สตาร์ต ! ปีแห่งสังคมไร้เงินสด

updated: 17 มี.ค. 2560 เวลา 00:40:00 น.

 

คอลัมน์ชั้น 5 ประชาชาติ โดย วิไล อักขระสมชีพ

สตาร์ตแล้ว !! ประเทศไทยเดินหน้าเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) อย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่ระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) หรือการโอน-รับเงินระหว่างบุคคล ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา และที่สำคัญรัฐบาลจูงใจด้วยการประกาศว่า สำหรับผู้ใช้พร้อมเพย์จะได้รับเงินภาษีคืน "เร็ว" กว่าช่องทางอื่น

ล่าสุด 1 มีนาคม 2559 ที่ผ่านมา พร้อมเพย์สำหรับนิติบุคคลก็เริ่มแล้วเช่นกัน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินระหว่างนิติบุคคล ดังนี้ 1.เมื่อโอนเงินมูลค่าไม่เกิน 100,000 บาทต่อรายการ คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 10 บาทต่อรายการ และ 2.มูลค่ามากกว่า 100,000 บาท คิดค่าธรรมเนียมไม่เกิน 15 บาท ส่วนกรณีประชาชนโอนเงินให้นิติบุคคลที่ลงทะเบียนพร้อมเพย์ จะเสียค่าธรรมเนียมพร้อมเพย์ระหว่างบุคคลไป ซึ่งหากโอนไม่เกิน 5,000 บาท "ฟรี" ค่าธรรมเนียม หากเกิน 5,000 บาทขึ้นไปจะมีอัตราค่าธรรมเนียมแตกต่างไปตามระดับของมูลค่าการโอนต่อรายการที่กำหนดไว้

สำหรับการลงทะเบียนพร้อมเพย์ของนิติบุคคลจะใช้เลขทะเบียนนิติบุคคล หรือเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากร 13 หลัก ผูกกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์หรือกระแสรายวันได้ 1 บัญชี 1 ธนาคาร โดยนิติบุคคลสามารถโอนเงินผ่านบริการพร้อมเพย์ได้ตามช่องทางที่แต่ละธนาคารให้บริการ ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการจะต้องสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากธนาคารที่เลือกใช้บริการด้วย

นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังได้เดินหน้าจัดวางเครื่อง EDC (Electronic Data Capture) สำหรับรูดบัตรเครดิต-บัตรเดบิตในการชำระค่าสินค้าและบริการตามร้านค้าต่าง ๆ และที่สำคัญจะเริ่มที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่จะฟรีค่าธรรมเนียมเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ชำระค่าบริการต่าง ๆ

ปีนี้จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนผ่านการให้บริการทางการเงิน "ดิจิทัลแบงกิ้ง" อย่างเด่นชัดของอุตสาหกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่แข่งกันมุ่งให้บริการบนแนวคิด "Anytime Anywhere" แก่ลูกค้าไม่ว่าเวลาไหนอยู่ที่ไหนก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้ผ่านโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟน และน่าจะเห็นแบงก์เก็บค่าบริการที่ถูกลง

ทั้งเรื่องพร้อมเพย์และการติดตั้งเครื่อง "อีดีซี" ถือเป็นส่วนหนึ่งในแผน National e-Payment ที่รัฐบาลประกาศไว้เมื่อปีก่อนหน้า เพื่อผลักดันประเทศไทยก้าวสู่สังคมไร้เงินสดเช่นเดียวกับกระแสโลกที่กำลังเดินหน้าไปกัน

และอีกเรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแผนงานให้ธนาคารพาณิชย์ร่วมมือกันจัดตั้ง "White ATM" ขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าทั่วไป แทนที่ตู้เอทีเอ็มที่ใช้ทุกวันนี้แต่ละแบงก์ต่างมีของตัวเอง โดยมีรายละเอียดค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จะขึ้นกับแต่ละธนาคารกำหนด ซึ่งทุกวันตู้เอทีเอ็มแต่ละแบงก์จะเปิดพูลกันระหว่างแบงก์กันอยู่

ปัจจุบันตู้เอทีเอ็มของแบงก์ต่างๆ รวมกันราว ๆ 20,000 เครื่องทุกวันนี้

แต่หากมีการนำ "White ATM" การเก็บค่าธรรมเนียมอยู่บนอัตราเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องดีสำหรับผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากค่าธรรมเนียมที่ถูกลง เพราะแบงก์จะได้ไม่ต้องมายุ่งยากกับการบริหารเงินสด การขนเงินสดไปใส่ตู้ เป็นต้น

ขณะที่ในทางปฏิบัติการจัดตั้ง "White ATM" ให้เกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายทีเดียว เพราะมีอีกหลายโจทย์ที่จะต้องมาตกลงกันว่าจะให้ใครเป็นเจ้าของตู้เอทีเอ็ม ใครเป็นผู้บริหารเงินสด ใครเป็นผู้ดูแลความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายจะเรียกเก็บอย่างไร จากใคร รวมไปถึงการจะแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากค่าธรรมเนียมที่เก็บอย่างไร เป็นต้น ซึ่งขณะนี้มีการพูดถึงบทบาทของบริษัท เนชั่นแนล ไอทีเอ็มเอ๊กซ์ จำกัด (เดิมชื่อบริษัท เอทีเอ็ม พูล) ที่ตั้งขึ้นโดยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์ไทย โดยจะเป็นผู้ดำเนินการพัฒนาและดำเนินการระบบ ITMX (Interbank Transaction Management and Exchange) ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรฐานระบบการชำระเงิน และการโอนเงินระหว่างธนาคารของประเทศ เพื่อรองรับธุรกรรมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

"White ATM"
ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศหลัก ๆ ก็กำลังพยายามดำเนินการให้เกิดขึ้น แต่เห็นว่ายังไม่ลงตัว

สำหรับประเทศไทยการผลักดันให้ "White ATM" เกิดเป็นรูปธรรมจะเป็นอีกงานใหญ่ที่คาดหวังจะเห็นแบงก์ชาติและบรรดาธนาคารพาณิชย์ เดินหน้าร่วมติดตั้งได้สำเร็จเหมือนพร้อมเพย์

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้

 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม