ความทรงจำ "ธนินท์ เจียรวนนท์" (23) ธุรกิจค้าปลีก และการกระจายสินค้า...เริ่มต้นขึ้นได้จากมิตรภาพ

โดย My Personal History
updated: 03 มี.ค. 2560 เวลา 14:20:00 น.

 

ที่มา : สำนักข่าวนิเคอิ แปล/เรียบเรียง : ภรณี จิรวงศานนท์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หวง เหวยเหว่ย

ช่วงเริ่มต้นของการทำธุรกิจแปรรูปอาหารนั้นเนื้อไก่และเนื้อหมูที่ได้รับการแปรรูปขั้นต้นแล้วของเครือเจริญโภคภัณฑ์จะถูกส่งกระจายออกไปให้ตัวแทนจำหน่ายเช้าวันรุ่งขึ้น สินค้าจะวางจำหน่ายในตลาดสด แต่ด้วยอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีของประเทศไทยสูงถึง 30 องศา ดังนั้น ตลาดสดที่ไม่มีตู้แช่เย็นจะมีกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น แน่นอนว่าถ้าสินค้าเน่าเสียและเสื่อมคุณภาพก็จะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเครือ ดังนั้นต้องหาวิธีแก้ปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ให้ได้

ในช่วงแรกเรานำผู้ค้าปลีกมารวมตัวกัน ให้พวกเขานำเนื้อสัตว์แปรรูปของเครือเจริญโภคภัณฑ์ใส่ตู้เย็นแล้วนำไปวางขาย ซึ่งตู้เย็นนี้เราเป็นฝ่ายจัดหาให้ อย่างไรก็ตาม สมัยนั้นระบบการขนส่งของไทยค่อนข้างล้าหลัง ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่สามารถรับประกันคุณภาพของสินค้าได้อย่างเต็มที่



ปัญหานี้ทำให้ผมตระหนักว่า หากต้องการจะแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพสินค้า และบริหารธุรกิจอาหารแบบครบวงจรให้สำเร็จนั้น จำเป็นต้องลงไปให้ถึงช่องทางการจัดจำหน่ายของธุรกิจค้าปลีกรายย่อยด้วย


ในขณะที่เรากำลังหาแนวทางแก้ไขปัญหาโอกาสก็มาถึงโดยไม่คาดคิดต้นทศวรรษ2520 SHV Holding Company ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานรายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ได้มาขอปรึกษากับผมว่า ต้องการจะทำธุรกิจถ่านหินที่ประเทศจีน เพราะสมัยนั้นมีเครือเจริญโภคภัณฑ์เป็นบริษัทต่างชาติเพียงรายเดียวที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศจีน

บริษัทSHVมีความคิดที่จะซื้อถ่านหินจากประเทศจีนขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายจะขายท่าเรือลอยน้ำให้จีนด้วย เมื่อผมได้ช่วยประสานงานกับกระทรวงพลังงานของจีนจนเป็นที่เรียบร้อยและกำลังจะเริ่มดำเนินการแล้วนั้น สัญญาธุรกิจระหว่างสองฝ่ายกลับต้องยุติลง เนื่องจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ขณะนั้นตัดสินใจขายเรือดำน้ำให้ไต้หวัน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ

ถึงแม้ว่าธุรกิจถ่านหินจะเจรจาไม่สำเร็จ แต่ผมกับผู้บริหารระดับสูงของ SHV ก็กลายเป็นเพื่อนกัน

บริษัท SHV นั้นมี Makro เป็นบริษัทลูก ซึ่งดำเนินธุรกิจค้าส่งในรูปแบบ cash and carry คือ ลูกค้ามาซื้อสินค้าด้วยเงินสดและขนสินค้าไปเอง ผมตั้งใจว่าจะนำ Makro เข้ามาเปิดกิจการในประเทศไทย

