คาซัคสถาน 2015 ว้าว….อัสตานา

updated: 29 ก.ค. 2558 เวลา 23:59:21 น.

 

โดย ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง

เชื่อว่าผู้คนบ้านเราจำนวนไม่น้อยยังไม่มีโอกาสได้ไปกรุงอัสตานา เมืองหลวงของประเทศสาธารณรัฐคาซัคสถานเพราะนอกจากจะไกลโพ้น ประเภทต้องนั่งเครื่องจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 10 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็สูง ที่สำคัญยังไม่มีแรงดึงดูดหรือเสียงประชาสัมพันธ์แรงพอที่จะดึงนักท่องเที่ยวไทยไปสัมผัสเมืองหลวงอันอลังการงานสร้างแห่งนี้แต่ถ้าใครได้ไปและได้ศึกษาแนวคิดของประธานาธิบดีนูร์ซุลตานนาซาร์บาเยฟ(Nursultan Nazarbaev) คนสั่งย้ายเมืองหลวงจากอัลมาตี้มายัง "อัคโมลา" (ชื่อเดิมของกรุงอัสตานา แปลว่าสุสานขาว) จะรับรู้ได้ว่าผู้นำคนนี้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลทีเดียว ขอชมข้ามประเทศหน่อย


สวนสาธารณะสวยๆ มีอยู่ทั่วไป

คิดง่าย ๆ การย้ายเมืองหลวงจากทางใต้มาขึ้นเหนือ เท่ากับเป็นการสร้างความเจริญให้กับพื้นที่แถบนี้ท่ามกลางทุ่งหญ้าเสต็ปป์ เพราะอัลมาตี้ไม่สามารถขยายพื้นที่ได้อีก เนื่องจากถูกห้อมล้อมไปด้วยเทือกเขาเทียนซาน อีกทั้งยังอยู่ในแนวแผ่นดินไหว ในขณะที่อัลมาตี้เองยังคงครองความเป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนต่อไป นี่ยังไม่รวมเหตุผลที่วิเคราะห์กันว่าคาซัคสถานต้องการหลุดพ้นจากกลิ่นอายความเป็นรัสเซียในฐานะที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักสภาพที่ตั้งของกรุงอัสตานากันก่อนคำว่าว่าอัสตานา(Astana)เป็นภาษาคาซัค แปลว่า "เมืองหลวง" เพิ่งสถาปนาเป็นเมืองหลวงใหม่เมื่อปี 2540 นี่เอง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำอีชิม (Ishim River) มีประชากรประมาณ 7 แสนคน แลนด์มาร์กสำคัญคือ อนุสรณ์สถานแห่งชาติหรือหอคอยไบเตเรค (Bayterek) สูง 97 เมตร โดยเลข 97 แทนปี ค.ศ.1997 อันเป็นปีแห่งการสถาปนาเมืองหลวงแห่งนี้ คนมีส่วนสำคัญในการออกแบบคือ ประธานาธิบดีนูร์ซุลตาน นาซาร์บาเยฟ คนแรกและยังเป็นคนเดียวของประเทศนี้


หอคอยไบเตเรค


คำว่า ไบเตเรคในภาษาคาซัค หมายถึง "ต้นป็อปลาร์สูงตระหง่าน" หอคอยดังกล่าวมีโครงเหล็กกล้าสีขาวล้อมโดยรอบ ส่วนยอดเป็นลูกแก้วใหญ่ยักษ์ฉาบสีทองอร่ามเตะตาผู้พบเห็น นั่นคือไข่ทองคำ โดยป้ายจารึกที่ฐานหอคอยระบุว่า อนุสรณ์สถานแห่งนี้สร้างจากตำนานพื้นบ้านของชาวคาซัคเรื่องซัมรุค (Samruk) นกศักดิ์สิทธิ์ที่วางไข่สีทองหรือพระอาทิตย์ พร้อมบรรจุความลับของมนุษย์ไว้บนต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดสามารถขึ้นไปถึงได้

