หอบ "นกแอร์" พ้นมรสุม บินไทยใต้ลม "Thai Group"

updated: 14 มี.ค. 2560 เวลา 20:00:24 น.

 

สัมภาษณ์

ก้าวผ่านวิกฤตมาได้สำเร็จแล้ว สำหรับ "การบินไทย" องค์กรรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของไทยที่สร้างรายได้ปีละกว่า 1.8 แสนล้านบาท หลังจากที่ขาดทุนหลักหมื่นล้านบาทต่อเนื่องกันมาหลายปี โดยผลประกอบการในปี 2559 ที่ผ่านมาพบว่า การบินไทยเปลี่ยนจากที่ขาดทุนอยู่ 1.3 หมื่นล้านบาทในปีก่อน มามีกำไรจากการดำเนินงานที่ 4.07 พันล้านบาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วก็ยังคงมีกำไรสุทธิที่ 47 ล้านบาท

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือว่า "การบินไทย" มีศักยภาพในการบริหารจัดการให้เป็นตามยุทธศาสตร์ของแผนฟื้นฟูที่ต้องการหยุดปัญหาการขาดทุนและสร้างความแข็งแกร่งให้องค์กรพลิกฟื้นกลับมาโดยเร็ว

"ประชาชาติธุรกิจ"ได้ร่วมสัมภาษณ์"อุษณีย์ แสงสิงแก้ว" รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่หน่วยธุรกิจการบิน ในฐานะรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TG ได้ให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางการบริหารจัดการเพื่อรักษาโมเมนตัมให้องค์กรเติบโตต่อไปตามแผน รวมถึงเป้าหมายของการบินไทยหลังจากนี้ไว้ดังนี้

"อุษณีย์" บอกว่า ตามยุทธศาสตร์แผนฟื้นฟูขององค์กรจะมีแผนงานทั้งหมด 22 แผน ใน 4 สเต็ป โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา องค์กรการบินไทยได้ดำเนินตามแผนฟื้นฟูไปแล้ว 2 สเต็ป คือ 1.ขั้นตอนหยุดการขาดทุน หรือหยุดเลือดไหลและการบริหารรายได้ให้เพิ่มขึ้น และ 2.ขั้นตอนการสร้างความแข็งแกร่ง ซึ่งมุ่งเน้นเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เดินต่อไปข้างหน้าได้

จากนี้ไปจึงเป็นสเต็ปที่ 3 ซึ่งเป็นเรื่องของการสร้างการเติบโต ก่อนที่จะเข้าสู่สเต็ปที่ 4 ซึ่งเป์นสเต็ปสุดท้าย คือการเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยในสเต็ปที่ 3 นี้ บริษัทมีแผนสร้างการเติบโตจากการเพิ่มเส้นทางบินใหม่ ๆ และเพิ่มเที่ยวบินในตลาดที่มีความต้องการสูง อาทิ ญี่ปุ่น, รัสเซีย, ยุโรป ฯลฯ รวมถึงไต้หวัน ซึ่งเป็นตลาดมีการเติบโตสูงมาก หลังจากที่เปิดฟรีวีซ่าสำหรับคนไทยในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมีตลาดที่ใช้สายการบินไทยสมายล์ ซึ่งเป็นสายการบินลูกเข้าไปบินเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ อินเดีย และตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากเช่นกัน เช่น มาเลเซีย ก็มีแผนเพิ่มเที่ยวบินสู่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จาก 2 เที่ยวบินต่อวัน เป็น 3-4 เที่ยวบินต่อวัน เพิ่มเส้นทางบินสู่ปีนัง จากสัปดาห์ละ 7 เที่ยวบินเป็น 10 เที่ยวบิน เป็นต้น

ต่อคำถามเรื่องความคืบหน้าแผนการรื้อโครงสร้างธุรกิจสายการบินใหม่ทั้งกรุ๊ป พร้อมทั้งตั้ง Thai Group สำหรับบริหารจัดการทั้ง 3 สายการบินในเครือข่ายนั้น "อุษณีย์" บอกว่า แผนดังกล่าวเป็นไปในทิศทางเดียวกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่ต้องการให้การบินไทยเติบโตอย่างแข็งแรงและยั่งยืนในอนาคต

สายการบินทั้ง 3 แบรนด์ในเครือข่ายจะต้องมีโพซิชันนิ่งและตลาดที่ชัดเจน มีแนวทางการบริหารจัดการไปในทิศทางเดียวกัน และส่งเสริมซึ่งกันและกัน ไม่กินส่วนแบ่งการตลาดกันเองเหมือนที่ผ่านมา

