2559 เติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยมีกำไรสุทธิ 1,824.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 270% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 493.36 ล้านบาท และมีรายได้รวม 4,433.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58.62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 2,794.83 ล้านบาท

โดยผลการดำเนินงานที่เติบโตแข็งแกร่งทั้งในด้านกำไรสุทธิและรายได้รวม เกิดจากบริษัทฯ สามารถรับรู้รายได้จากการ COD โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงจากขยะ 2 โรง ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งโรงละ 20 MW และ 60 MW ให้แก่ กฟผ. ในช่วงปีที่ผ่านมาได้เต็มปี เมื่อรวมกับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้งอีก 2 โรง ที่มีกำลังการผลิตติดตั้งโรงละ 40 MW และ 30 MW ซึ่งจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ บมจ.ทีพีไอ โพลีน อยู่แล้วก่อนหน้านี้ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทำรายได้จากการดำเนินการโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทั้ง 4 โรง ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย


 
 
Desktop View