ทั้งนี้ภายในลูกทรงกลมด้านบนมีแท่นสามเหลี่ยมทองคำที่พิมพ์ผ่ามือของประธานาธิบดีไว้เชื่อกันว่าหากนำมือตัวเองวางทาบไปบนฝ่ามือของผู้นำท่านนี้แล้วอธิษฐานขอพรมักจะได้สมหวัง

หอคอยดังกล่าวมีลิฟต์บริการรับส่งผู้คนให้ขึ้นไปภายในไข่ทองคำได้สบายๆแค่ซื้อบัตรเข้าไปก็สามารถชมทิวทัศน์360 องศาของกรุงอัสตานาได้อย่างเต็มตา

คณะสื่อมวลชนไทยที่ได้รับเชิญจาก "เอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์" ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงาน มอสโก ให้ไปร่วมงาน "Amazig  Thailand  Road Show To Kazakhstan 2015" และผู้ประกอบการท่องเที่ยวและบริการหลายสิบชีวิตนั่งเครื่องจากอัลมาตี้มาลงที่อัสตานา ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่า ๆ หลายคนชอบใจอาคารสนามบินของอัสตานาที่ออกแบบเป็นรูปโดมสีเขียวเด่น คล้าย ๆ มัสยิด หรือจะมองเป็นสถานีอวกาศก็ได้

เมื่อนั่งรถบัสเข้าเขตเมืองหลวงจะเห็นการก่อสร้างอาคารสูงจำนวนมาก ในขณะที่ตึกสำคัญๆตั้งเด่นเป็นสง่าอวดโฉมผู้มาเยือนให้ต้องกดชัดเตอร์กันแทบไม่ทัน เพราะแต่ละตึกออกแบบวิจิตรสมาหรา และมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ทำให้ผู้คนที่พบเจอครั้งแรกทึ่งกันเป็นแถว ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งของที่ทำการรัฐบาล กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ทำเนียบประธานาธิบดี หอประชุม โรงละคร อาคารพาณิชย์ มัสยิด และศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งคนไทยมักจะเรียกกันง่าย ๆ ว่าห้างกระโจม ประเภทไปอัสตานาถ้าไม่ได้ไปห้างกระโจมเหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง

แค่ขับรถผ่านกวาดสายตาไปยังสองฟากฝั่งถนนก็ตะลึงแล้วตะลึงอีกเพราะประธานาธิบดีซาร์บาเยฟเชื้อเชิญสถาปนิกชื่อก้องจากทั่วโลกอาทิคิโชะ คุโระกะวะ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ และนอร์แมน ฟอสเตอร์ สถาปนิกชื่อดังชาวอังกฤษ มาร่วมโชว์ฝีมือออกแบบอาคารในกรุงอัสนานาด้วย

ด้วยความที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าตระการตาสีสันเตะตาโดนใจเช่นนี้เองบางคนที่ไปเห็นถึงกับมองว่านี่คือดูไบแห่งเอเชียกลางบ้างก็จินตนาการไปว่าเหมือนโรงถ่ายหนังของฮอลลี่วู้ด….เอ้าว่ากันไป

ช่วงเวลาสองวัน1 คืนในอัสตานา คณะสื่อฯและผู้ประกอบได้ไปแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ๆ ของเมืองนี้หลายจุด โดยเน้นไปที่การถ่ายรูปเสียมากกว่า เพราะมีเวลาไม่มากนัก ดีหน่อยตรงที่ได้ไปใช้เงินเทนเกของคาซัคสถานในห้างข่าน ชาเทียร์ (Khan Shatir) หรือห้าง กระโจม ซึ่งเป็นห้างที่ใหญ่ที่สุดในคาซัคสถาน แต่อีกหน่อยคงมีห้างใหญ่กว่ามาทำลายสถิตินี้แน่นอน

