สร้างสมดุล "คอนเทนต์ดิจิทัล" ภารกิจ กสทช. ชู "เสรีภาพ-เป็นธรรม"

updated: 17 มี.ค. 2560 เวลา 06:45:38 น.

 

หลังจากผลักดัน "ทีวีดิจิทัล" จนล่าสุดมีอัตราเข้าถึงประชากรได้ถึง 30% ชิงงบฯโฆษณาปี 2559 มาได้ 19% จากมูลค่ารวม 107 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ได้แค่ 17% และเชื่อว่าปีนี้น่าจะดึงงบฯโฆษณามาได้ถึง 40% จากฐานผู้ชมที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนยอดผู้ชมทีวีดิจิทัลช่องใหม่แซงหน้า 6 ช่องทีวีเดิมแล้ว

ภารกิจใหม่ที่ "พ.อ.นที ศุกลรัตน์" ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ปักธงไว้ว่าจะพยายามผลักดันให้คืบหน้ามากที่สุดก่อนจะหมดวาระในเดือน ต.ค.นี้ คือการหามาตรการกำกับดูแลกิจการ OTT (Over-The-Top) การบริการบรอดแคสต์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต

กระทบสังคมต้องกำกับ

แม้ทั่วโลกยังไม่มีโมเดลที่ชัดเจนในการกำกับดูแลการให้บริการOTTและการบรอดแคสต์ข้ามแพลตฟอร์มซึ่งในสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นมา10กว่าปีแล้วและในประเทศไทยเริ่มเห็นการให้บริการนี้เติบโตอย่างชัดเจนในปีที่แล้ว

"แต่แพลตฟอร์มใดก็ตามที่ส่งคอนเทนต์ที่มีผลกระทบต่อสังคมก็ต้องมีมาตรฐานการกำกับดูแลที่เหมือนกันซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศไทยที่ปวดหัวในการหาวิธีกำกับกิจการประเภทนี้ประเทศอื่นก็เจอปัญหานี้แต่ในฐานะองค์กรกำกับดูแลก็ต้องมีบทบาทประเทศไทยก็ควรต้องเริ่มต้นแต่จะเริ่มอย่างไรต้องมีการศึกษาเพราะสิ่งที่กสทช.ต้องพิจารณาถ้ามีการกำกับดูแลเร็วจะทำให้ธุรกิจใหม่เกิดได้ช้าหรือไม่ แต่ถ้าไม่กำกับจะทำให้เกิดปัญหาทางสังคมจากคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่"

จากการศึกษาข้อมูล ณ ขณะนี้ บรรดาประเทศในอาเซียนมีความลำบากในการหาโมเดลกำกับดูแลที่ชัดเจน ยกเว้นสิงคโปร์ เนื่องจากปกติเป็นประเทศที่มีการกำกับสื่ออย่างเข้มงวดอยู่แล้ว จึงทำให้สามารถออกกฎหมายมากำกับในส่วนของนิวมีเดียทั้งหมดได้

สำหรับประเทศไทยยังต้องศึกษาหาโมเดลที่เหมาะสมว่าจะแยกประเภทกิจการกลุ่มนี้อย่างไรเนื่องจากตามพ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ฉบับเดิมแยกประเภทกิจการออกเป็นการให้บริการเป็นแบบใช้คลื่นความถี่กับไม่ใช่คลื่นความถี่และแบบเสียค่าบริการหรือไม่เสียค่าบริการเท่านั้นยังไม่มีการระบุถึงการให้บริการกิจการแบบผสมรวมถึงยังแยกหน่วยงานกำกับออกเป็นด้านบรอดแคสต์กับด้านโทรคมนาคมด้วยไม่ได้มองไปถึงการให้บริการแบบหลอมรวมแบบที่ OTT ให้บริการอยู่

