"เอกชน" โต้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ส.อ.ท.ชี้ให้ช่วย "ข้าว-ยาง"

updated: 08 ก.พ. 2558 เวลา 10:41:49 น.

 

ภาคเอกชนธุรกิจบ้านจัดสรรมองต่างมุมรัฐจัดเก็บ ′แวต′ เพิ่มขึ้นไม่ได้ส่งสัญญาณว่า ศก.จะดีขึ้น

@ เอกชนมองแวตเพิ่มส่งสัญญาณดี

 

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่องแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจ 2558 ตอนหนึ่งว่า ขณะนี้เศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว ดูจากตัวเลขการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่วัดการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในเดือนมกราคม 2558 อยู่ที่ 40,090 ล้านบาท เป็นตัวเลขสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ คิดเป็นยอดใช้จ่ายเดือนละ 580,000 ล้านบาท คาดว่าในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมจะเก็บแวตตกเดือนละ 38,000-39,000 ล้านบาท และยังคาดอีกว่าปี 2558 จะมียอดการใช้จ่ายประมาณ 6.7-6.8 ล้านล้านบาท ก่อนสรุปว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 ไม่จำเป็นต้องออก เพราะรอบแรกเพิ่งออกฤทธิ์ ยิ่งขืนไปเร่งออกเพิ่มจะเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมานั้น

 

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานหอการค้าไทยและรองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่รัฐเก็บแวตได้เพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นสัญญาณที่ดีในระดับหนึ่ง แสดงให้เห็นถึงอัตราการบริโภคในประเทศเพิ่มสูงขึ้น แต่ต้องดูระยะยาวกว่านี้ การบริโภคในประเทศครองสัดส่วนกว่า 50% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หรือมูลค่า 6 ล้านล้านบาท ปัจจัยที่มาเสริมการบริโภค คือราคาน้ำมันที่ลดลงทำให้ราคาสินค้าปรับตัวลง คนกล้าใช้จ่ายมากขึ้น แต่การบริโภคในประเทศเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งของเศรษฐกิจในประเทศ ยังมีปัจจัยการส่งออก การลงทุนจากภาครัฐและเอกชนที่ต้องมองด้วย การส่งออกในขณะนี้ ทางภาคเอกชนยังมองว่าไม่ค่อยดี อาจไม่ถึง 4% ตามที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ แต่คาดว่าจะดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน รัฐบาลควรลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟทางคู่ต่อไป เป็นเม็ดเงินจำนวนมากที่จะลงมาในระบบเศรษฐกิจ

 

 

@ ชี้เอกชนอาจปัดฝุ่นลงทุนใหม่

 

นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท กานดา กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยชะลอตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2555 และถึงจุดต่ำสุดในช่วงปี 2557 ที่มีการชะงักงันเรื่องการจับจ่ายของภาคเกษตรและภาคเอกชนซึ่งชะลอการลงทุน รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ด้วย ส่วนตัวมองว่าเศรษฐกิจไทยกระเตื้องขึ้นเล็กน้อย ดูได้จากรถขนส่งสินค้าที่เริ่มขยับขึ้นค่าขนส่งแล้วแม้ไม่กลับไปสูงเท่าเดิมแต่ก็ถือว่าสูงขึ้น จะส่งผลไปยังส่วนอื่นให้มีการขับเคลื่อนด้วย หากภาครัฐไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 เพื่อช่วยภาคธุรกิจก็ไม่เป็นไร แต่ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรต่อไป อย่างโครงการ 1 ตำบล 1 ล้านบาท เพื่อพัฒนาคูคลอง บ่อน้ำ ถือว่าพอที่จะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ หากส่วนนี้ขับเคลื่อนได้ ภาคเอกชนจะเริ่มเคลื่อนตัวต่อ เชื่อว่าโครงการที่ภาคเอชนได้ชะลอการพัฒนาไปก่อนหน้านี้นั้น ในปีนี้น่าจะกลับมาลงทุนอีกครั้ง เช่น พวกศูนย์การค้าต่างๆ เป็นต้น

