ขึ้นแวต ทุบอารมณ์จับจ่าย

โดย คอลัมน์สามัญสำนึก โดย พัฒนพันธุ์ วงษ์พันธุ์
updated: 14 มี.ค. 2560 เวลา 11:40:58 น.

 

อารมณ์จับจ่ายเป็นเรื่องไม่เข้าใครออกใคร 

คนค้า ๆ ขาย ๆ จะรู้เรื่องแบบนี้ดีที่สุด

ร่ำลือในวงการค้าขายมานาน น้อยครั้งที่เจ้าสัวใหญ่ หนึ่งในผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำบ้านเราจะยอมรับ ...เศรษฐกิจไม่ดี ...กำลังซื้อไม่ดี เพราะกลัวว่าถ้าให้ข้อมูลตรงไปตรงมา พอคนเห็นข่าว จะพาoใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง ซื้อเท่าที่จำเป็น ทำให้ยอดขายที่ยังพอถูไถ พลอยมีปัญหาในท้ายที่สุด 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมืองไทยยุคนี้ อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ส่งผลต่อการค้าขายทั้งนั้น 

ครั้งหนึ่ง เจ้าของศูนย์การค้ายักษ์กลางเมืองเล่าให้ฟังว่า ตอนที่เกิดเหตุระเบิดแยกราชประสงค์เมื่อสองปีก่อน ศูนย์การค้าละแวกนั้นที่เคยมีคนเดินวันละเป็นแสน ๆ ไม่ต่างจากเมืองร้าง หาคนเดินแทบไม่ได้ ร้านค้าเงียบกริบ เล่นเอาเจ้าของร้านค้าใจหายใจคว่ำ แต่พอคนเริ่มมั่นใจในความปลอดภัย ก็กลับมาช็อปปิ้งกันอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะแรงซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศจากทั่วสารทิศที่เข้ามาช่วยได้เยอะ 

แล้วอารมณ์จับจ่ายไปเกี่ยวข้องกับการค้าขายได้อย่างไร นักการตลาดมือเซียนอธิบายว่า การใช้หรือไม่ใช้เงินของผู้บริโภค ส่วนหนึ่งมาจากความรู้สึกลึก ๆ ว่า มั่นใจกับอนาคตของตัวเองอย่างไร 

ถ้ามั่นใจว่าเศรษฐกิจกำลังดีขึ้นแน่ ๆ มั่นใจว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น โบนัสเพิ่มขึ้น ถ้าคนเกิดความรู้สึกแบบนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ เดี๋ยวก็ได้ควักเงินออกจากกระเป๋า ซื้อหาข้าวของ

อารมณ์จับจ่ายยังสังเกตได้ไม่ยาก 

แบบพื้น ๆ บางคนบอกให้ดูจากร้านก๋วยเตี๋ยวข้างถนน ค้าขายเป็นยังไง แค่นี้ก็ได้คำตอบ 

หรือถ้าเป็นคนช่างสังเกตอีกนิด มีคนแนะให้ดูจากสินค้าที่วางขายในร้านโชห่วย ในซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างค้าปลีกใกล้บ้าน เพราะ "ขนาด" ของสินค้า ก็เป็นคำตอบได้เช่นกัน

ช่วงไหนที่สินค้าราคาประหยัด ประเภทแชมพูสระผมซองละไม่กี่บาท มีสินค้าไซซ์เล็ก ๆ ออกมาเยอะ ๆ นั่นหมายความถึงกำลังซื้อในกลุ่มรากหญ้าฝืดเคือง แทบไม่เหลือเงินในกระเป๋า ยอมจ่ายเท่าที่จำเป็นต้องกินต้องใช้ ภาพแบบนี้หาดูได้ทั่วไปในพื้นที่เกษตรกรรมต่างจังหวัด ที่ราคาพืชผลมีส่วนสำคัญกับทุกสิ่ง 

บางคนบอกให้สังเกตจากเม็ดเงินโฆษณา เพราะเดี๋ยวนี้พ่อค้าแม่ค้าเขาคิดเร็วทำเร็ว คิดวันนี้พรุ่งนี้ลงมือทำ ไม่มีใครวางแผนเป็นรายไตรมาสแบบเดิมอีกต่อไป 

แค่เริ่มจับสัญญาณได้ว่า คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น จะโฆษณาป่าวร้องทันทีว่าตัวเองโปรดักต์อะไรบ้าง ส่งโปรโมชั่นสินค้าออกสื่อกันเดี๋ยวนั้น 

อย่างไรก็ตามในมุมของแวดวงการตลาด ทุกคนรู้ดีการบริหารอารมณ์การจับจ่ายของผู้คน ให้รู้สึกอยากใช้จ่าย เป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว

แต่ที่รับรู้กันโดยอัตโนมัติก็คือ อย่าทำให้ผู้บริโภคตกใจ 

ยิ่งตกใจ ยิ่งไม่ซื้อ 

เมื่อไม่ซื้อเศรษฐกิจที่ควรจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าก็จะหยุดชะงัก ที่พยายามปลุกว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นแล้ว อาจตกม้าตายง่าย ๆ 

คือเหตุผลที่ว่า ทันทีที่นายกรัฐมนตรี-บิ๊กตู่ ออกมาเปรย ๆ ทำนองอยากบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีกสัก 1% จากที่เก็บอยู่ 7% จะขอเป็น 8% เพียงเท่านี้คนค้า ๆ ขาย ๆ ลมแทบจับ 

จริงอยู่ลอจิกที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต่อเพื่อให้เห็นภาพว่า การขึ้น VAT แค่ 1% จะได้ภาษีกลับมาเป็นแสนล้าน สามารถนำมาพัฒนาประเทศ และทำอะไรต่อมิอะไรได้อีกบานเบอะ คือสมมุติฐานบนพื้นฐานความเป็นจริง

แต่ในแวดวงธุรกิจ ในมุมผู้บริโภค พอได้ยินข่าวแบบนี้ โดยเฉพาะจากรัฐบาลที่พยายามบิลด์เศรษฐกิจให้กลับมาคึกคัก คงต้องปาดเหงื่อ 

แม้เรื่องนี้ถูกปฏิเสธจากกระทรวงการคลัง ตามด้วยถ้อยแถลงของโฆษกรัฐบาลแทบในทันทีก็ตาม


 
 
Desktop View