"รพ.กรุงเทพ"รุกธุรกิจ"น็อนเฮลท์" ร่วมทุนเมียนมาผุดแล็บเซ็นเตอร์เจาะลูกค้าบีทูบี

updated: 16 มี.ค. 2560 เวลา 07:15:37 น.

 

เครือ รพ.กรุงเทพเดินหน้าลงทุนไทย-ต่างประเทศ ลุยเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ Chiva Transitional Care Hospital ดูแลผู้ป่วยพักฟื้น ส่ง "เอ็นเฮลท์" สยายปีกธุรกิจนอก รพ. ร่วมทุนท้องถิ่นผุดแล็บตรวจโรคบุกตลาดเมียนมา อินโดฯ-ฟิลิปปินส์ ด้านในประเทศเล็งเปิดตามอำเภอใหญ่-จังหวัดค้าชายแดน ปรับโฉมร้านยาเซฟดรักเข้าถึงคนรุ่นใหม่

นพ.ชาตรี ดวงเนตร กรรมการรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ-การแพทย์ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ กล่าวว่า ปีนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตที่ดี หลังจากมุ่งโตในแนวราบเต็มที่ด้วยการขยายสาขาจำนวนมาก ปีนี้พยายามส่งเสริมโรงพยาบาลให้มีการส่งต่อคนไข้บินเข้ามารักษามากขึ้นเพื่อเพิ่มมาร์จิ้น รวมทั้งเปิดตัวโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ โดยอีก 2 เดือนจะเปิดตัว Chiva Transitional Care Hospital ดูแลผู้ป่วยที่ต้องการพักฟื้น

"ตอนนี้มี 44 สาขา ถ้ารวมสาขาใหม่ ๆ เข้ามาในกลุ่มเป็น 50 สาขา อาทิ เมโย จะปรับเป็นเปาโล เกษตร, รพ.กรุงเทพสุราษฎร์และเชียงรายอยู่ระหว่างก่อสร้าง ยังมีจอมเทียน เกาะช้าง มีที่ดินพร้อมแล้ว ปาร์คนายเลิศ ปรับปรุงเป็น BDMS Wellness Clinic น่าจะเปิดมิถุนายน"

ด้านธุรกิจนอกโรงพยาบาล นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจสนับสนุนโรงพยาบาล บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) (BDMS) และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health) ผู้ให้บริการด้านการสนับสนุนทางการแพทย์และธุรกิจโรงพยาบาล กล่าวถึงการลงทุนล่าสุดว่า บริษัทเพิ่งเปิดศูนย์บริการตรวจวิเคราะห์ทางการแพทย์ หรือ Lab Center ในรูปแบบสแตนด์อะโลน ที่เมืองย่างกุ้ง เมียนมา ซึ่งได้ร่วมทุนกับบริษัท ซีไลออนกรุ้ป ผู้เชี่ยวชาญด้านการสนับสนุนบริการทางการแพทย์และธุรกิจโรงพยาบาล ในเมียนมา ในสัดส่วนร่วมทุน 60 : 20 : 20 ตามลำดับ และถือเป็นเอกชนจากต่างประเทศรายแรกที่ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลเมียนมา รองรับกลุ่มลูกค้าโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ต้องการการตรวจชั้นสูง อาทิ การตรวจยีนส์, ตรวจภูมิแพ้ และตรวจหาปริมาณเชื้อไวรัส รวมทั้งบริการตรวจร่างกายในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็ก ช่วงแรกนี้มี 50 แห่ง จากสถานพยาบาลทั้งหมดกว่า 1,000 แห่ง ถือเป็นประเทศที่ 2 หลังก่อนนี้ได้เปิดที่กัมพูชา ซึ่งสนใจจะเปิดที่มัณฑะเลย์ในอนาคต และมีแผนจะเปิดในประเทศอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ โดยรูปแบบการลงทุนจะเน้นร่วมมือกับนักลงทุนท้องถิ่น ลงทุนระบบและเทคโนโลยี ส่วนลูกค้ามุ่งจับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นบีทูบี หรือโรงพยาบาลและคลินิก ซึ่งเป็นลูกค้าหลัก 95% แต่ลูกค้าทั่วไปหรือบีทูซี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างในไทยน่าจะขยับถึง 20-25% ใน 3 ปี แบ่งเป็นกลุ่มวัยเกษียณที่มีกำลังซื้อและเป็นกลุ่มใหญ่ อื่น ๆ เป็นลูกค้าวัย 30 ปี ที่วางแผนจะแต่งงาน และกลุ่มวัยทำงานอายุ 40-60 ปี ด้วยการทำการตลาดสร้างการรับรู้ผ่านงานแฟร์ การทำตลาดออนไลน์และเพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์สามารถตรวจเองได้ที่บ้าน อาทิ แผ่นวัดการติดเชื้อ ความดัน

"เดี๋ยวนี้ธุรกิจสุขภาพไม่ได้จำกัดเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาล เราเคยมีแผนจะมาเปิดโรงพยาบาล ศึกษาตลาดแต่ยังมีข้อจำกัด แต่อีกด้านก็มีการส่งเลือดไปตรวจที่ไทย จึงได้ตัดสินใจจอยต์เวนเจอร์ ธุรกิจเฮลท์แคร์ในเมียนมาสดใสมาก ลักษณะธุรกิจห้องแล็บอยู่นอกโรงพยาบาลยังไม่มีใครทำ พฤติกรรมยอมจ่ายเพื่อสิ่งที่ดีและไม่ต้องเดินทางไปไทย หรือแค่อยู่บ้าน เราก็มีบริการไปตรวจถึงบ้าน"

ส่วนการลงทุนในไทย ปัจจุบันมีห้องแล็บ 50 สาขา มองว่าตลาดยังมีศักยภาพจะขยายได้อีก อาทิ ภาคตะวันออกที่มีการขยายตัวของเศรษฐกิจและส่งเสริมลงทุนของภาครัฐ รวมทั้งอำเภอใหญ่ ๆ ที่มีการขยายตัวของอุตสาหกรรม หรือตามชายแดน อาทิ แม่สอด แม่สาย รวมทั้งคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพเชิงป้องกันมากขึ้น

นายณรงค์ฤทธิ์กล่าวถึงธุรกิจร้านยาเซฟดรักว่า ปีก่อนขยายสาขาจำนวนมากถึง 70 สาขา ปีนี้จึงไม่มีแผนเปิดใหม่ ปัจจุบันมี 150 สาขา เน้นพัฒนาให้มีสินค้าและบริการครอบคลุมตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ คาดว่าจะใช้งบฯรีโนเวต 50 ล้านบาท รวมทั้งนำระบบสมาชิกมาใช้ ทั้งนี้ได้เพิ่มบริการอาลีเพย์และพนักงานสื่อสารภาษาจีนรองรับนักท่องเที่ยว ปีนี้ตั้งเป้ายอดขาย 1,000 ล้านบาท

ส่วนผลประกอบการเอ็นเฮลท์ปีนี้ตั้งเป้าไว้ 4,500 ล้านบาท จากปี 2559 มีรายได้ 3,000 ล้านบาท โต 25% เนื่องจากการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเทรนด์การหันมาดูแลสุขภาพก่อนเจ็บป่วย โดยคาดหวัง 5 ปีมีรายได้รวม 10,000 ล้านบาท
 
 
Desktop View