ปกป้องผู้ประกอบการในประเทศ

ขณะเดียวกัน กสทช.ก็ต้องมองถึงแนวทางที่จะปกป้องผู้ประกอบกิจการในประเทศอย่างไร ทั้งบรอดแคสต์และอื่น ๆ เนื่องจากปัจจุบันการให้บริการ OTT รายใหญ่ที่มีรายได้จากการโฆษณานั้น แม้จะมีเม็ดเงินโฆษณากว่า 2 พันล้านบาท แต่เงินดังกล่าวไหลออกนอกประเทศหมด ประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์จากเม็ดเงินเหล่านี้เลย ทั้งยังเป็นการให้บริการที่ไม่ได้ถูกกำกับดูแลเลย ต่างจากผู้ประกอบการภายในประเทศ ฉะนั้นเป็นช่วงเวลาที่องค์กรกำกับดูแลควรเข้าไปแตะเรื่องนี้บ้างแล้ว

"แม้วาระของบอร์ดจะเหลือไม่มากแต่จำเป็นต้องเริ่มต้นไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยอาจจะเริ่มมีการเรียกผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องมาหารือโดยจุดเริ่มต้นที่น่าจะทำได้ในบอร์ดยุคนี้คือการกำหนดขอบเขตของความเป็นการให้บริการบรอดแคสต์ให้ชัดเจนคือตอนนี้ชัดเจนว่าถ้าเป็นการสื่อสารแบบหนึ่งต่อหนึ่งเราจะไม่เข้าไปยุ่งเป็นสิทธิ์ของคุณแต่ถ้าหนึ่งต่อสิบ ต่อพัน ต่อหมื่น หรือเท่าไรถึงจะเป็นบรอดแคสต์ที่ต้องถูกกำกับ"

สำหรับประเภทของการให้บริการ OTT ในประเทศไทย จะมีทั้ง 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.แบบฟรีแพลตฟอร์ม ที่ผู้ชมดูฟรี ผู้ประกอบการมีรายได้หลักจากการโฆษณา ให้บริการโดยอิสระ เช่น LINE TV YouTube ผู้ประกอบการโทรทัศน์ให้บริการ OTT เช่น ช่อง 3 ช่อง 7 ช่อง 8 ช่อง Workpoint ผู้ให้บริการเพย์ทีวี ในรูปแบบ OTT เช่น PSI

2.การให้บริการแบบเพย์แพลตฟอร์ม ซึ่งมีการจ่ายค่าสมาชิกรายเดือนหรือรายปี หรือจ่ายเป็นรายครั้ง ซึ่งจะมีทั้งผู้ประกอบการที่เป็นผู้ให้บริการ OTT อิสระ เช่น Netflix iflix Hollywood HDTV Primetime ผู้ให้บริการโทรคมนาคม เช่น AIS Play ผู้ให้บริการเพย์ทีวีในรูปแบบ OTT เช่น true visions anywhere และ 3.ผู้ให้บริการแบบผสม คือ มีทั้งคอนเทนต์ทั่วไปที่รับชมฟรี และแบบพรีเมี่ยมที่ต้องเสียค่าใช้จ่าย



2,165 ล้านเม็ดเงินโฆษณา OTT

สำหรับคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่เป็นภาพยนตร์และซีรีส์ แต่ก็มีลูกค้าเฉพาะกลุ่มที่ชื่นชอบการ์ตูน กีฬา หรือรายการอาหาร ทั้งยังเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดช่องให้มีการผลิตและสร้างสรรค์คอนเทนต์ โดยผู้ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก YouTube อินสตาแกรม

ด้านราคาในการให้บริการ เริ่มต้นตั้งแต่ 99 บาทต่อเดือนไปจนถึงเดือนละ 199 บาท โดยส่วนแบ่งการตลาดในปัจจุบันตามข้อมูลของ Time Consulting พบว่า Primetime ซึ่งมีค่าบริการรายเดือนอยู่ที่ 150 บาท มีมาร์เก็ตแชร์ 50% Hollywood HDTV ค่าบริการ 199 บาทต่อเดือน มีแชร์ 33% DooNee ค่าบริการเดือนละ 150 บาท มาร์เก็ตแชร์ 6%

ขณะที่จำนวนผู้ให้บริการ OTT ในตลาดมีจำนวนสูงขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งกันลดราคาค่าสมาชิกรายเดือนลง อาทิ กรณีของ Primetime ซึ่งปัจจุบันค่าบริการลดลงจากปี 2558 ราว 50%