ห้างข่าน ชาเทียร์ ออกแบบเหมือนเต็นท์ของท่านข่านในยุคโบราณ ซึ่งบรรพบุรษของชาวคาซัคเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายมาก่อน ภายในห้างปรับอุณหภูมิให้คงที่อุ่นสบายตลอดทั้งปี แม้เป็นฤดูหนาวที่ข้างนอกหนาวถึงขั้นติดลบ40-50 องศาเซลเซียส โดยใช้ผนังทำจากวัสดุพิเศษสามารถป้องกันอากาศหนาวจากภายนอกได้ นอกจากนี้ยังใช้วัสดุโปร่งแสงให้แสงแดดส่องทะลุ…เจ๋งมั้ยล่ะ


ห้างข่าน ชาเทียร์

เสียดายมีเวลาไม่เท่าไหร่ เลยไม่ได้ขึ้นไปสำรวจชั้นบน ที่สร้างเป็นชายทะเล มีหาดทราย สระว่ายน้ำ วอลเลย์บอลชายหาด สามารถเล่นได้ตลอดทั้งปี สาเหตุที่เขาสร้างทะเลเทียมขึ้นมาเพราะประเทศคาซัคสถานไม่มีทางออกทางทะเล ฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่คนคาซัคฯชอบมาเที่ยวทะเลในประเทศไทยช่วงที่บ้านเขาหนาวขั้นติดลบ

ภายในของห้างนี้ก็เหมือนห้างทั่วไปสินค้าค่อนข้างหรูทีเดียวพวกเรามีเวลาไม่นานนักเลยเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตและเน้นซื้อผลไม้เมืองหนาว รวมทั้งช็อกโกแลตที่เขาบอกกันว่าผลิตเองที่นี่ ซึ่งราคาไม่ได้ถูกนัก แต่ไม่รู้จะซื้ออะไรมาฝากพรรคพวก ชอบตรงแพคเกจจิ้งของเขาที่ทำเป็นรูปสัญลักษณ์ของเมืองหลวง อีกอย่างที่ซื้อกันคือลูกเชอรี่ โชคดีไปตอนเขาลดราคาพอดี คิดแล้วตกกิโลกรัม 200 บาท ถูกจริง ๆ


ของฝากของที่ระลึกวางขายในสนามบินกรุงอัสตานา

อยากจะสอบถามพนักงานว่าปลูกที่ไหนในคาซัคฯหรือนำเข้ามาจากประเทศอะไรปรากฎว่าสื่อสารกันไม่รู้เรื่องเพราะเขาไม่รู้ภาษาอังกฤษเลย อีกอย่างที่ซื้อคือ กาแฟ ซึ่งนำเข้ามาจากรัสเซีย เพราะกรุงอัสตานาอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซีย ในขณะที่นครอัลมาตี้ติดกับกับชายแดนจีน ดังนั้นสินค้าหลายอย่างของคาซัคสถานล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งรัสเซีย จีนและตุรกี


ในช่วงที่มาทำข่าวประเทศนี้หลายวัน ได้มีโอกาสสนทนากับ "ท่านทูตชาญ จุลมนต์" เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงอัสตานา ซึ่งจะเกษียณในเดือนกันยายนที่จะถึง หลังจากอยู่มาได้ 3 ปี ท่านเล่าให้ฟังว่า คาซัคฯมีหลายอย่างที่น่าสนใจ ประการแรก เรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ค.ศ. 2050  ซึ่งประธานาธิบดีนูร์ซุลตาน นาซาร์บาเยฟ ระบุไว้ชัดเจนเลยว่า คาซัคฯต้องเป็น 1 ใน 30 ประเทศชั้นนำของโลก และล่าสุดประกาศนโยบายใหม่ที่ต้องการพัฒนาประเทศทางด้านระบบขนส่ง โดยเฉพาะระบบราง พร้อมทั้งเร่งพัฒนาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีมากขึ้น

ถ้าจะให้วิเคราะห์แบบคนมีความรู้เท่าหางอึ่งพอจะเดาได้ว่าผู้นำของประเทศนี้คงมองการณ์ไกลแล้วว่าอีกหน่อยแหล่งน้ำมันดิบก๊าซธรรมชาติและแร่ธาตุต่างๆที่เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศย่อมมีวันหมด ดังนั้นต้องเตรียมการรองรับไว้แต่เนิ่นๆ และเห็นว่าเอสเอ็มอีเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ท่านทูตชาญยังฉายภาพโดยรวมของที่นี่ว่าคาซัคสถานถือเป็นโลกใหม่ที่มีธรรมชาติและสภาพอากาศที่ค่อนข้างบริสุทธิ์ยังไม่ได้มีมลพิษมากเหมือนกับเมืองใหญ่ๆทั่วไป  กรุงอัสตานามีสถาปัตยกรรมโดดเด่น  มีการวางผังเมือง  มีรูปทรงตึกที่ดูแปลกตา ซึ่งจงใจสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นมหานครชั้นนำที่สวยงาม และแม้เป็นประเทศเกิดใหม่ เพราะเพิ่งได้รับเอกสารเมื่อปี 2534 แต่ได้พัฒนาตัวเองให้เจริญขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว

ถ้าเทียบกับแทนซาเนียเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว รายได้ประชากรต่อหัวของแทนซาเนียแค่ 800 เหรียญสหรัฐฐฯ คาซัคฯตอนนั้นก็ราวๆ นี้ แต่เมื่อ 20 ปีผ่านไป แทนซาเนียยังอยู่เท่าเดิมทั้งๆที่มีธรรมชาติเหมือนกัน แต่คาซัคฯพัฒนาตัวเอง จากรายได้ต่อหัว 800 เหรียญกลายมาเป็นเกือบ 14000 เหรียญ นั่นแสดงว่า ผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่จะพัฒนาประเทศโดยใช้ทรัพยากรที่เขามี เป็นจุดแข็ง เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ


ตึกสองฟากฝั่งแม่น้ำอีชิม

ฟังท่านทูตชาญพูดแล้ว เห็นภาพเลยว่า อีกไม่นานประเทศคาซัคสถานจะเป็นประเทศเจริญแล้วในอันดับต้นๆของโลกแน่นอน เพราะประธานาธิบดีคนนี้มีวิสัยทัศน์ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นเผด็จการอยู่เหมือนกัน อันนี้เป็นเรื่องปกติของการเมือง

อย่างที่บอกเมืองหลวงแห่งนี้เพิ่งเนรมิตสร้างเมื่อไม่กี่ปีมานี้เองฉะนั้นอะไรๆก็ดูดีดูสวยไปหมด ช่วงที่เราไปในเดือนมิถุนายนเป็นช่วงต้นฤดูร้อน ขนาดสามสี่ทุ่มแล้วยังมีแสงสว่างอยู่เลย ยังเห็นคนเดินอยู่ทั่วไป แต่ตอนกลางวันแดดจัดร้อนเปรี้ยงเหมือนกัน บางวันก็มีฝนตกแต่ไม่หนัก

ในฐานะคนเมืองร้อน อยากรู้จังว่าหน้าหนาวของอัสตานาที่ว่าถึงขึ้นติดลบนั้นจะเยือกเย็นขนาดไหน แต่คงเหลืออดเหลือทนจริง ๆ ไม่เช่นนั้นคนที่นั่นคงไม่หนีมาเที่ยวเมืองไทยหรือไปทัวร์ต่างประเทศกันแน่ แบบนี้ต้องพิสูจน์ ซึ่งคงต้องรอให้ททท.สำนักงานมอสโกที่คุณเอื้อมพรดูแลอยู่เชื้อเชิญไปสำรวจเมืองหลวงแห่งนี้อีกรอบ…..55555



 
 
Desktop View
 


ข่าวยอดนิยม