โดยการบินไทยต้องเป็นพรีเมี่ยมแอร์ไลน์และแข่งขันในระดับโลกทำตลาดระดับพรีเมี่ยมและให้บริหารแบบฟูลเซอร์วิสขณะที่ไทยสมายล์ ซึ่งการบินไทยถือหุ้นอยู่ 100% นั้นได้วางโพซิชันนิ่งให้เป็นสายการบินในระดับพรีเมี่ยมอีโคโนมี และเสริมเน็ตเวิร์กให้กับสายการบินไทย ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายฐานการบินของไทยสมายล์ไปอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิทั้งหมดแล้ว

ขณะเดียวกัน ไทยสมายล์ยังมีแผนปรับเปลี่ยนระบบการขายตั๋วออนไลน์มาเป็นระบบของอะมาดิอุส ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่การบินไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน จากเดิมเป็นระบบของโลว์คอสต์ ทั้งนี้ เพื่อให้ทั้งการบินไทยและไทยสมายล์อยู่ในระบบการจองตั๋วเดียวกัน ซึ่งลูกค้าจะสามารถเลือกใช้ไทยสมายล์เป็นเน็ตเวิร์กเชื่อมต่อเส้นทางบินจากสายการบินหลัก ๆ ทั่วโลกได้ด้วย

นอกจากนี้ ทั้งการบินไทยและไทยสมายล์ยังมีแผนเปิดเส้นทางบินใหม่ร่วมกัน ในเส้นทางกรุงเทพฯ-โกตาคินาบาลู รัฐซาบาห์ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะเริ่มบินเที่ยวบินปฐมฤกษ์ในวันที่ 26 มีนาคมนี้

ส่วนนกแอร์ ซึ่งเป็นโลว์คอสต์แอร์ไลน์ก็ยึดฐานการบินอยู่ที่สนามบินดอนเมือง

การอยู่-การไปของ "พาที สารสิน" ในตำแหน่งซีอีโอนกแอร์นั้น คาดว่าจะมีการชี้ขาดในเร็ว ๆ นี้ ในวาระการประชุมผู้ถือหุ้น บอร์ด และประธานบอร์ด

"ก็คงแล้วแต่คุณพาที จะพิจารณาว่าจะร่วมงานกันต่อไปหรือเปล่า ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่ได้มีการคุยกันอย่างเป็นทางการ"

จากนี้ไป 3 สายการบิน 3 ซีอีโอ ภายใต้"Thai Group" ต้องวางแผนงาน-ทิศทางองค์กรเพียงหนึ่งเดียว

"ที่ผ่านมาค่อนข้างต่างคนต่างบริหาร ต่างคนต่าง วางแผน อาจจะไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ต่อไปนี้คิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องวางแผนร่วมกันและไปในทิศทางเดียวกันให้ต่อเนื่อง และจะบินอย่างไรที่ไม่ให้แย่งตลาดกัน"

"อุษณีย์" ยังบอกด้วยว่า แผนการจัดตั้ง Thai Group ครั้งนี้ คาดว่าน่าจะทำให้ภาพรวมทั้ง 3 สายการบินปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยในส่วนของการบินไทยได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ที่ 5-10% ส่วนไทยสมายล์ สิ่งสำคัญที่สุดในปีนี้ซึ่งยังขาดทุนอยู่นั้นปีนี้จะต้องทำให้มีกำไร ซึ่งการเปลี่ยนระบบการขายตั๋วมาเป็นระบบของอะมาดิอุสก็น่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้การขายบัตรโดยสารของไทยสมายล์ดีขึ้น

ขณะที่นกแอร์ก็ต้องบริหารจัดการให้ได้เพราะหากย้อนดูประวัติแล้วจะพบว่านกแอร์เคยมีศักยภาพในการทำกำไรได้แต่เนื่องจากเวลานี้สายการบินโลว์คอสต์แข่งขันกันมากขึ้น บริษัทก็คงปรับตรงนี้ว่าจะทำอย่างไร คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้น่าจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยเป้าหมายปีนี้นกแอร์จะต้องขึ้นมายืนและแข็งแรงได้ก่อน

รักษาการดีดีการบินไทยยังบอกด้วยว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา พนักงานทุกคนได้รับผลกระทบจากการลดต้นทุนการบริหาร ทำให้ไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือน และไม่มีโบนัส ดังนั้น สิ่งสำคัญที่การบินไทยต้องรีบดำเนินการประเด็นหนึ่งคือ การดูแลและฟื้นฟูจิตใจบุคลากร รวมทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร

ปลูกฝังให้พนักงานรักในองค์กร วางเป้าหมายและวางกลยุทธ์ร่วมกัน เพื่อสร้าง "Success" หน้าใหม่ให้กับองค์กรก้าวเดินต่อไปได้


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View