 

"แม้เศรษฐกิจจะดีขึ้นเล็กน้อย แต่ยังมีปัจจัยนอกประเทศเป็นตัวฉุดชี้วัดด้วย การที่กลุ่มยุโรปออกมาตรการคิวอีด้วยการฉีดเงินออกมาในระบบนั้น เชื่อว่าประเทศไทยจะได้อานิสงส์ส่วนนี้ จะมีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้ามาในประเทศไทย" นายอิสระกล่าว

 

@ นายกจัดสรรระบุศก.ยังฟุบ

 

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่า การที่รัฐเก็บแวตเพิ่มขึ้นไม่ได้บ่งบอกว่าเศรษฐกิจดีจริงหรือไม่ แต่ควรส่งคนไปสำรวจดูว่าแวตเพิ่มขึ้นจากส่วนไหน รวมทั้งต้องถามภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ รวมทั้งค้าปลีกด้วยว่ามียอดขายเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ จากการที่ได้สัมผัสเห็นชัดๆ ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจไม่น่าจะดีขึ้น รัฐบาลจะต้องประคองเศรษฐกิจไว้ แม้ว่าจะไม่ได้ทรุดลงอย่างรุนแรง แต่ยังคงซึมๆ อยู่ หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเพิ่มเติมก็คงจะไม่ดีขึ้น

 

"ประเทศไทยไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว จะพูดว่าเศรษฐกิจเราดีขึ้นขณะที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี ดังนั้น เศรษฐกิจเราจะสวนทางกับตลาดโลกได้อย่างไร ภาครัฐควรต้องไปคิดว่าจะมีมาตรการอะไรออกมากระตุ้นเศรษฐกิจอีกหรือไม่" นายอธิปกล่าว และว่า ภาคเอกชนก็ไม่อยากเรียกร้องให้รัฐบาลทำอะไรโดยเฉพาะการลดภาษีเพราะรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ เรารู้ว่าหากจะให้ลดภาษีก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐ จึงควรหาวิธีการอื่น เช่น ควรต้องเร่งผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ออกมาให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด หลังพูดเรื่องนี้กันมานานตั้งแต่รัฐบาลชุดที่ผ่านมา ขณะนี้ยังไม่มีโครงการออกมา หากผลักดันได้เงินก็จะเข้ามาในระบบ นอกจากนี้ต้องกระตุ้นการบริโภคในประเทศ อย่าพึ่งพาแต่การส่งออกอย่างเดียว ปัจจุบันพึ่งพาการส่งออกมาถึง 60% ของจีดีพี จึงต้องพึ่งพาด้านอื่นบ้างให้เกิดการสมดุล ให้การบริโภคภายในประเทศแข็งแรง ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอย

 

"การจ่ายเงินให้เกษตรกรไร่ละ 1,000 บาท หรือการจ้างแรงงานระยะสั้นไม่ค่อยได้ผล ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ทำได้แค่เพียงระยะสั้น พอยาหมดฤทธิ์หรือเงินหมด เศรษฐกิจก็หยุดอีก ควรจะต้องหามาตรการที่ทำให้คนมั่นใจว่าในอนาคตจะมีรายได้ที่มั่นคง" นายอธิปกล่าว

 

@ บอกรบ.ใช้ปากอย่างเดียวไม่ได้

 

ว่าที่ ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง หอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวแล้วนั้นเป็นการคิดแง่บวก ซึ่งเศรษฐกิจปีนี้ก็น่าจะดีกว่าปีที่แล้ว เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ตัวเลขเศรษฐกิจจะขยายตัวอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับแรงผลักของรัฐบาล จะใช้ปากอย่างเดียวไม่ได้ ส่วนตัวประเมินว่าหลังตรุษจีนและสงกรานต์สถานการณ์น่าจะดีขึ้น เพราะมีเงินโบนัสและเงินใช้จ่ายภาคเอกชนผลักดัน หากรวมกับรัฐบาลเร่งเบิกจ่ายและใช้งบประมาณตามโครงสร้างพื้นฐานตามแผนภายในกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2558 จะเป็นแรงกระตุ้นให้ภาคบริโภคมั่นใจใช้จ่าย

