ความเสมอภาคการจัดการ เรื่องกาแฟและคาเฟอีน

โดย คอลัมน์นอกรอบ โดย กนกศักดิ์ พ่วงลาภ
updated: 08 มี.ค. 2560 เวลา 11:00:00 น.

 

คาเฟอีน เป็นสารชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หากรับประทานตามที่มีในธรรมชาติจากชา กาแฟ และอื่น ๆ ในปริมาณไม่มากตามมาตรฐานทั่วไปแล้ว พบว่าการออกฤทธิ์ของสารชนิดนี้มีลักษณะคล้ายสารกระตุ้นการทำงานของร่างกาย ทำให้ร่างกายตื่นตัว และมีผลเล็กน้อยต่ออัตราการเต้นของหัวใจและระบบความดันโลหิต ในระยะเวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ซึ่งยังไม่นับรวมคุณสมบัติบางอย่างที่ขัดขวางหรือไม่ส่งเสริมการดูดซึมของวิตามินและแร่ธาตุบางชนิด เช่น วิตามินบี ซี และแคลเซียม นับว่าคาเฟอีนเป็นสารที่ให้คุณให้โทษแก่ร่างกายคนเรามากทีเดียว

ในทางการแพทย์ผู้ป่วยบางประเภทต้องควบคุมการบริโภคอาหารที่มีสารคาเฟอีนเช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยทางจิตในบางลักษณะอาจมีอาการอ่อนไหวต่อสารชนิดนี้ นับว่าเป็นสารที่ทางการแพทย์คำนึงถึงการใช้อยู่ตลอดเวลา และยังคาดว่ายังมีคุณสมบัติบางอย่างของคาเฟอีนที่อาจยังค้นไม่พบอยู่อีก

ปัจจุบันอาหารที่มีฉลากเช่น กาแฟกระป๋อง ชาบรรจุขวด เครื่องดื่มต่าง ๆ ต้องระบุปริมาณคาเฟอีนให้ผู้บริโภคเห็นชัดเจน ซึ่งก็คือขอบเขตของกฎหมายที่เอื้อมถึง แต่ที่เอื้อมไม่ถึงนั้นเล่าจะมีมากมายขนาดไหน และน่าเป็นห่วงสักเท่าใด



กาแฟที่ชงขายกันสด ๆ และชาอีกหลายชนิดตามร้านกาแฟต่าง ๆ คือสิ่งที่น่าพิจารณาในประเด็น "ปริมาณคาเฟอีนในแต่ละแก้ว" กาแฟสด ที่ขายกันในปัจจุบันมีใครรู้บ้างว่าคาเฟอีนในแต่ละแก้วนั้นมีปริมาณเท่าใด ? ซึ่งทั้งผู้ขายผู้ซื้อต่างไม่รู้ บางคนไม่เคยคิดว่าจำเป็นต้องรู้ ทั้ง ๆ ที่เคยมีนักวิจัยพบว่าคาเฟอีนในกาแฟสดบางยี่ห้อมีปริมาณต่อแก้วราว 150-220 มก. ซึ่งปริมาณขนาดนี้มีผลต่อร่างกายอย่างชัดเจน

ที่น่าตกใจคือเครื่องดื่มที่ชงกันสด ๆ ในลักษณะนี้ ไม่ต้องชี้แจงปริมาณคาเฟอีน และกฎหมายก็เอื้อมไม่ถึง ไม่เหมือนกับเครื่องดื่มกระป๋องหรือขวดที่มีฉลากระบุปริมาณคาเฟอีนชัดเจน ดังนั้น คงเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องระมัดระวังเอาเองในเบื้องต้นก่อน

สิ่งที่ควรรู้มากที่สุดสำหรับผู้นิยมดื่มกาแฟคือ กาแฟสดที่เรียกว่า "เอสเพรสโซ 1 ชอต" ชงด้วยเครื่องชงกาแฟนั้นมีปริมาณคาเฟอีนประมาณ 65-80 มก.ต่อแก้ว หากสั่ง 2 ชอตก็จะมีปริมาณคาเฟอีนเท่ากับ 130-160 มก. เป็นปริมาณคร่าว ๆ ของเมนูกาแฟร้อน แต่ถ้าเป็นกาแฟเย็น ผู้ขายจะเพิ่มชอตให้อีก 1 ชอต (เทียบเท่ากับเอสเพรสโซ 3 ชอต) หรือเพิ่มให้เท่าตัว (เทียบเท่ากับเอสเพรสโซ 4 ชอต) เหตุที่ต้องเพิ่มปริมาณกาแฟเพราะเมื่อผสมกับน้ำแข็งแล้วจะไม่เจือจางเกินไป นั่นเท่ากับว่าการดื่มกาแฟเย็นอาจจะได้รับปริมาณคาเฟอีนต่อแก้ว 185-200 กว่า ๆ มก. ยิ่งถ้าเป็นเมนู "อเมริกาโน่เย็น" ที่คอกาแฟชอบกินเพื่อพิสูจน์รสชาติดั้งเดิมของกาแฟ อาจมีชอตที่มากกว่านี้อีก

