เตือน "ภัยไซเบอร์ระบาดหนัก" ตกทองไฮเทค-เจาะระบบเรียกค่าไถ่

updated: 18 มี.ค. 2560 เวลา 06:45:15 น.

 

ปฏิเสธไม่ได้ถึงอิทธิพลของโลกออนไลน์ที่มีบทบาททั้งในชีวิตประจำวันและโลกธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เติบโตมาคู่กัน

"พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย" ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) เปิดเผยกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ภัยไซเบอร์เป็นการกระทำความผิดที่ไร้พรมแดน และทุกวันนี้มีพัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ แต่พื้นฐานของปัญหายังอยู่ที่ "คน" ซึ่งเป็นผู้ใช้งานที่ทำให้ตัวเองตกเป็นเหยื่อภัยคุกคามได้ โดยเฉพาะพฤติกรรม "คลิก ๆ ไปเรื่อย ๆ" อย่างขาดความรู้ ความตระหนักถึงภัยอันตราย รวมถึงความโลภเมื่อถูกหลอกล่อด้วยผลประโยชน์ต่าง ๆ

"ดังนั้นสิ่งที่สิ่งที่อยากให้ทุกคนที่ใช้โซเชียลมีเดีย ต้องจำไว้ว่านี่ไม่ใช่โลกจริง ที่เวลาคุยกันยังสามารถจ้องตาจับสังเกตพฤติกรรมกันตรงหน้าได้ แต่มันเป็นโลกเสมือน ที่หลอกกันได้ง่าย ฉะนั้นต้องตระหนักอยู่เสมอว่า คนที่คุยด้วยจะไว้ใจได้แค่ไหน"

ขณะเดียวกันบรรดาโปรแกรม ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ที่ใช้งาน ควรจะมีการอัพเดตเวอร์ชั่นให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องใช้ซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ด้วย เพราะถ้าใช้งานของละเมิดลิขสิทธิ์ย่อมต้องมาจากการมีช่องโหว่ให้โดนแฮกเพื่อเอามาปล่อยเป็นของเถื่อน เมื่อนำมาใช้งานก็จะมีช่องโหว่ให้ผู้ใช้โดนแฮกต่อไปได้

สำหรับภัยคุกคามที่บุคคลทั่วไปมักตกเป็นเหยื่อคือ"การหลอกลวง"ซึ่งมีตั้งแต่"โรแมนซ์สแกม" หรือ "โรแมนซ์สแกมเมอร์" คือการใช้ความรัก ความหลงใหล มาสร้างความประทับใจ ให้เหยื่อหลงเชื่อยอมโอนเงินมาให้ตามที่ร้องขอโดยอ้างเหตุผลร้อยแปดถึงความจำเป็น ซึ่งผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ มีทุกเพศทุกวัย กับอีกประเภทคือ "หลอกให้ลงทุน" เป็นการเอาผลประโยชน์มาล่อว่าสามารถเข้าร่วมลงทุนด้วยเงินจำนวนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนสูง เป็นการลงทุนง่าย ๆ อาศัยความโลภ การหลงผิด

โดยพฤติกรรมหลอกลวงทั้ง 2 ประเภท โจรจะสร้างโปรไฟล์ผ่านโซเชียลมีเดียว่ามีชีวิตที่หรูหรา ร่ำรวย เพื่อดึงดูดให้เหยื่อเชื่อใจ และผู้กระทำผิดมีทั้งเป็นบุคคลทั่วไป รวมถึงที่รวมตัวกันเป็นแก๊ง ทั้งที่เป็นคนไทยด้วยกันเองและเป็นแก๊งข้ามชาติ ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการหลอกลวงประเภทนี้ เหยื่อบางรายโอนเงินให้ไปเป็นหลักสิบล้านบาท และจำนวนคดีที่เข้ามาร้องเรียนกับ ปอท. ต่อปีก็มีจำนวนไม่น้อย