 

"ตอนนี้ต้องลุ้นฝีมือรัฐบาลและตลาดส่งออก โดยเฉพาะส่งออกไทยต้องพึ่งพา 72% ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ยังเจอปัญหาหลายด้าน ผมเพิ่งกลับจากอิตาลีและเยอรมนี พบว่าที่นั่นกลุ่มค้าปลีกทั้งประเทศได้จัดกิจกรรมลดราคาสูงถึง 70% ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้น ปกติยุโรปจะลดกัน 20-30% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไม่ดี การนำเข้าก็แย่ตาม ประเทศค้าน้ำมันเจอรายได้หดตัว จากราคาน้ำมันลดอีก อาจมีผลต่อการสั่งสินค้าไทยเพิ่ม" ว่าที่ ร.อ.จิตร์กล่าว และว่า แม้ราคาน้ำมันโลกจะขยับขึ้น แต่น่าจะเป็นการปรับฐานให้ถึงต้นทุนผลิต 60 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เชื่อว่าขยับขึ้นก็ไม่น่าจะเกิด 65 เหรียญสหรัฐ ไม่รู้ว่าการฟื้นตัวเศรษฐกิจจะเป็นแบบตัววีหรือตัวยู หากเป็นตัววีก็เร็วหน่อย เศรษฐกิจขยายตัว 3-4% จะได้เห็น แต่หากเป็นตัวยู ต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว เศรษฐกิจก็น่าขยายตัว 2-3%

 

@ แนะรบ.ให้ความสำคัญข้าว-ยาง

 

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจปีนี้กับปีที่ผ่านมายอมรับว่าปีนี้ดีขึ้นกว่าเดิม ปีที่ผ่านมามีปัญหาวิกฤตทางการเมือง คนเพิ่งเริ่มมาจับจ่ายใช้สอยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เป็นช่วงที่เงินเดือนกับโบนัสออก แต่ยอมรับว่ายังไม่ดีพอ เพราะสินค้าเกษตรยังไม่ดี โดยเฉพาะข้าวกับยางพารา ทำให้ภูมิภาคยังไม่ดีขึ้น ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญกับ 2 สินค้าดังกล่าวเพื่อทำให้ราคาขยับขึ้น ให้เกษตรกรมีกำลังจับจ่ายสินค้า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือการเข้าไปดูแลเรื่องราคาและเรื่องการจัดโซนนิ่ง ควรช่วยลดต้นทุนภาคการเกษตรเพื่อลดต้นทุนการผลิตลงมาได้

 

"เรื่องราคาไม่จำเป็นต้องผลักดันให้สูงเหมือนอย่างในอดีต แต่ทำให้ราคาดีขึ้นกว่าช่วงที่ผ่านมา วิธีการคือการช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร เมื่อต้นทุนลดลง เกษตรกรขายสินค้าก็จะมีเงินเหลือเพิ่มมากขึ้น" นายสุพันธุ์กล่าว

 

@ พณ.ตรวจตลาดประชานิเวศน์

 