กาแฟแบบ "ดริป" (สโลว์ไลฟ์) ที่นิยมกันในกลุ่มนักนิยมกาแฟนั้น ปริมาณคาเฟอีนต่อแก้วยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะใช้เวลาชงนานหลายนาที สามารถดึงคาเฟอีนออกมาได้มาก ใครดื่มไปโดยไม่รู้เรื่องนี้อาจได้รับผลกระทบจากคาเฟอีนได้มากทีเดียว โดยเฉพาะคนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าเป็นนักชิมกาแฟมืออาชีพ หรือผู้ดื่มกาแฟอย่างเชี่ยวชาญแล้ว ไม่น่าห่วง เพราะเขารู้ดีว่ากาแฟลักษณะใดที่มีคาเฟอีนมาก เพียงแค่ดมกลิ่นหรือแตะที่ลิ้นเพียงนิดหน่อย

สิ่งที่น่าหวง คือ เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ก็ซื้อกาแฟสดที่ขายตามร้านได้โดยไม่มีกฎหมายห้าม และกฎหมายก็ไม่ได้ห้ามคนขายให้กับเด็ก เหมือนกรณีของบุหรี่หรือสุรา นอกจากนี้ ในชาบางชนิดที่เด็กกินก็มีปริมาณคาเฟอีนมากขนาด 40-50 มก.ต่อแก้ว นั่นคือ "ชาเย็นใส่นม" หรือที่เรียก "ชาไทย" (ชาโบราณ) ดังนั้น สถานการณ์การดื่มชาของเด็กก็น่าห่วงไม่แพ้กาแฟ แล้วจะปล่อยให้เกิดสถานการณ์อย่างนี้ต่อไปหรือ ? หรือควรผลักดันให้มีกฎหมายควบคุมสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กในกรณีเช่นนี้

ปัจจุบันเรามีกฎหมายควบคุมอาหารบางชนิดแต่บางชนิดก็ไม่มีการควบคุม ซึ่งเป็นปัญหาทางกฎหมายเรื่องการจัดการอาหารอย่างเสมอภาค ปัญหานี้อาจดูไม่เท่าไหร่ ไม่เหมือนกับเรื่องของสิทธิเสรีภาพ แต่เอาเข้าจริงการละเลยการควบคุมอาหารอย่างไม่เสมอภาคนี้ สุดท้ายผลก็ย้อนกลับมากระทบสิทธิผู้บริโภค ทั้ง ๆ ที่เป็นปัญหาที่รัฐจะต้องทำหน้าที่ปกป้องสวัสดิภาพของประชาชน

ปัญหาเรื่องกาแฟ เคยเป็นปัญหาใหญ่ในยุโรปมาแล้วในอดีต เครื่องดื่มชนิดนี้ถูกพิจารณาว่าเป็น "ของนอกรีต" และเคยถูกห้ามดื่มมาแล้ว ตามประวัตินั้นมีการค้นพบกาแฟครั้งแรกที่เยเมน และเอธิโอเปีย เข้าใจว่าเป็นกาแฟป่า จากนั้นมีการปลูกในอาหรับ แล้วแพร่ขยายไปยังตะวันออกกลาง และขยายไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 15-17 ในที่สุดกาแฟมีผลลึกซึ้งต่อสังคมผู้ดื่มกาแฟ และถูกสั่งห้ามในจักรวรรดิออตโตมัน โดยมีเหตุผลค่อนข้างพิลึกว่า กลุ่มผู้ดื่มกาแฟมีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมที่รุนแรงในทางการเมือง

ปัจจุบันตรงกันข้าม การดื่มกาแฟเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง อาจเทียบกับการชงชาหรือดื่มชาในบางสังคม กระนั้นก็ควรมีแบบแผนควบคุมไว้บ้าง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเลยเถิดต่อสุขภาพของประชาชน เนื่องจากทุกวันนี้ตามประเด็นที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่มีการควบคุมอย่างเป็นกิจจะลักษณะ และกฎหมายที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ ดังนั้น ในระหว่างนี้ทางหนึ่งที่ทำได้ คือ โรงคั่วกาแฟต่าง ๆ ที่ผลิตเมล็ดกาแฟบรรจุถุงขาย อาจวิเคราะห์ปริมาณคาเฟอีนของกาแฟตนเอง แล้วระบุบนซองให้ชัดเจนว่ามีปริมาณเท่าใดในการชงกาแฟแต่ละเมนู ซึ่งจะสามารถทำให้ร้านค้าต่าง ๆ ที่ชงกาแฟขายผู้บริโภคบอกลูกค้าได้ว่ากาแฟของตนนั้นมีปริมาณคาเฟอีนเท่าใด

อย่างน้อยเป็นการแก้ปัญหาไปพลาง ๆ



ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View