ส่วนกรณีขององค์กรธุรกิจหรือนิติบุคคล ในขณะนี้พบว่า ตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์ประเภท "แรนซัมแวร์" หรือการเรียกค่าไถ่ด้วยการเข้ามาเจาะระบบเพื่อล็อกไฟล์ข้อมูลมากขึ้น โดยเฉพาะในปีนี้น่าจะเห็นจำนวนการคุกคามในรูปแบบนี้มากขึ้น เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ให้มิจฉาชีพได้มาก

"ปัญหาของแรนซัมแวร์ ก็อยู่ที่ผู้ใช้งานในระบบ ที่ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามประเภทนี้ มีอีเมล์อะไรเข้ามาก็คลิก ๆ ไปเรื่อย ๆ ฉะนั้นจะเห็นว่า ต้นเหตุของปัญหาก็อยู่ที่คนที่เป็นผู้ใช้งานทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ทั่วไปตามบ้านหรือนิติบุคคล ดังนั้นจะทำอย่างไรให้เกิดความตระหนักรู้ ระมัดระวังในการใช้งาน ไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ
มีสติ ไม่ปล่อยให้ความโลภเข้าครอบงำ ก็เหมือนปัญหาแก๊งตกทอง ที่ถึงจะมีการบอกเตือนกันมานานแล้ว แต่ก็ระบาดได้ทุกยุคทุกสมัย"


ในฝั่งของ ปอท.เองพบว่า อุปสรรคสำคัญในการจับกุมโจรไซเบอร์เหล่านี้ คือ การเข้ามาแจ้งข้อมูลที่ล่าช้า ทำให้การติดตามผู้กระทำผิดทำได้ยาก อย่างกรณีที่มีการหลอกลวงให้โอนเงิน ยิ่งแจ้งกับ ปอท.ได้เร็ว ก็จะสามารถอายัดเงินได้เร็ว และตามแกะรอยได้ง่าย เพราะร่องรอยยังสดใหม่

อีกอุปสรรคสำคัญคือการปกปิดข้อมูล ไม่ยอมบอกข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะอับอายที่โดนหลอก หรือต้องการปกปิดพฤติกรรมบางอย่างของตนเอง รวมถึงการไม่มีพยานหลักฐานมาประกอบเพื่อให้มีร่องรอยตามสืบได้

"หากหลักฐานมาครบ มาเร็ว ไม่ปกปิดข้อมูล ก็ตามจับคนร้ายได้ง่ายขึ้น หลายครั้งพบว่า เหยื่อมาแบบไม่มีอะไรมาเลย เหมือนมานั่งปรับทุกข์กับเจ้าหน้าที่เฉยๆ ทางเราก็ดำเนินการให้ได้ยาก"

ความตระหนักและเท่าทันการใช้เทคโนโลยีเป็นเกราะกันภัยที่สำคัญ ไม่ให้ต้องตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ล่าสุดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ใช้งบประมาณ 53 ล้านบาทสำหรับโครงการป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ด้วยการจัดทำสื่อให้ความรู้ความเข้าใจในการใช้งานโลกออนไลน์ และแนวทางป้องกันตนเองจากภัยไซเบอร์ โดยเผยแพร่ผ่านทางสื่อดั้งเดิมอย่างวิทยุโทรทัศน์ และสื่อใหม่ อย่างโซเชียลมีเดียทั้งในรูปแบบของคลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก กระจายไปในยูทูบ เฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม รวมถึงจัดอบรมให้กับผู้แทนชุมชนในแต่ละภูมิภาคด้วย

"น.อ.สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์" รองปลัดกระทรวงดีอี กล่าวว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์ยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะการหลอกลวง มักเริ่มจากการสนทนาแบบตัวต่อตัว ผ่านโซเชียลมีเดีย มากกว่าเป็นการเปิดเว็บไซต์หลอกลวงอย่างเมื่อก่อน โดยเฉพาะการแชตผ่านแอปพลิเคชั่นฮิตอย่าง LINE ก่อนที่จะมีการเผยแพร่ออกไปในวงกว้างขึ้นทำให้มูลค่าความเสียหายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ดังนั้นหลักสำคัญในการใช้งาน คือ ต้องมีสติและอย่าโลภ


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View