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตลาดประชานิเวศน์ 1 นางดวงกมล เจียมบุตร ผู้ตรวจราชการและโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังเดินตรวจสอบภาวะราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ทั้งอาหารจานเดียวและราคาวัตถุดิบที่ใช้ประกอบอาหาร ทั้งไข่ไก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ และผักว่า ราคาสินค้าต่างๆ อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ได้มีราคาสูงอย่างที่คาดไว้ ราคาเนื้อหมูอยู่ที่ 130 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ไม่ได้เป็นราคาที่สูง จากการสอบถามร้านค้าในตลาดเชื่อว่าราคาจำหน่ายจะยังคงที่อยู่ อาทิ ราคาเนื้อไก่ 80 บาท/กก. ส่วนราคาผักต่างๆ อาทิ ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี แตงกวา 30-35 บาท/กก. ส่วนมะนาวลูกละ 5 บาท และจากการสำรวจราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดขึ้นราคาขวดละ 45 บาท ทางร้านค้าแจ้งเหตุที่ราคาขึ้นมาเนื่องจากน้ำนันปาล์มขาดตลาด ไม่สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ในปริมาณมาก ทางกระทรวงพาณิชย์เข้าใจและชี้แจงกลับว่า ขณะนี้ได้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบเพื่อจัดสรรให้บริษัทน้ำมันปาล์มทำการผลิตน้ำมันปาล์มบรรจุขวดมากขึ้น น่าจะเห็นผลในอีกไม่กี่สัปดาห์ ส่วนราคาไข่ไก่เบอร์ 3 อยู่ที่ฟองละ 2.50-3.50 บาท ขณะที่ราคาอาหารจานเดียวไม่ว่าจะเป็นเมนูข้าวมันไก่ ข้าวราดแกง อยู่ที่ 30-35 บาท เป็นราคาปกติ

 

@ ปรับหนักมาแล้วเจ้าละ1.4แสน

 

นางดวงกมลกล่าวต่อว่า อาจจะมีบ้างตามสถานการณ์และตามสถานที่ที่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้น เช่น ช่วงเทศกาลต่างๆ อย่างตรุษจีนที่จะมาถึง จะเกิดความต้องการซื้อสินค้ามากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ไก่ หมู ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า หัวไชเท้า อาจขาดตลาดได้ ทางร้านค้าอาจปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 5-10% เป็นไปตามกลไกตลาด และเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ นอกจากนี้ ทางตลาดและผู้ประกอบการแต่ละแห่งมีต้นทุนไม่เหมือนกัน เช่น บางตลาดมีต้นทุนค่าขนส่งสินค้า ต้นทุนค่าเช่าที่ที่แพงกว่า เป็นต้น

 

"หากผู้บริโภคตรวจพบร้านอาหารหรือร้านขายสินค้าที่ราคาแพง สามารถแจ้งให้กรมการค้าภายในตรวจสอบได้ที่เบอร์ 1569 ที่ผ่านมามีผู้ร้องเรียนเข้ามาแล้ว 100 กว่าราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องร้านค้าไม่ติดป้ายบอกราคาและขายสินค้าแพง กรมได้ปรับเงินกับผู้ประกอบการ 4-5 รายแล้ว รายละ 1.4 แสนบาท นอกจากนี้ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ส่งสายตรวจสอบราคาสินค้าอยู่ทุกวัน หากร้านค้าขายสินค้าราคาสูงจริง สามารถตรวจสอบได้ และจะส่งหนังสือเชิญผู้ประกอบการมาชี้แจงถึงเหตุผลที่ขายแพง ต้องนำต้นทุนการขายต่างๆ ทั้งราคารับซื้อ ค่าเช่าที่ มาให้ตรวจสอบ หากผิดจริงจะปรับเงินหรือจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

@ บิ๊กฉัตรรอหารือปลูกพืชหน้าแล้ง

 

นางดวงกมลกล่าวว่า สถานการณ์ภัยแล้งที่อาจส่งผลต่อผลผลิตที่จะออกสู่ตลาดและส่งผลกับราคาในตลาดนั้น ต้องดูรายการสินค้าก่อน ซึ่งผู้บริโภคหรือร้านค้าสามารถหาสินค้าทดแทนในส่วนของสินค้าในช่วงหน้าแล้งที่ขาดหายไปได้ นอกจากนี้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.พาณิชย์ จะหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงการปลูกพืชอื่นๆ ในช่วงหน้าแล้ง เพื่อรองรับตลาดในสัปดาห์หน้า

