เงินบาทแข็งค่าสุดในรอบ 3 สัปดาห์

updated: 13 ต.ค. 2558 เวลา 19:01:00 น.

 

ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 13 ตุลาคม 2558 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (13/10) ที่ 35.47/49 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/10) ที่ 35.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์กลับมาปรับตัวแข็งค่าขึ้น หลังจากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปรับตัวอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักสกุลอื่น เนื่องจากนักลงทุนวิตกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจโลกยังคงอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม การซื้อขายค่าเงินดอลลาร์เมื่อคืนที่ผ่านมาเป็นไปอย่างเบาบาง เนื่องจากในวันจันทร์ (12/10) เป็นวันหยุดราชการของสหรัฐเนื่องในวันโคลัมบัสเดย์ นอกจากนี้ เมื่อคืน (12/10) นายเดนนิส ล็อคฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนดาได้ออกมาให้ความเห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยได้ภายในปีนี้ โดยการตัดสินใจการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดอาจมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ทั้งนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะมีการจัดการประชุมครั้งถัดไปในวันที่ 27-28 ตุลาคม รวมถึงมีการประชุมครั้งสุดท้ายของปีนี้ ที่จะมีขึ้นในเดือนธันวาคมเพื่อเฝ้าดูสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.41-35.57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.56/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนของการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.1352/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/10) ที่ 1.1379/83 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังคงได้รับแรงกดดัน หลังจากเมื่อคืน (12/10) นายเบนัวด์ โดเออร์ สมาชิกสภาบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกมาให้ความเห็นว่า ณ ตอนนี้ยังคงเร็วเกินไปที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะตัดสินใจเกี่ยวกับการขยายวงเงิน หรือขยายเวลาในการดำเนินโครงการซื้อพันธบัตรเพิ่มเติมตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) พร้อมที่จะดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมถ้าหากมีความจำเป็น เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.1345-1.1411 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1371/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนเปิดตลาดที่ระดับ 119.88/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (12/10) ที่ 120.12/13 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ แต่ยังคงได้รับแรงหนุนจากการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องจากนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ซบเซา นอกจากนี้ ในวันนี้ (13/10) ประเทศจีนได้เปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอที่ต่อเนื่อง โดยสำนักงานศุลกากรของจีนได้เปิดเผยข้อมูลการค้าของประเทศว่าการส่งออกของจีนในเดือนกันยายน ปรับตัวลดลง 3.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สู่ระดับ 1.3 ล้านล้านหยวน ขณะที่การนำเข้าเดือนกันยายนลดลง 20.4% เมื่อเทียบเป็นรายปีสู่ระดับ 9.24 แสนล้านหยวน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำกว่าที่ทางการจีนเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ยอดนำเข้าและส่งออกของจีนควรเติบโตได้ 6% ตลอดทั้งปี ซึ่งถือเป็นการสะท้อนว่าเศรษฐกิจของจีนยังอยู่ในภาวะถดถอยและมีความเสี่ยงที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของโลกเติบโตได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ การซื้อขายเงินเยนเป็นไปอย่างเบาบาง เนื่องจากเมื่อวาน (12/10) เป็นวันหยุดราชการของญี่ปุ่น เนื่องจากวันแห่งกีฬาและสุขภาพ ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 119.60-120.08 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 119.69/70 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนของจีน (14/10), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกันยายนของจีน (14/10), ยอดค้าปลีกเดือนสิงหาคมที่มีการปรับทบทวนของญี่ปุ่น (14/10), การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนสิงหาคมของยุโรป (14/10), ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เดือนกันยายนของสหรัฐ (14/10), รายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ Beige Book จากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) (15/10), การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนกันยายนของจีน (15/10), ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมที่มีการปรับทบทวนเดือนสิงหาคมของญี่ปุ่น (15/10), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกรายสัปดาห์ของสหรัฐ (15/10), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนกันยายนของสหรัฐ (15/10) ดัชนีภาวะธุรกิจโดยรวม (Empire State Index) เดือนตุลาคมของสหรัฐ (15/10), ผลการสำรวจภาวะธุรกิจเดือนตุลาคมจากเฟดฟิลาเดลเฟียของสหรัฐ (15/10), ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหภาพยุโรปเดือนกันยายนของยุโรป (16/10), การผลิตภาคอุตสาหกรรม-อัตราการใช้กำลังการผลิตเดือนกันยายนของสหรัฐ (16/10) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคช่วงต้นเดือนตุลาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐ (16/10)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ 4.30/4.40 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 4.25/6.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ
 
 
Desktop View