สำหรับรายได้ของผู้ให้บริการ OTT ที่มีการเรียกเก็บค่าสมาชิกในปีที่ผ่านมา จากข้อมูลของ Time Consulting พบว่า Hollywood HDTV ซึ่งเป็นผู้ให้บริการ OTT รายแรกในไทย มีรายได้มากที่สุด 299 ล้านบาท Prime-time 143 ล้านบาท MONO MAXX 98 ล้านบาท DooNee 73 ล้านบาท ifix 18 ล้านบาท HOOQ 17 ล้านบาท

โดยผู้ให้บริการ OTT ในกลุ่มที่มีรายได้จากการโฆษณา พบว่าในปี 2559 YouTube มีรายได้ 1,663 ล้านบาท คิดเป็น 77% ของมูลค่าโฆษณาในวงการ OTT ส่วนผู้ประกอบการรายอื่น อาทิ LINE TV มีรายได้รวมกัน 502 ล้านบาท

โอกาส-ท้าทายทีวีดั้งเดิม

สำหรับปัญหาในการให้บริการ OTT ในปัจจุบัน คือ การกำกับดูแลที่ยังแตกต่างระหว่างฟรีทีวีกับ OTT การสร้างโมเดลการอนุญาตที่ควรมีความชัดเจน

ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเมื่อผู้ชมเปลี่ยนพฤติกรรมการรับชมคอนเทนต์มาสู่แพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ตมากขึ้นOTTจะเริ่มกลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการนำเสนอคอนเทนต์การเชื่อมโยงคอนเทนต์ที่ออกอากาศทางทีวีกับแพลตฟอร์มดิจิทัลจึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการช่องรายการเช่นการพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อรับชมทั้งรายการสดและรายการย้อนหลังที่รองรับในทุกดีไวซ์เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ชมส่วนใหญ่ที่ต้องการรับชมคอนเทนต์ได้ทุกที่ทุกเวลาหรือร่วมเป็นพันธมิตรกับผู้ให้บริการOTT เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลายด้านคอนเทนต์

ดังนั้นในส่วนของฟรีทีวี จะต้องใช้ช่องทาง OTT กับแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ชม และสร้างคอนเทนต์อินเตอร์แอ็กทีฟหรือบริการเสริมอื่น ๆ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่ม

ขณะที่ผู้ประกอบการเพย์ทีวี ต้องมีการเร่งปรับตัวในการนำเสนอคอนเทนต์และราคาค่าบริการที่เหมาะสม ในด้าน กสทช.เองก็ต้องมีการออกแบบแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสม

เอกชนชี้กำกับให้เป็นธรรม

ด้าน"เดียววรตั้งตระกูล"รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจบริษัทเดอะวันเอ็นเตอร์ไพรส์จำกัดผู้บริหารทีวีดิจิทัลช่องONE31 กล่าวว่า การใช้แพลตฟอร์มใหม่ เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการด้านบรอดแคสต์ต้องทำเพื่อตอบสนองคนรุ่นใหม่ แต่ปัญหาคือ ตอนนี้มีคอนเทนต์ผ่านช่องทางใหม่ ๆ ที่ไม่มีการควบคุม อาทิ เพจ Live ต่าง ๆ บางช่องทางมีคนดูเป็นล้าน แต่เป็นช่องทางที่ควบคุมไม่ได้

ขณะที่การเผยแพร่ผ่านช่องดิจิทัลมีมาตรการกำกับอยู่ จึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่เป็นธรรม เพื่อให้ธุรกิจโดยรวมเติบโตได้ รวมถึงในคอนเทนต์โพรไวเดอร์รายย่อย ที่มาเช่าเวลาจากช่องที่ต้องไปประมูล ขณะที่รายย่อยไปสร้างคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มดิจิทัลอื่น ๆ ที่ไม่ต้องมีต้นทุนเวลานี้ อาทิ กรณีของ "วู้ดดี้" ที่ทิ้งช่องทางทีวีแบบเดิม ไปทำบนแพลตฟอร์มดิจิทัลเต็มตัว น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ได้เห็นปรากฏการณ์เช่นนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม