อนาคตประเทศไทยหลังปี 2560 ผลกระทบจาก AEC ดีกับไทยหรือไม่

updated: 24 เม.ย 2558 เวลา 22:54:07 น.

 

โดย : ดร.วิโรจน์ กุศลมโนมัย กูรูตลาดนีช

เป็นโอกาสดี ที่ คสช. มาเป็นรัฐบาล เพื่อแก้ไขปัญหาที่หมักหมมอยู่นานจากรัฐบาลที่ผ่านๆมา จึงขอสรุปปัญหาเพิ่มเติมที่มีผลกระทบประเทศไทย จาก AEC เพื่ออาจเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศ

1.    เคลื่อนย้ายแรงงานเสรี หลังปี 2560 ประเทศไทยจะมีแรงงานจาก เมียนม่าร์ กัมพูชา และ ลาว เต็มไปหมด ส่วนคนไทย ก็จะไปทำงานหารายได้ที่สูงกว่าในต่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยมีค่าแรงที่สูงกว่า ประเทศในกลุ่ม AEC เกือบทุกประเทศ หลังปรับเป็นวันละ 300 บาท ยกเว้น สิงคโปร์ ประเทศเดียว จึงทำให้มีแรงงานหลั่งไหลเข้ามาในไทยอย่างมาก

2.    เคลื่อนย้ายสินค้าเสรี จะมีสินค้าในกลุ่ม AEC และ จีนทะลักเข้ามาในไทยมากขึ้นกว่าเดิม เหตุเพราะ ภาษีนำเข้าเกือบ 95% ลดลงเหลือ 0% ยกเว้น สินค้าต้องห้าม สินค้าควบคุม และ สินค้าที่มีความอ่อนไหว เท่านั้น สินค้าเกษตรและอาหารที่ผลิตจากบริษัทฯ ยักษ์ใหญ่ จะได้ประโยชน์ต้นทุนถูกลง และสามารถขยายไปใน AEC ง่ายขึ้น แต่ต้องระมัดระวังเรื่องการผูกขาด เพราะจะทำให้คุณภาพอาหารลดลง และมีสิ่งปนเปื้อนมากขึ้น แต่น่าเสียดายที่ พลังงาน และยานยนต์ ได้ประโยชน์น้อยมาก เนื่องจาก มีผู้ผูกขาดธุรกิจน้ำมันอยู่ คือ ราคาตลาดขึ้น ขอขึ้นตาม ราคาตลาดลง ไม่ลดตามจริง อ้างว่ามีค่าการตลาด เรื่องพลังงานไม่ควรผูกขาด การยกสัมปทานครั้งที่  21 ควรแสดงข้อมูลอย่างโปร่งใส และไม่ควรปกปิดข้อมูลแหล่งพลังงานทุกแห่งในไทยแก่ประชาชน อีกต่อไป

3.    เคลื่อนย้ายที่อยู่อาศัยเสรี จะมีประชากร SME ใน AEC อพยพเข้ามาทำงาน และ เปิดกิจการในไทยมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเดินในห้างฯ หรือ แหล่งศูนย์การค้า จะพบคนต่างชาติมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ คอนโดมิเนียมในย่านการค้า มีคนต่างชาติมาเช่า หรือ ซื้อมากขึ้น เนื่องจากเทียบแล้ว ราคาค่าเช่าคอนโดที่อยู่อาศัยในไทย ยังถูกว่า มาเลเซีย และ สิงคโปร์อย่างมาก แต่ต้นทุนค่าเช่าร้านขายของในห้างฯกลับแพงหูฉี่กว่า ทุกประเทศใน  AEC ซึ่งรัฐบาลควรจะเข้าไปควบคุมให้ใกล้เคียงกับ ประเทศเพื่อนบ้าน

4.     เคลื่อนย้ายบริการเสรี อาชีพบริการ เช่น แพทย์ ครู วิศวกร หรือ แม้กระทั่ง พนักงานโรงแรม พ่อครัว และแอร์โฮสเตส นักบิน ธนาคาร จะมาทำงานในไทยมากขึ้น กิจการโรงแรม โรงพยาบาล ร้านอาหาร จะมีคนต่างชาติมาเปิดมากขึ้น รวมทั้ง ร้านอาหารจีนแต้จิ๋ว ธนาคาร หรือ อาจมาซื้อกิจการของคนไทยผ่านการถือหุ้น หรือ ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เช่น ธนาคารกรุงเทพ กรุงไทย กสิกร กรุงศรี ธนชาติ ล้วนมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เป็น บริษัทฯต่างชาติทั้งนั้น เหตุเพราะธนาคารไทยเก็บดอกเบี้ยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ภาครัฐฯควรเข้ามาควบคุม ดอกเบี้ยเงินกู้ให้ต่ำลงเพื่อช่วย SME

5.    ต้นทุนการผลิตจะสูงขึ้น ทำให้ความสามารถการแข่งขันในด้านการผลิตและ อุตสาหกรรมลดลงไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่ดิน ต้นทุนค่าเช่า ต้นทุนแรงงาน ต้นทุนการตลาด ต้นทุนด้านการเงินและ ดอกเบี้ยที่สูงกว่าประเทศอื่น ต้นทุนการขนส่งและ โลจิสติกส์ ต้นทุนการจัดการ ผู้ส่งออกและ นักลงทุนต่างย้ายฐานการผลิตไป CLMV กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนามแทน เนื่องจาก ยุโรปตัด GSP ของไทยแล้ว ตั้งแต่เดือน มกราคม ปี 58 นี้

6.    ความสามารถในการด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี คงที่ หรือ ลดลง เนื่องจาก  อุตสาหกรรมไทยที่ลงทุนโดยต่างชาติ ต่างเข้ามาว่าจ้างผลิต ด้วยค่าแรงราคาถูก หรือ ให้ผลิตสินค้าที่มีกำไรต่ำ หรือ ใช้เทคโนโลยีแบบพื้นๆ  สินค้าหรือ ชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีสูง ต่างชาติจะเก็บไว้ผลิตเองหรือ ให้คนในชาติเดียวกันผลิต เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ของญี่ปุ่น ลงทุนในไทย มากกว่า 50 ปี แต่ไม่เคยถ่ายทอดเทคโนโลยี ชั้นสูงให้คนไทยเลย แม้แต่น้อย อีกทั้งยังสั่งซื้อชิ้นส่วนจากบริษัทฯ ญี่ปุ่นด้วยกันเองอีกด้วย จึงทำให้บริษัทฯญีปุ่นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคนไทยอีก ที่ยังผลิตอยู่เพราะต้องการตลาดผลประโยชน์จากตลาดในประเทศเท่านั้นและ สามารถย้ายฐานการผลิตได้ทุกเมื่อ หากขนาดตลาดลดลง หรือ เศรษฐกิจตกต่ำลง บริษัทฯต่างชาติที่ลงทุนในจีนไม่ถึง 10 ปี จีนก็สามารถผลิต รถยนต์ของตนเองได้ เพราะกลยุทธ์และเงื่อนไขคำว่า Transfer Technology นั่นเอง

7.    ต้นทุนการขนส่ง หรือ โลจิสติกส์ของไทย สูงกว่าทุกๆชาติ ใน AEC ทั้งทางบก ทางน้ำ และ ทางอากาศ เพราะไทยไม่มีระบบและท่าเรือน้ำลึกที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายการนำเข้า-ส่งออกสูง ยกตัวอย่าง สายการบิน Air Asia เป็น Low Cost Airline ของมาเลเซีย มีผลประกอบการแซงหน้า Thai Airway อย่างมาก นี่ไม่ใช่เพราะ  Air Asia เก่งกว่า เหตุผลหนึ่งคือ การบินไทยมีการเมืองแทรกแซงโดยตลอด ทำให้ได้รับเส้นทางการบินที่ขาดทุน  และ ซื้อเครื่องบินในราคาแพง

8.    ปัญหากฎหมายเก่าๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการขยาย อุตสาหกรรม และ การตลาด เช่น กฎหมาย จดทะเบียนยานยนต์ รถ Eco Car ที่ใช้พลังงานทดแทน เช่น รถพลังงานแสงอาทิตย์  รถพลังงานไฟฟ้า รถพลังงานไฮโดรเจน และ รถที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก รวมถึง การส่งเสริมด้าน R&D , Business Matching และสนับสนุนการทดลองสั่งซื้อ จาก ภาครัฐฯ ราชการ และ เทศบาล อย่างเช่นรัฐบาลเกาหลี สนับสนุนรถ Hyundai เป็นรถแบรนด์เกาหลีแบรนด์แรก

9.    อนาคตการศึกษา และเด็กไทย ประเทศไทย มีคุณภาพการศึกษาที่ต่ำใน  AEC แต่มีค่าเล่าเรียนที่สูงที่สุด เกือบล้านบาท ต่อคน แต่เมื่อจบปริญญาตรีแล้ว กลับได้เงินเดือนเพียง หมื่นกว่าบาท เท่านั้น ภาครัฐควรปรับโครงสร้างการศึกษา และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้จบตามความต้องการของชาติ เช่น เราต้องการแพทย์ปีละกี่คน ต้องการวิศวกรปีละกี่คน เป็นต้น           

*สุดท้ายแล้ว AEC ต้องแข่งขันกันด้วย คุณภาพของประชากร...ไม่ใช่จำนวนประชากร...

สรุปแล้วในอดีตไทยไม่ได้แพ้ AEC แต่แพ้ภัยตัวเอง จากปัญหาของนักการเมือง ค่านิยมคอรัปชั่น ถูกปลูกฝังให้เป็นวัตถุนิยม เน้นเฮงมากว่า ขยัน เน้นรวยเร็วมากว่าอดทด ซึ่งทำให้ผู้บริหารประเทศไม่มีความจริงใจในการพัฒนาประเทศมากเท่าที่ควร การเริ่มต้น รณรงค์ ค่านิยม 12 ประการเป็นเรื่องที่ดี และมาถูกทางแล้ว แต่ทำไม่กี่เดือน ก็เริ่มจางหายไปอีก อยากให้รัฐทำเรื่องดีๆ ในทุกเรื่องที่เริ่มไปแล้ว ให้ยั่งยืนต่อไป อย่าทำแค่ไฟไหม้ฟาง

------
**บทวิเคราะห์ เป็นการนำเสนอข้อมูล-ความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องกับกองบรรณาธิการประชาชาติธุรกิจ 
 
 
Desktop View