 

นางสาวสุนทรี มณีงาม แม่ค้าขายผักในตลาดประชานิเวศน์ 1 กล่าวว่า ราคาผักที่ประชาชนซื้อทุกวันยังคงที่ อย่างเช่น ผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ราคาจะอยู่ที่ 35 บาท/กก. ส่วนมะนาวจากลูกละ 3 บาท เพิ่มเป็น 5 บาท เนื่องจากขณะนี้อยู่ในหน้าแล้ง มะนาวออกผลไม่มาก ราคาจึงปรับตัวสูงขึ้น และยังมีการปรับราคาผักบางประเภทขึ้น เช่น ชะอม กระถิน ผักกระเฉด ผักบุ้ง เพิ่มขึ้นมา 2-3 บาทเท่านั้น ส่วนช่วงเทศกาลตรุษจีนน่าจะปรับราคาผักเพิ่มขึ้นอีก เช่น ผักกวางตุ้ง ผักคะน้า เนื่องจากความต้องการซื้อเพิ่มแต่ผลผลิตน้อย น่าจะเพิ่มอีก กก.ละ 5 บาท

 

@ ผู้บริโภคบ่นค่าครองชีพยังสูง

 

นางทองมี จิตจักร์ ผู้ที่มาจับจ่ายใช้สอยในตลาดประชานิเวศน์ 1 กล่าวว่า พบเหมือนกันว่ามีราคาสินค้าบางชนิดปรับตัวลดลง เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมา แต่เมื่อเทียบกับรายได้ก็ถือว่ายังเป็นราคาที่สูง เพราะราคาสินค้าทั่วไปมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เงินเดือนไม่ปรับขึ้นตาม ทำให้ค่าครองชีพยังอยู่ในระดับที่สูง

 

นางสาวไอลดา เวียงศิริรัตน์ ประชาชนทั่วไป กล่าวว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลเรื่องค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ยังสูง ขณะที่รายได้ยังไม่เพิ่มขึ้น มองว่าการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ราคาสินค้าก็ควรลดลงตามไปด้วย ไม่ใช่ยังมีราคาสูง

 

ด้านนางสมใจ พลีบัตร เจ้าของร้านเนื้อสุรอยยาในตลาดสดประชานิเวศน์ 1 กล่าวว่า การค้าขายในระยะนี้ไม่ดีมากนัก ลูกค้าระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากต้นทุนการประกอบอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนใหญ่หันไปบริโภคอาหารปรุงสำเร็จแทนการทำอาหารรับประทานเอง

นางทัศนีย์ รุ่งเรืองศักดิ์ศรี แม่ค้าขายไก่สด กล่าวว่า ระยะนี้จำนวนคนซื้อน้อยลงกว่าช่วงที่ผ่านมา แม้ราคาน้ำมันลดลงแต่ราคาสินค้าทั่วไปยังคงเดิม ยอดขายตกไปบ้าง ขณะเดียวกันการที่ภาครัฐขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการ พ่อค้า แม่ค้า ไม่ปรับราคาสินค้า ทางภาครัฐควรไปควบคุมราคาสินค้าที่ต้นทางมากกว่าให้ปลายทางปรับลดราคาสินค้า ต้นทุนที่รับมาสูง ก็ต้องขายออกในราคาที่สูงเช่นกัน

 

@ พ่อค้าแจงต้นทุนเมนูตามสั่ง

 