ตอนนั้นผู้บริหาร Makro ของ SHV ไม่เห็นด้วยนักและมีทีท่าห่วงใยว่า "รูปแบบการบริหารนี้อาจยังเร็วเกินไปสำหรับประเทศไทย" ผมจึงได้ไปพบประธานของ SHV ที่เนเธอร์แลนด์ด้วยตนเอง และพยายามโน้มน้าวท่าน

ในที่สุดปี พ.ศ. 2531 เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท SHV ก็ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกัน และสร้างระบบโลจิสติกส์คุณภาพตามที่รอคอยมานาน ปีต่อมาก็ได้เปิด Makro สาขาแรกขึ้นในประเทศไทย โดยเพียงแค่ร้านอาหารและร้านค้าปลีกรายย่อยมาสมัครเป็นสมาชิกของ Makro ก็สามารถซื้อสินค้าของเครือได้ในราคาพิเศษ

ลำดับต่อมาก็คือ ร้านสะดวกซื้อ ซึ่งการนำธุรกิจนี้เข้ามายังประเทศไทยนั้น ธนาคารเชส แมนฮัตตัน (Chase Manhattan Bank) ซึ่งสนิทสนมกับเรามีส่วนช่วยเหลือเป็นอย่างมาก ธนาคารช่วยจัดให้ผมไปเยี่ยมชมธุรกิจต่าง ๆ และได้พบปะกับบุคคลที่ผมต้องการในสหรัฐอเมริกา

ช่วงทศวรรษ 2520 กิจการ 7-Eleven ยังเป็นของบริษัท เซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น (The Southland Corporation) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ก่อตั้งธุรกิจนี้ขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2470 (ต่อมาได้ขายหุ้นให้กับบริษัท เซเว่น แอนด์ ไอ โฮลดิงส์ : Seven & I Holdings แห่งประเทศญี่ปุ่น ที่ได้กลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจ 7-Eleven นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 จนถึงปัจจุบัน) ขณะนั้นตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของคนไทยอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 68,000 บาท) ต่อคนต่อปีเท่านั้น ร้านสะดวกซื้อจึงถูกมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะเกิดธุรกิจนี้ในประเทศไทย

แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น เพราะถึงแม้ว่าผู้บริโภคคนไทยจะใช้จ่ายเงินต่อคนไม่สูง แต่จำนวนลูกค้าร้านสะดวกซื้อต่อร้านของไทยสูงถึง 15 เท่าของร้านสะดวกซื้อในสหรัฐอเมริกา ค่าเช่าพื้นที่และค่าจ้างพนักงานก็ถูกกว่า ผมจึงเชิญประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ของเซาท์แลนด์ คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นสองพี่น้องตระกูลทอมป์สัน ทายาท มร.โจ ซี. ทอมป์สัน ผู้ก่อตั้ง 7-Eleven มาสำรวจพื้นที่จริงที่เมืองไทย

หลังจากที่ท่านทั้งสองมาดูแล้ว ก็เห็นด้วยกับความคิดของผม ในปี พ.ศ. 2532 เครือเจริญโภคภัณฑ์ก็ได้เปิดร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven สาขาแรกที่ถนนพัฒน์พงศ์ ซึ่งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ และเป็นแหล่งรวมของชาวต่างชาติ มีลูกค้าเข้ามาอุดหนุนจนเต็มร้านทุกวัน

ธุรกิจสุดท้าย คือ ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ ที่เราตั้งขึ้นช่วงกลางยุค 2530 ให้ชื่อว่า "โลตัส" หรือ โลตัสซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่ได้ขยายเครือข่ายร้านค้าไปอย่างรวดเร็ว มีศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศไทย เรายังได้สร้างระบบโลจิสติกส์ทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็งอีกด้วย

ในที่สุดกลิ่นไม่พึงประสงค์จากตลาดสดในอดีตก็ได้รับการแก้ไขจนหมดสิ้นเมื่อเราสามารถเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายธุรกิจค้าปลีกรายย่อยและการกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพนับแต่นั้นมาผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายของเครือก็สามารถมั่นใจในคุณภาพระดับสูงสุดได้ตลอดเวลา


ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้


 
 
Desktop View