ผู้สื่อข่าวยังได้สำรวจเมนูอาหารปรุงตามสั่งในตลาดประชานิเวศน์ 1 โดยสัมภาษณ์นายธงธรรม ตาทอง เจ้าของร้านค้าอาหารตามสั่ง กล่าวว่า ที่ร้านจะมีหลายเมนู หากเป็นข้าวผัดกะเพราหมูจะขายจานละ 30 บาท จะได้กำไรจานละ 2 บาท หากเพิ่มไข่ดาวจะคิดจานละ 35 บาท ได้กำไรจานละ 3.50 บาท เฉลี่ยต้นทุนแต่ละจาน คิดคร่าวๆ ดังนี้ 1.หมูสับ 15 บาท 2.ใบกะเพรา ถั่วฝักยาว กระเทียม พริก หอมใหญ่ ประมาณ 10 บาท 3.ข้าวประมาณ 3 บาท หากเพิ่มไข่ดาว ต้นทุนฟองละ 3.50 บาท

 

ส่วนข้าวไข่เจียวจานละ 30 บาท กำไรจานละ 15 บาท หากเพิ่มเป็นข้าวไข่เจียวหมูสับจะขายราคา 35 บาท ได้กำไรจานละ 10 บาท ต้นทุนประกอบด้วย ข้าว 5 บาท ไข่ 2 ฟอง พร้อมหอมใหญ่ 10 บาท ถ้าเพิ่มหมูสับจะคิดเพิ่มอีก 10 บาท

สำหรับข้าวผัดหมูขายจานละ 30 บาท ได้กำไร 5 บาท ต้นทุนประกอบด้วยข้าว 3 บาท หมูชิ้น 15 บาท ผักอื่นๆ อาทิ คะน้า มะเขือเทศ 7 บาท

 

"ทางร้านยังมีต้นทุนอื่นๆ สำหรับอาหารจานเดียว อีกด้วย อาทิ ค่าก๊าซหุงต้ม (ปริมาณ 15 กก.) ถังละ 415 บาท ค่าเช่าร้านเดือนละ 10,500 บาท ค่าจ้างพนักงานคนละ 8,000 บาท ค่าน้ำเดือนละ 1,100 บาท และค่าไฟเดือนละ 4,000-5,000 บาท" นายธงธรรมกล่าว

 

@ สอนมวยพณ.ให้คุมต้นทุนต้นทาง

 

ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ ร.ต.เย็นขาว สาระ อายุ 65 ปี เจ้าของร้านผัดไทยซอย 7 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาต้องแบกรับภาระของแพง เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ขายอาหารตามสั่งจานละ 35 บาท ซึ่งราคาวัตถุดิบขณะนั้น เนื้อวัว กก.ละ 110 บาท เนื้อหมู 130 บาท กุ้ง 180 บาท ปลาหมึก 210 บาท แต่ปัจจุบันราคาขึ้นไปหมดแล้ว เนื้อวัว 250 บาท เนื้อหมู 160 บาท กุ้ง 310 บาท ปลาหมึก 238 บาท และใบกะเพรา 80-90 บาท ส่วนเครื่องปรุงทั้ง ผงชูรส น้ำมันหอย น้ำปลา รวมทั้งค่าก๊าซ และค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทำให้ต้องปรับราคาขึ้นเล็กน้อย ที่ร้านกำหนดขายข้าวผัดกะเพรา จานละ 40 บาท พิเศษ 50 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่ก็รับได้

 

ร.ต.เย็นขาวกล่าวว่า หากรัฐบาลจะให้ขายราคาจานละ 35 บาท จะส่งผลกระทบกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการ โดยผู้ประกอบการอาจสั่งซื้อวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพ เป็นหมูบดเกรดต่ำลงมา และลดปริมาณเนื้อหมูลงด้วยเพื่อไม่ให้ขาดทุน อีกทั้งร้านเล็กๆ จะทนแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว รัฐบาลควรไปควบคุมราคาต้นทุนอื่นๆ ส่วนราคาอาหารตามสั่งปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หากร้านขายแพงจะไม่มีลูกค้าอุดหนุน

 

@ ผัดกะเพราเชียงใหม่ขาย 35 บาท

 

นางกาญจนา ปันอินทร อายุ 45 ปี เจ้าของร้านเจ๊นกอาหารตามสั่ง ย่านตลาดประตูก้อม ต.หายยา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ข้าวผัดกะเพราะเป็นอาหารที่ลูกค้านิยมสั่งกันมาก เฉลี่ยวันละ 40-50 จาน จะขายจานละ 35 บาท ถ้าสั่งพิเศษและเพิ่มไข่ดาวขายจานละ 50 บาท ถ้าสั่งผัดกะเพราอย่างเดียว จานเล็ก 60 บาท กลาง 80 บาท ใหญ่ 100 บาท ต้นทุนหลักคือเนื้อหมู น้ำมัน เครื่องปรุง และก๊าซ ไม่ใช่ผักกะเพราเพราะซื้อมามัดละ 10 บาทเท่านั้น หากสั่งกะเพราพร้อมไข่ดาวใส่กล่องโฟม จะขายกล่องละ 45-50 บาท ถ้าสั่งมากอาจแถมให้บางส่วน แต่ไม่ลดราคา เพราะต้นทุนเนื้อหมูสูง เฉพาะผัดกะเพราะราดข้าว มียอดขายเฉลี่ยวันละ 2,000-2,500 บาท

 

@ ถาวรแนะรัฐช่วยอุ้มอีก 3 แสนตัน

 

นายถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำเพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางพารารายย่อยตัวจริง 3 แนวทาง คาดหวังว่าใกล้ฤดูปิดกรีด ราคายางจะปรับเพิ่มสูงขึ้น แนวทางแรกคือ ยางในสต๊อกจำนวน 2.8 แสนตัน ไม่ควรส่งมอบให้กับบริษัทไห่หนาน ไชน่า เพราะบริษัทนี้ไม่ได้ซื้อไปใช้แต่เป็นการซื้อไปขายต่อ จึงพยายามบีบราคาให้ตกต่ำ มีการทำสัญญาที่เสียเปรียบมาก สามารถยกเลิกสัญญาได้ พร้อมตรวจสอบย้อนหลังในการทำสัญญาที่เสียเปรียบเพื่อปราบปรามการทุจริตก่อนหน้านี้

 

แนวทางที่ 2 คือ ให้ทำการสต๊อกยางเพิ่มอีก 300,000 ตัน ประกอบด้วย น้ำยางข้น 100,000 ตัน โดยให้รัฐซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรตัวจริงเพื่อทำเป็นน้ำยางข้น และให้สต๊อกในสถานประกอบการเอกชนรายใหญ่ รับซื้อกิโลกรัมละ 60 บาท มีทั้งสต๊อกยางแท่ง ยางลูกขุน อย่างละ 100,000 ตัน รวมแล้วจะได้ 3 แสนตัน และไปรวมกับสต๊อกเดิมจะมี 5.8 แสนตัน อย่าเพิ่งนำออกมา เนื่องจากยังเหลือน้ำยางในลำต้นก่อนถึงฤดูปิดกรีดอีกประมาณ 100,000 ตัน หากส่วนนี้กรีดน้ำยางแล้วนำออกขายจะทำให้ราคาขายขยับขึ้นมา มั่นใจว่าจะปรับเพิ่มขึ้นถึง กก.ละ 80 บาท

 

"แนวทางสุดท้าย ขอให้ไปแก้ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการจัดซื้อที่มีการล็อกสเปกการจัดซื้อยางมะตอยที่เอื้อประโยชน์ต่อเจ้าพ่อในวงการยางมะตอย ให้สามารถนำยางพารามาใช้ทำถนนภายในประเทศของทุกหน่วยงาน อยากให้รัฐบาลเปิดใจกว้างรับฟังแนวทางที่เสนอโดยประชาชนนอกเหนือไปจากการรับฟังรายงานบนโต๊ะ พ่อค้าคนกลางบางกลุ่ม" นายถาวรกล่าว

 

 

 

 

 

ที่มา : นสพ.มติชน


 

 
 
Desktop View